Chol's profileอาจารย์บาทเดียวPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
January 31 หน้าที่ของอาจารย์และนักวิชาการ !!!ผ่านปีใหม่มาจะหนึ่งเดือนเต็มแล้ว ชีวิตยังไม่เปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไหร่นัก ยังจัดการตัวเองไม่ได้ดีอย่างที่หวังไว้ ยังรู้สึกตัวเองต้อยต่ำด้อยความรู้เช่นเคย ตามประสาอาจารย์ที่จบปริญญาตรี อย่างเดียวที่โอเคขึ้นก็คือ ส่งใบสมัครมหาวิทยาลัยไปได้แล้ว 1 มหาวิทยาลัย (ตั้งไว้ 2 มหาวิทยาลัยก่อน) เหลืออีกทีนