More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  อาจารย์บาทเดียว: นักปราช...PhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community

อาจารย์บาทเดียว: นักปราชญ์แห่งธาตุที่สอง

: One baht Lercturer-- Philosopher of the second element
October 08

ว่าด้วยประโยชน์โดยรวมของสังคม

วันก่อนเขียนบล๊อกแล้วคุณพ่อมาคอมเมนต์และตั้งคำถามที่น่าสนใจเอาไว้ว่า จริงๆแล้วประโยชน์โดยรวมของบ้านเมืองคืออะไร?  ประโยชน์ของบ้านเมืองคือสิ่งที่แต่ละฝ่ายมักอ้างถึง ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายพันธมิตร ไม่ว่าจะโดยเปิดเผยหรือโดยนัยก็ตาม ผู้เข้าร่วมชุมนุมย่อมรู้สึกลึกๆว่าการออกไปร่วมประท้วงคือการทำเพื่อชาติ เพื่อสังคม เพื่อในหลวง ฝ่ายรัฐบาลเพื่ออ้างความชอบธรรมก็มักจะอ้างประโยชน์ที่ว่านี้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำอะไรต่างๆเสมอ  ในที่นี้ผมจะจับคำว่า บ้านเมือง เท่ากับ สังคม ถือว่าเป็นคำความหมายเดียวกัน

พอพูดถึง "สังคม"  โดยมากเราก็มักจะนึกถึง "ประชาชน" แต่ใครบ้างถูกนับรวมเป็นประชาชน ? ผมเชื่อว่าในแว่บแรกๆ เราทุกคนคิดว่าตัวเราเองเป็นประชาชน แล้วใครไม่ใช่ประชาชน ผมว่าเรามักจะคิดกลายๆว่า รัฐบาลไม่ใช่ประชาชน ตำรวจไม่ใช่ประชาชน ผู้พิพากษาไม่ใช่ประชาชน นายทุนไม่ใช่ประชาชน

... แต่เอาเข้าจริงๆ ทุกคนก็เป็นคนไทย มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ทั้งนั้น มีบัตรประจำตัวประชาชนทั้งนั้น (เว้นข้าราชการสมัยก่อน) ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย พูดภาษาไทย ผูกพันกับประเทศไทยด้วยกันทั้งนั้น ... สำหรับผม ผมคิดว่าทุกคนเป็นประชาชน

รัฐบาล ตำรวจ ผู้พิพากษา ส.ส. หรือ ส.ว. นักธุรกิจ นายทุน ฯลฯ ต่างก็เป็นประชาชนเมื่อเขาถอดเอาหัวโขนออกไปแล้วทั้งสิ้น ที่แตกต่างจากเราทุกคนก็คือ เขามีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบที่เรายินยอมมอบให้เขาเป็นธุระจัดการความสงบเรียบร้อย และความเจริญงอกงามของสังคม ให้เป็นไปตามทำนองคลองธรรมเท่านั้นเอง

ประชาชน หลายๆคน ที่มีการปฏิสัมพันธ์กันไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม รวมกันเป็น "สังคม"(ขอนิยามเป็นเบื้องต้นในที่นี้ และจะไม่ไปลงลึกถึงนิยามของคำว่าสังคมในที่นี้)  แต่ว่า ต้องคนเยอะขนาดไหน ถึงจะเรียกว่า "สังคม" ?  600 คนหน้าทำเนียบ นับเป็นสังคมหรือไม่?  หมื่นคนแสนคนที่ชุมนุมกับพันธมิตรฯเป็น "สังคม"หรือไม่  คนเรือนล้านที่เป็นแนวร่วมพันธมิตร นับได้ว่าเป็น "สังคม" หรือไม่ คนเป็นเกือบสิบล้านที่เลือกพรรคพลังประชาชนถือเป็น "สังคม" หรือไม่ ?  ... ใครคือ สังคม?​ ... เครือข่ายของส.ส. และหัวคะแนนที่อาจนับได้กว่าพันกว่าหมื่นชีวิตทั่วประเทศ ถูกนับรวมในสิ่งที่เรียกว่า "สังคม" นี้หรือไม่ ?​

ระหว่างที่นั่งเขียนอยู่นี้ ในบัดดล ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา ... นั่นคือ ความคิดเกี่ยวกับคำว่า "สงฆ์" 

คำว่า "สงฆ์" หมายความว่า หมู่ , ชุมนุม  (http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%CA%A7%A6%EC#find9 )  คำว่า สงฆ์ นี้ใช้มากในพระพุทธศาสนาในหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางศาสนา ในที่นี้ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นที่เรากำลังพูดถึง อยากจะยกคำว่า "สังฆทาน" มาพิจารณา

คำว่า สังฆทาน หมายความว่า ทานเพื่อสงฆ์  คือ การถวายเป็นกลางๆ ไม่จำเพาะเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง (http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%CA%D1%A7%A6%B7%D2%B9 )   บนพื้นฐานของคำว่า "สงฆ์" และ "สังฆทาน" ... ผมคิดว่าเราน่าจะสามารถเปรียบเทียบกับคำว่า ประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อส่วนรวม เพื่อบ้านเมืองได้กลายๆ

จากจุดนี้ ผมคิดว่าความหมายที่ชัดที่สุด ของการทำประโยชน์เพื่อสังคม (หรือเพื่อบ้านเมือง หรือเพื่อส่วนรวม) นั้น  หมายถึง  "ประโยชน์ที่ทำแล้วส่งผลเป็นกลางๆไม่จำเพาะเจาะจงไปที่คนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง"  หรือ ถ้าพูดอีกอย่างคือ  "หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นและบอกว่าเป็นไปเพื่อสังคมแล้วล่ะก็ คนทุกหมู่เหล่าควรจะสามารถเข้าถึงประโยชน์ของสิ่งๆนั้นได้โดยเสมอหน้ากัน"  ไม่ว่าจะเป็นประชาชน  นักการเมือง  ผู้พิพากษา  ตำรวจ  ควรจะสามารถเข้าถึงประโยชน์จากการกระทำนั้นๆได้  เรื่องนี้สอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเรื่อง สินค้าสาธารณะ (Public Goods) ที่ไม่สามารถกีดกันผู้ทีไ่ด้รับประโยชน์ได้ (Non-excludable)  (เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของสินค้าสาธารณะ อีกคุณสมบัติคือ การบริโภคของคนหนึ่งไม่ไปจำกัดการบริโภคของอีกคนหนึ่ง (Non-rivalry))

สิ่งใดก็ตามที่ทำแล้วประโยชน์ตกแก่คนบางกลุ่ม หรือประโยชน์นั้นไม่สามารถเข้าถึงได้โดยหรือเป็นประโยชน์ต่อคนกลุ่มอื่นๆ นั่นย่อมไม่ใช่ประโยชน์ต่อสังคมเป็นแน่ ... จุดสำคัญ อยู่ที่เจตนารมย์ และผลลัพธ์จริงของการกระทำนั้นๆ ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของใครก็ตามที่ต้องการ และคนสามารถเข้าถึงประโยชน์นั้นได้โดยเสมอหน้ากันหรือไม่  ...

ในทางกลับกัน ผมคิดว่า การเข้าถึงประโยชน์นี้ควรจะเป็นไปโดยสมัครใจด้วย คือ ไม่ใช่ทุกคนถูกบังคับหรือยัดเยียดให้รับผลของการกระทำนั้น (ซึ่งเชื่อว่าเป็นประโยชน์) เพราะสิ่งนั้นอาจไม่เป็นประโยชน์กับทุกคนก็ได้ ...​หรือหากมีความตั้งใจให้ทุกคนได้ประโยชน์ การดำเนินการเพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์ก็ควรจะยืดหยุ่นพอที่จะเข้ากับเงื่อนไขที่หลากหลายของแต่ละคนได้

อย่างไรก็ดี ถ้ามองในทางเศรษฐศาสตร์ , there's  no  such   thing  as  free  lunch ... เช่นเดียวกัน การทำประโยชน์เพื่อสังคมนั้นย่อมมีต้นทุนที่ต้องเสียไปกับการกระทำนั้น (ทั้งค่าเสียโอกาส และตัวเงิน หรือกำลังแรงกาย ความคิด และอื่นๆที่ลงไปกับกิจกรรมนั้นๆ)  ต้นทุนเอกชน (Private Cost) ของผู้ผลิตสินค้าสาธารณะนั้นย่อมมี ในขณะเดียวกัน ผลกระทบภายนอก (Externalities) สองอย่างนี้รวมกันทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ต้นทุนทางสังคม (Social Cost) (ขอร้องว่าโปรดอย่าเอาไปสับสนกับคำว่า "ทุนทางสังคม" (Social Capital))

ผลกระทบภายนอก นั้นอาจเป็นผลเสีย ผลร้าย ต้นทุนที่ต้องจ่ายเพิ่มของคนอื่น เช่น การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ผลกระทบภายนอกคือ ต้นทุนของผู้คนที่ต้องย้ายถิ่นฐาน ป่าและความหลากหลายทางธรรมชาติที่เสียไป ฯลฯ, พันธมิตรฯชุมนุมปิดถนน รถติดถือเป็นผลกระทบภายนอก , ลูกๆของนักธุรกิจพันล้านที่เป็นนักการเมืองด้วย ไม่จ่ายภาษี ผลกระทบภายนอก อาจเป็นความหงุดหงิดของผู้จ่ายภาษีที่มีรายได้น้อยกว่า และผลร้ายอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานในเรื่องการเสียภาษี  เป็นต้น

ฉะนั้นไม่่ว่าจะทำอะไรก็ตาม "เพื่อสังคม" ก็ควรที่จะตระหนักถึงเรื่องประโยชน์และต้นทุนจากการกระทำนั้นด้วย พึงมุ่งให้ได้ประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด (Maximize Social Benefit) ในขณะเดียวกัน ก็พยายามลด ต้นทุนทางสังคม (Social Cost ที่ = Private Cost + Externalites) ให้ได้มากที่สุดเช่นกัน  ...วิธีที่ง่ายที่สุดในการลดต้นทุนทางสังคมนั้นก็คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก่อนที่จะเริ่มทำอะไรซักอย่าง หากจำเป็นต้องดำเนินการจริงๆ ก็ควรมีการชดเชยที่เหมาะสม

"สมมติ" (ตัวใหญ่ๆเลย) ว่า ตำรวจปราบปรามผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ด้วยอาวุธหนัก (หมายถึงวัตถุระเบิดที่มีผลให้คนเสียชีวิต ขาขาด แขนขาด) ด้วยความตั้งใจที่จะรักษาความสงบเรียบร้อย มิให้เกิดความรุนแรงและเสียหายต่อผู้คนและทรัพย์สินสาธารณะ แล้วเกิดความสูญเสียขึ้นกับผู้ชุมนุม ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน อันนี้ถือเป็นผลกระทบภายนอกของการรักษาความสงบ  ... รัฐก็ควรจะชดเชยให้กับผู้เสียหาย อันนี้ยังไม่รวมกับการหาตัวผู้รับผิดชอบมาดำเนินคดีตามกฎหมายแพ่งและอาญา

อย่างไรก็ดี ผมเห็นด้วยกับ อ.เกษียร เตชะพีระ  ที่ท่านกล่าวในวันนึงในการสอนวิชาปรัชญาการเมืองว่า ไม่มีอุดมการณ์ไหน คุ้มค่ากับการเอาชีวิตมนุษย์เข้าแลก ... ไม่ว่าการกระทำใดที่มุ่งประโยชน์เพื่อสังคมโดยรวม "ต้นทุนที่จะต้องเกิดขึ้นเพื่อแลกมาซึ่งประโยชน์นั้นจะต้องไม่รวมความบาดเจ็บและล้มตายของชีวิตมนุษย์เป็นอันขาด "  เพราะไม่เช่นนั้น การกระทำดังกล่าวได้เสียความชอบทำในการอ้างว่าทำเพื่อสังคมไปแล้ว  หากอธิบายให้ชัดขึ้นก็คือ คนที่บาดเจ็บล้มตาย ต่างเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หากเขาบาดเจ็บล้มตายหรือพิการไป เขาย่อมไม่สามารถได้รับการชดเชยและรับประโยชน์หลังจากนัน้ได้อีก (ในกรณีตาย) หรือได้อย่างเต็มที่ (ในกรณีพิการ)  (หรือได้ชั่วคราว ในกรณีบาดเจ็บ... แต่กรณีนี้ก็สามารถได้รับการชดเชยและกลับมาได้ประโยชน์ในภายหลัง แต่ไม่ได้หมายความว่า สามารถทำให้บาดเจ็บได้ การสูญเสียเหล่านี้ตั้งแต่บาดเจ็บไปถึงตาย ไม่ควรเกิดขึ้นเลย)

ฉะนั้นในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันระหว่างรัฐบาลและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น แต่ละฝ่ายควรจะประเมินตนเองว่ากำลังทำประโยชน์เพื่อสังคมหรือไม่ ในทุกขณะจิตที่มีการดำเนินการใดๆลงไป ข้อเขียนนี้อาจจะเป็นเกณฑ์หนึ่งในหลายๆเกณฑ์ในการประเมิน หากประเมินแล้วไม่ได้ทำเพื่อสังคม หากเป็นฝ่ายพันธมิตร ก็ควรจะหยุดการชุมนุมเสีย หากเป็นฝ่ายรัฐบาลก็ควรจะยุบสภา และให้มีการเลือกตั้งใหม่เพื่อให้คนที่อยากทำประโยชน์เพื่อสังคมเข้ามาทำงาน  ... ถ้าหากประเมินแล้ว ต่างทำเพื่อสังคม ก็ไม่มีเหตุอันใดที่จะขัดแย้งกัน แต่ควรจะหันหน้าเข้าหากันและคุยกันเพื่อทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและสังคมต่อไป
October 07

ผมว่านายกฯควรลาออก

วันนี้ตื่นมาไม่ค่อยเช้าเท่าไหร่ แต่เปิดเมล์แล้วตกใจ เห็นแจนอัพ multiply ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมปิดทางเข้าออกรัฐสภา ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากนั้นเลยตามไปอ่านในเมเนเจอร์ เห็นข่าวแล้วตกใจ กระทั่งขณะนี้ที่เขียนอยู่ในข่าวยังรายงานว่า คนข้างในรัฐสภายังออกมาไม่ได้ มีคนบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุม เกือบสิบคนบาดเจ็บสาหัส พล.อ.ชวลิต ลาออกจากการเป็นรองนายกรัฐมนตรีเพื่อรับผิดชอบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรปฏิเสธการประกันตัว และการเจรจา เนื่องจากเห็นว่าหมดหวังกับการเจรจากับรัฐบาลไปแล้ว

พฤติกรรมของ พล.อ.ชวลิต ที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี กับ คุณสมชาย ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ดูขัดกันชอบกล ในขณะที่คุณชวลิต ลาออกเพื่อรับผิดชอบกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น คุณสมชายก็ดำเนินการแถลงนโยบายต่อสภาไปตามปกติ (เรียกว่าหน้าตาเฉยอาจจะเหมาะกว่า) ถ้ามองตามสายงานบังคับบัญชาแล้ว ความสูญเสียที่มีต่อประชาชนแม้จะเพียงประมาณ 600 คนนั้น คุณสมชายควรจะรับผิดชอบด้วยหรือไม่ ? หรือว่ามันไม่เกี่ยวกัน ? หรือว่า คุณชวลิตลาออกเพราะคุมตำรวจไม่ได้​ ? คุณสมชายไม่ได้คุมตำรวจ เลยไม่ต้องรับผิดชอบ ?

เรื่องนี้มันเป็นเรื่องความรุนแรงอันเกิดขึ้นจากอำนาจรัฐต่อประชาชนผู้เสียภาษี ผมค่อนข้างแน่ใจว่ากลุ่มคนที่ไปชุมนุมกับพันธมิตรนั้นส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางที่ "เสียภาษี" ให้แก่รัฐบาล ภาษีไม่ใช่ส่วยที่เราต้องจ่ายให้รัฐในฐานะเป็นเจ้าที่ดินหรืออะไรเทือกนี้ เราจ่ายภาษีให้รัฐไปผลิตสินค้าและบริการสาธารณะ เพื่อเป็นประโยชน์กับทั้งผู้เสียภาษีเอง และคนอื่นที่ยังด้อยโอกาสกว่า

ผมเชื่อว่าเราไม่ได้จ่ายภาษีไปเพื่อให้รัฐบาลทำอะไรแบบนี้ ... คือ ถ้าเกิดรัฐบาลรับเงินจากคนอื่นมาทำงาน ก็ไม่ต้องมาเป็นรัฐบาล (รัฐบาล = ผู้ดูแลรัฐ) ถ้ารับเงินจากคุณท. ก็ไปเป็น ท. บาล นู้น... แล้วหาคนอื่นที่ตั้งใจดูแลรัฐจริงๆ มาทำงาน


ถ้ามองอีกทางนึง ก็อาจจะมองได้ว่า พันธมิตรทำเกินกว่าเหตุหรือเปล่า?

แต่ผมลองนึกๆดู ถ้าเกิด สมมติว่า เราเป็นพันธมิตรฯ และเรามีข้อมูลมากกว่าคนอื่น คือ รู้เรื่องวงในจริงๆมากกว่า และมันไม่มีทางอื่นตามกลไกทางกฎหมายในการหยุดยั้งการทำเรื่องเลวร้าย เพราะว่าคนที่ทำเรื่องเลวร้ายอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจตามหน้าที่จะทำได้ .... และเค้าก็ทำโดยไม่มียางอายเลยแม้แต่น้อยนิดเดียว ...

มันมีทางเลือกอยู่อย่างน้อย 3 ทาง

1. ไม่ทำอะไรเลย ... ปล่อยให้มันเป็นวิบากกรรมของประเทศชาติไป

2. ทำอย่างที่ทำอยู่นี่แหละ ... ถือว่าเป็นวิบากกรรมของคนทำชั่วที่ทำอยู่

3. หาวิธีทางอื่น ... ที่ตอนนี้ยังนึกไม่ออก ถ้าช่วยกันคิดได้ และเรื่องจบลงแบบสันติ และสร้างสรรค์ล่ะก็ ขอเถอะ บอกสังคมไปเลย ....


ไม่เข้าใจว่าอะไรบังตาคนพวกนี้เอาไว้ ไม่ให้เห็นความผิดชอบช่ัวดี ... จะโทษหมอเขมรคงไม่ค่อยเหมาะ ...​ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ว่ามันจะยุติธรรมหรือไม่ มันก็เป็นผลจากกรรมที่ทำเอาไว้ สิ่งที่คนคนนั้นต้องทำคือ เผชิญหน้าและผ่านมันไปให้ได้อย่างมีสติ มิใช่หนีไป และบิดเบือนระบบเพื่อให้ตัวเองรอดโดยเรื่องอื่นๆของบ้านเมืองต้องหยุดชะงัก และทำให้ได้คนที่ไร้ความสามารถมาทำงานบริหารประเทศ ... ยิ่งดิ้นยิ่งพัน

ขอให้บ้านเมืองมีสติในการก้าวผ่านพ้นวิบากกรรมของชาติไปให้ได้ด้วยเถิด แม้พระสยามเทวาธิราชก็มิอาจเนรมิตเมืองใหม่ให้มีแต่คนดีได้ แต่หากทำได้ ก็จะขอให้พระสยามฯช่วยดลบันดาลคนในรัฐบาล คนในพันธมิตร คนในนปก. และคนในสังคมโดยรวม ให้มีสติและคิดถึงประโยชน์โดยรวมของบ้านเมืองบ้าง
October 02

Unstable routine and appretiation to my friends

I lost another morning again. At first, no actually from the beginning, I really want to restore my habit at UEA and use it here because I think it's good for the study. The habit such as waking up at 6, eat heavy breakfast and light dinner, study in the day time and take a rest at night, chanting every morning, swimming jogging or playing footbal altogether 3 times a week.

Right now I still can't restore that habit. I don't know why. I suppose that might be because of the weather that is getting colder. I remember that at the beginning of last year, in September, when it's getting cold, it was difficult for me to wake up. Also I will have a sore throat in the morning because of too dry air in my room when I turned on the heater. No place to work out, or it is too far from my place. The room might be too small to chant.

I'm not really sure what would be the right habit for me here in Rotterdam. I'm not even sure if there is a right habit, because last year when I established a routine, it would be maintained for a while then failed. The last period of my life at UEA I can maintain my habit because of the dissertation, i think. The nature of the situation at that time pick this kind of routine as an appropriate routine in order to survive the dissertation period.

Maybe something is lacking here. It could be the motivation, inspiration, or responsibility. I remember, in my first two years in bachelor, that I did things efficiently because I had motivation to do lots of activities and at the same time I really had responsibilities for those activities. I still remember the energy of the old days. However, it was gone somewhere in my history...

However, one thing around here that encourage me to do things is my new friends, especially Marco my roommate, Michael the German, Bubbies the Greek, and Francois the Canadian. They are very good friends, always encouraging me when I'm not confident, their experiences and what they are doing inspire me as well as pressure me to do better, what they are thinking of makes me being sure that what I am believing and doing is a good thing. Discussion with them makes me get on with the philosophical conversation more and more and now I think I get used to this kind of conversation already, which is useful in the reading and participating in the seminar.

Using Nelson&Winter 's terminology, I hope the nature would select the appropriate routine for me as soon as possible so I can get on with my life efficiently and happily.

For the time being I would thank people who I had been in the past life that did so many good things to many good people and makes me what I am today, meeting good people, joining the inspiring and challenging course, being very stable in the next ten years.
September 30

ขนมปังกับบทความวิชาการ

ช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตอีกครั้งเมื่อผันตัวเองจากการเรียน Development Economics มาเรียน Philosophy and Economics เปลี่ยนอย่างมหาศาลจากการเรียนอะไรที่เป็นแนวปฏิบัติมาเป็นแนวทฤษฎีและแนวปรัชญา ก็อยู่ในช่วงของการปรับตัวนั่นแหละหนอ

แต่ที่จะเขียนวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับลักษณะของบทความวิชาการกับลักษณะของขนมปัง ผมว่า บทความวิชาการในแนว Development มันดูเป็นขนมปังธรรมดาเหมือนที่เราทานๆกัน ในขณะที่บทความที่ออกแนวปรัชญาจะเปรียบได้กับขนมปังของคนเยอรมัน

ขนมปังที่เรากินกันจะมีลักษณะเบาๆ เป็นเหมือนฟองน้ำ มีแต่แป้งเท่านั้น กินไปไม่อยู่ท้องเท่าใดนัก ในขณะที่ขนมปังของคนเยอรมันนั้นมีลักษณะหนัก เต็มไปด้วยเครื่อง มือให้เลือกกว่าสิบชนิด เรียกได้ว่า กินไปแผ่นสองแผ่นก็อยู่ท้องและมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน

ที่ผมว่าบทความในฝั่ง Development ดูเป็นขนมปังธรรมดาเพราะว่า มันเป็นบทความที่เราสามารถรู้เรื่องทั้งหมดในส่วนสำคัญผ่านการอ่านคำนำ สรุป และประโยคต้นของแต่ละย่อหน้าโดยไม่ต้องกังวลเท่าไหร่ว่า เราจะพลาดเนื้อหาสำคัญ ในส่วนที่อยู่ในย่อหน้าก็จะเป็นการอ้างอิงงานเชิงประจักษ์ของคนอื่นมาสนับสนุนงานของตนเอง 

ในขณะที่ บทความในฝั่งปรัชญาหรืองานทางทฤษฎีนั้น การอ่านแบบข้างต้นนั้นจะทำให้เราได้เพียงแค่กลิ่นของงานเท่านั้น แต่เราจะพลาดข้อถกเถียง พลาดเนื้อหาและใจควาสำคัญของเรื่องไปมากเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะ argument ต่างๆ รวมถึงรายละเอียดของทฤษฎี หรือแนวคิดในบทความนั้นๆที่อยู่ภายในแต่ละย่อหน้ามีความสำคัญต่อย่อหน้าอื่นๆในอนาคตด้วยเช่นกัน ฉะนั้นแต่ละย่อหน้าก็จะอัดแน่นไปด้วยเนื้อความเหมือนขนมปังเยอรมันนั่นเอง

อย่างไรก็ดี นี่เป็นการแบ่งประเภทแบบเล่นๆ หยาบๆเท่านั้น ด้วยความคิดเชื่อมโยงเรื่องขนมปังกับบทความ เราต้องออกตัวไว้ตรงนี้เลยว่าการเป็นขนมปังธรรมดาหรือขนมปังเยอรมันไม่ได้มีนัยของการตัดสินคุณค่่าว่าแบบไหนดีไม่ดี แต่อาจจะมองได้ว่ามันเป็นความต่างในเชิงธรรมชาติของเนื้องานมากกว่า ...

September 25

สันติประชาธรรม = ธรรมาธิปไตย + สังคมาธิปไตย

บทนำ

ข้อ เขียนนี้มุ่งหมายที่จะเน้นยำ้ความสำคัญของ "ธรรม" ที่ซ้อนอยู่ในงานของคุณหมอประเวศ วะสี เรื่อง "การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี โอกาสอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทย" แม้คุณหมอจะได้เขียนไว้โดยนัย ในช่วงท้ายเกี่ยวกับการประสานกันของ "สังคมาธิปไตย" และ "ธรรมาธิปไตย" แต่ในช่วงต้นคุณหมอได้เขียนเน้น "สังคมาธิปไตย" เป็นสำคัญ การเน้นความสำคัญของ "ธรรม" ให้เด่นชัดหรือกระทั่ง มีความสำคัญกว่า "สังคม" จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน และไม่คลาดเคลื่อนไปคิดว่า เพียงแค่มีประชาชนจำนวนมากอยู่ในมือแล้วนั่นคือความชอบธรรม การประสานรวมของคอนเซปทั้งสองนั้นนำไปสู่สิ่งที่อาจารย์ป๋วยเคยกล่าวไว้นาน แล้วคือ "สันติประชาธรรม"

เนื้อความ

ความ ขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้มีชัดในทุกระดับทางการเมืองจริงๆ ทั้งนอกสภา ในสภา กระทั่งในพรรคร่วมรัฐบาล และภายในพรรคพลังประชาชนเอง และดูเหมือนว่าความขัดแย้งเหล่านี้เป็นความขัดแย้งอันเนื่องมาจากว่า ความต้องการของแต่ละฝ่ายไม่ได้รับการตอบสนอง จึงดื้อแพ่ง และพยายามทุกวิถีทางเพื่อถ่วงกระบวนการที่ตนไม่ได้ประโยชน์ให้ช้าไว้ หรือเสียประโยชน์ หรือกระท่ังผลักดันให้อีกฝ่ายออกไป ลักษณะเวลาเด็กแย้งของเล่นกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนมาจากข่าววันนี้ในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000113820 ข่าวนี้ในเมเนเจอร์แสดงให้เห็นถึงปัญหาในการเมืองของเรามากเหลือเกิน ในข่าวนี้ระบุว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎรของเราล่มอีกแล้วเนื่องด้วยไม่ครบ องค์ประชุม ข่าววิเคราะห์ว่าการไม่ครบองค์ประชุมเนื่องมาจากความไม่พอใจของกลุ่มสส.ของ เนวินที่ไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี ในขณะเดียวกัน ทางประชาธิปัตย์ก็เห็นว่าไม่ครบองค์ประชุมเนื่องจากมีการเลื่อนเวลาประชุม และบางส่วนไม่เห็นด้วยกับตัวกฎหมายที่จะมีการผ่านในวันนี้เกี่ยวกับ ปปง.

ข่าว นี้ทำให้นึกถึงบทความของคุณหมอประเวศ เช่นกัน (http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000112867) ว่าด้วยเรื่อง "การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี โอกาสอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทย" บทความนี้คุณหมอเน้นความสำคัญของพลังทางสังคม หรือ สังคมาธิปไตย ในคำศัพท์ของคุณหมอ คำที่คุณหมอใส่ไว้โดดเด่นในบทความคือ "อำนาจสังคมยุติความชั่วร้ายทั้งปวง"  และ "สังคมคือผู้กำกับความถูกต้อง" โดยยกตัวอย่างของการร่วมือกัน "ในทางที่ดี" ของชุมชนต่างๆ รวมถึงตัวอย่างจากมิติอื่นๆในสังคมด้วย

ผม คิดว่าประโยคและตัวอย่างดังกล่าวค่อนข้างจะเป็นตัวอย่างในแง่เดียว คือแง่ดีของพลังทางสังคม เพราะจริงๆแล้วมันมีปัญหาและข้อขัดแย้งหลายอย่างในเรื่องนี้ ประการแรกคือ ใครกันที่เรานิยามว่าสังคม? ถ้าบอกว่าเป็นกลุ่มคน เป็นประชาชน ก็ต้องถามต่อว่าเป็นประชาชนกลุ่มไหน พันธมิตร หรือสส.ในสภา ใช่ประชาชนหรือไม่? สังคมเป็นคำที่กว้างมาก แต่ในที่นี้จะใช้ในนิยามที่ว่าเป็นกลุ่มคนที่มากในระดับที่สามารถใช้ความ เป็นต้องการของพวกเขาเป็นตัวแทนของความต้องการของคนในชุมชน หรือ พื้นที่นั้นๆได้ (นิยามนี้สรุปเอาความจากตัวอย่างที่คุณหมอประเวศยกขึ้นมา)

แต่เราสามารถแน่ใจได้หรือไม่ว่า ความต้องการของ "สังคม" ในนิยามความหมายหลวมๆข้างต้นนั้นจะไม่เป็นความช่ั่วร้ายเสียเอง จะทำลายความถูกต้องนั้นๆเสียเอง? ในชุมชนที่อยู่เหนือลุ่มน้ำปะเหลียนขึ้นไปเหนือ อ.สิเกา ในช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งชุมชนเห็นประโยชน์ระยะสั้นของการตัดไม้ชายเลนเพื่อทำถ่าน และทำนากุ้ง คำถามก็คือ ความต้องการนี้ถูกหรือผิด ดีหรือชั่วร้าย คำถามนี้ตอบยากหากใช้คำศัพท์ทางคุณธรรมมาพูดถึง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดตามเหตุและผลของการกระทำดังกล่าวก้คือ เป็นการกระทำที่เบียดเบียนธรรมชาติ และในท้ายที่สุดผลร้ายนั้นก็กลับคือสู่ชุมชนเอง คือประสบปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติแทน ธรรมชาติ ปู ปลา หอย ที่เคยมีก็หายไป

ตัวอย่างนี้คล้ายกับเรื่อง สส.ในข่าวข้างต้นในแง่ที่ว่า ความต้องการและการกระทำของเขานั้นก่อให้เกิดการเบียดเบียนคนอื่น หรือสิ่งอื่นๆ ในแง่สส.คือ ทำให้การประชุมสภาฯดำเนินไปไม่ได้ เรื่องราวต่างๆที่จำเป็นต้องใช้กฎหมายฉบับนั้นๆไมสามารถเดินไปได้ ในแง่ของชุมชุนก็คือดังที่กล่าวไปแล้ว

เหตุการณ์ในชุมชนดำเนินไปใน ทางเบียดเบียน คนกลุ่มหนึ่งในชุมชน ผนวกกับการกระตุ้นขององค์กรพัฒนาเอกชน เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญของป่าชายเลน จึงได้สมัครใจร่วมมือกันริเริ่มกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ ผลักดันให้เกิดกิจกรรมขยายกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมการอนุรักษ์ไปสู่ทั้ง ชุมชนจนสามารถฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับคืนมาได้

ฉะนั้น ผมคิดว่า มีเพียงพลังสังคมนั้นไม่พอ ต้องมีคุณธรรมกำกับด้วย และ "คุณธรรม" นั้นควรเป็นหลักสำคัญที่สุดด้วย มิใช่ความต้องการทางสังคม คำว่า คุณธรรมในที่นี้ จะขอใช้ในนิยามว่า เป็นธรรมที่นำไปสู่ความไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และนำไปสู่ความสงบสันติ (เป็นนิยามของคำว่า "ความดี" ที่พระอาจารย์จากวัดปัญญานันทาราม ได้กรุณานิยามไว้)

ต้องเป็น ธรรมาธิปไตย นำ สังคมาธิปไตย

หมายความ ว่า จะเป็นแบบพวกมากลากไปอย่างเดียวไม่ได้ เป้าหมายที่จะไปต้องเป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียนและเพื่อความสงบด้วย ในกระบวนการต้องประกอบด้วยกระบวนการเรียนรู้ "เพื่อให้เข้าใจในธรรมชาติ เหตุและผลของการกระทำต่างๆ และแนวทางที่ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสังคม" เป็นสำคัญ ทั้งนี้ เนื่องจากไม่มีใครเป็นผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน เราต่างมีข้อมูลจำกัด มีความสามารถทางสมองจำกัด และไม่สามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ การเปิดใจให้กว้าง รับฟังความคิดเห็นที่เป้าหมายในธรรมเหมือนกันด้วย ศัพท์ทางพระท่านใช้คำว่า อนุรัักษ์สัจจะ (อ้างจากหนังสือ พุทธธรรม ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต))

พลเมืองที่ active ที่มีธรรมประจำใจร่วมมือกันเป็นเครือข่ายแนวร่วมเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ทั้งหลาย เพื่อความไม่เบียดเบียน และเพื่อความสงบเย็น สำหรับผมแล้ว สิ่งนี้คือ "สันติประชาธรรม" ที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ได้เคยกล่าวไว้นานแล้ว

สรุป

ผม เห็นด้วยกับอาจารย์ป๋วย ว่า "สันติประชาธรรม" เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อการเมืองและการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ดี การทำให้ได้มาซึ่ง "สันติประชาธรรม" นั้นยังคงเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้นำมาปฏิบัติจริง หรือกระท่ัง หาความรู้สนับสนุนเพื่อการพัฒนาไปสู่แนวปฏิบัติ ก็ยังมีไม่มากนัก

การ พัฒนาองค์ความรู้ ว่าด้วย "สันติประชาธรรม" เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งโดยความร่วมมือกันของหลายๆศาสตร์ เช่น รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมวิทยา ปรัชญา ฯลฯ ศึกษาทั้งในเชิงการอธิบายปรากฎการณ์ และในเชิงของข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง
September 18

เข้าบ้านใหม่ซักที

เย้ๆๆ เข้าบ้านใหม่ซักทีหลังจากฝากตัวอยู่ที่บ้านน้องอิมรอน (น้องนักเรียนโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งทุนการศึกษา ผู้มีพระคุณ) มาเกือบสามสัปดาห์
บ้านใหม่ดูไฮโซเล็กน้อย แต่ห้องเราเล็กนิดเดียว แต่โชคดีว่า มีอินเตอร์เนตไวไฟใครไม่รู้โผล่มาเลยแฮ้บใช้ซะเลย ...ฮี่ๆๆ
หวังว่าคงจะมีอารมณ์เขียน blog มากขึ้น หลังจากตอนนี้อะไรๆก็ดูจะลงตัวมากขึ้นทุกๆที ดีใจจริงๆ (ที่สำคัญก็คือทุนนั่นแหละ)

เฮ้ออ... ไปทำงานต่อดีกว่า :D
September 08

บทบาทองค์กรนักศึกษาในสถานการณ์ทางการเมือง

วันนี้อ่านข่าวใน Manager และก็เห็นน้องๆนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น. จากข่าวพบว่ามีเครือข่ายนักเรียน นิสิต นักศึกษาจาก 80 สถาบัน มาร่วมเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยในนามของ Young PAD ชื่อไทยน่าจะเป็นแนวร่วมเยาวชน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย . น้องๆเหล่านี้ได้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ รวมถึงเชิญชวนกันหยุดเรียนสามวันตั้งแต่ 9-11 กันยายน เพื่อแสดง "อารยะขัดขืน" ให้เป็นที่ประจักษ์

 

ในการเคลื่อนไหวนี้ ไม่ได้รับการทัดทานจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย เหล่าผู้บริหารเพียงเตือนสตินักศึกษาเท่านั้นให้เคลือ่นไหวอยู่ในกรอบของกฎหมาย ด้วยสติและปัญญา  อย่างน้อยที่สุดอธิการบดีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัย ราชภัฎพิบูลสงครามได้ออกมาแถลงเรื่องนี้อย่างเปิดเผย

 

ในข่าวนั้น ได้มีการโจมตีองค์กรนักศึกษาอย่าง องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) อย่างเปิดเผย ในทำนองที่ว่าวางตัวเป็นกลางในขณะที่เราควรจะอยู่ข้างประชาชน . ตัวนักศึกษาธรรมศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งเองก็เห็นต่างและได้ขึ้นเวทีพันธมิตรและประกาศว่าจะอยู่เคียงข้างประชาชนตามคำขวัญที่ติดปากกันว่า "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน"  จากความคิดเห็นในข่าว อมธ. ถูกตำหนิค่อนข้างมากว่า ไม่รู้้เท่าทันสถานการณ์และไม่อยู่ข้างประชาชน รวมไปถึงการกล่าวหาว่าอมธ.อยู่ฝ่ายรัฐบาลเสียด้วยซ้ำ

 

สิ่งที่น่าคิดก็คือ อมธ.จะไม่มีความคิด ไม่ติดตามข่าวสาร จนไม่รู้สถานการณ์บ้านเมืองเชียวหรือ ? อมธ.ถูกรัฐบาลซื้อไปแล้วหรืออย่างไร? หรือว่าเป็นเพราะสาเหตุอื่นที่ทำให้อมธ. จำต้องวางตัวในลักษณะนั้น? คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรทำความเข้าใจก่อนที่จะตัดสินอมธ. หรือกระทั่งองค์การนักศึกษาหรือสโมสรนิสิตที่ใดก็แล้วแต่ที่มีมติวางตัวเป็นกลางในสถานการณ์บางอย่าง

 

ผมคิดว่ามันเร็วเกินไปที่จะตัดสินอมธ.ในทางที่ไม่ดี ก่อนที่จะเข้าใจบทบาทของอมธ.อย่างแท้จริงต่อนักศึกษา. จากประสบการณ์ที่ผมอยากจะลงสมัครอมธ.นั้น หน้าที่หนึ่งของอมธ.คือการเป็นตัวแทนของนักศึกษา. บทบาทนี้ค่อนข้างชัดเจนเมื่ออมธ.ถูกเลือกตั้งมาจากนักศึกษาในมหาวิทยาลัย (เราจะไม่กล่าวถึงจำนวนนักศึกษาที่มาเลือกตั้งในที่นี้) ฉะนั้นอมธ.เป็นเหมือนตัวแทน หรือเป็น Agent ในขณะที่นักศึกษาทั้งปวงคือ  ผู้เป็นเจ้าของอำนาจ หรือความเห็นต่างๆ เป็น Principal . โดยหลักการ อมธ.จึงควรนำเสนอความเห็นต่อสาธารณชน บนพื้นฐานของความเห็นของนักศึกษาทั้งมวล

 

อย่างไรก็ดี จากที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับนักศึกษาหรือศิษย์เก่าหลายคน ผมพบว่า แม้ดูเหมือน trend จะไปในทางพันธมิตร มาก แต่เราก็ไม่น่าจะสามารถสรุปได้ว่านักศึกษาทั้งหมดเห็นด้วยกับพันธมิตรฯ. ส่วนใหญ่คนที่ออกมาแสดง  preference ทางการเมืองในช่วงนี้จะเป็นคนที่เห็นด้วยกับพันธมิตร แต่คนที่ไม่พูดอะไร ก็ไม่ได้หมายความว่าเค้าเห็นไปในทางนั้นเช่นกัน 

 

ผมเชื่อว่า ความเห็นของคนในสังคมจริงๆแล้วมันไม่ใช่ขั้วตรงข้ามเหมือนที่รัฐบาลหรือพันธมิตรเองพยายามทำให้เห็นเป็นแบบนั้น จริง แต่มีลักษณะเป็น Spectrum คือมีคนในพื้นที่สีเทา ไม่ได้เห็นด้วยกับพันธมิตรทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนรัฐบาล และเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยในประเด็นต่างๆ อาจรับไม่ได้กับการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลแต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการที่พันธมิตรยึดทำเนียบ หรือแกนนำไม่ยอมมอบตัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ รัฐบาลและพันธมิตรได้พยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของขั้วตรงข้าม และโดยเฉพาะพันธมิตรที่พยายามโจมตีกลุ่มที่ออกมายืนในพื้นที่สีเทาให้เงียบไปและมาร่วมกับพันธมิตรเสีย ซึ่งในมุมนึงมันก็เป็นกลยุทธ์ในการทำสงครามมวลชนแบบหนึ่งซึ่งก็เข้าใจได้ . ผมยังเชื่อด้วยว่ากระทั่งภายในอมธ.เองก็ยังยากที่จะลงฉันทามติว่าอยู่ฝั่งไหน

 

ฉะนั้น อมธ. ในฐานะตัวแทนนักศึกษากว่าสองหมื่นคนนั้น จะสามารถฟันธงลงไปได้อย่างไรว่า นักศึกษาทั้งปวงเห็นไปในทางไหน ? และเค้าจะนำเสนอความเห็นต่อสังคมอย่างไรภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ? 

 

ผมเห็นว่าการที่อมธ.ประกาศตัวว่าเป็นกลางนั้นเป็นเรื่องเหมาะสมในหลักการ. หลักการที่ว่านี่ก็คือ ในฐานะที่อมธ.เป็นตัวแทนของนักศึกษาทั้งมวลนัน่เอง.  การจะหาฉันทามติเพื่อนำเสนอต่อสังคมในฐานะตัวแทนนักศึกษานั้นแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และการอาศัยชื่ออมธ.ในการ "แอบอ้าง" ว่านักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยนั้นอยู่ข้าง พันธมิตรฯ นั้นก็เป็นเรื่องที่หาควรไม่ เพราะว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกับการทำในกรณีตรงข้ามคือแสดงตัวว่าเราหนุนรัฐบาล แม้จะได้รับเสียงต่อต้านที่ต่างกันก็ตาม

 

สิ่งเดียวที่อมธ.ทำได้คือ ไม่แสดงว่าสนับสนุน แต่ก็ไม่ขัด และเห็นด้วยในหลักการที่ทุกคนเห็นด้วย เช่น การไม่ใช้ความรุนแรง และการกระทำการใดๆที่ไม่ขัดต่อหลักกฎหมายบ้านเมือง อย่างที่อมธ.ได้กระทำอยู่นั่นเอง  รวมถึงแถลงการร่วมต่างๆของเครือข่ายองค์กรนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยด้วย

 

อย่างไรก็ดี อะไรคือความเหมาะสมในทางปฏิบัติของเรื่องนี้เล่า? สิ่งที่องค์กรนักศึกษาเหล่านี้ได้กระทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่องค์กรนักศึกษาอันเป็นตัวแทนของนักศึกษาสามารถกระทำได้แล้วกระนั้นหรือ?

 

ในความเห็นของผม องค์กรนักศึกษาเหล่านี้สามารถทำได้มากกว่าการประกาศจุดยืนที่เป็นกลางและวางเฉยกับจุดยืนกับนักศึกษารายคนไป. ผมคิดว่า พวกเขาควรใช้เหตุการณ์เหล่านี้เป็นโอกาสในการกระตุ้นการตื่นตัวเชิงการเมืองให้แก่นักศึกษา โดยการทำหน้าที่เป็นตัวกลางข้อมูลข่าวสารทางด้านการเมือง โดยการทำหน้าที่รวบรวมความเห็นของทุกฝ่าย ข่าวจากทุกแหล่ง ความเห็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัยของตน โดยมุ่งหมายเพื่อให้ปัญญาแก่นักศึกษาและผู้คนในสถานการณ์นี้ ในหลายแง่มุมที่สุดที่เป็นไปได้ ละวางความร้อนแรงทางอารมณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเพื่อจะได้มองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

 

นอกจากนั้น องค์กรเหล่านี้ยังควรทำตัวเป็นผู้กระตุ้นและเปิดเวทีความเห็นทางการเมืองของนักศึกษารากหญ้าในมหาวิทยาลัยของตนให้มากที่สุด เพื่อให้เห็นความเห็นที่หลากหลายของนักศึกษา เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางความคิดที่แตกต่างอย่างสันติ อันเป็นสิ่งที่พึงกระทำ และพึงเกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตย. เวทีเหล่านี้อาจนำไปสู่การได้จุดร่วมระหว่างความเห็นที่แตกต่างในหมู่นักศึกษาก็ได้ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นความคิดของนักศึกษาในเชิงการเมืองอีกด้วย

 

โดยสรุปคือ องค์กรนักศึกษาควรทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสารทั้งจากภายนอกสู่มหาวิทยาลัย และภายในสู่ภายนอก เชื่อมประสานทรัพยากรทางปัญญาทั้งปวงในมหาวิทยาลัยเพื่อนำไปสู่การเกิดสติปัญญาทางการเมืองในฐานะพลเมืองผู้กระตือรือร้นในหมู่นักศึกษาทั้งมวลอย่างสันติ อารยะ และเป็นประชาธิปไตยนั่นเอง

 

ชล บุนนาค

 

 

View more entries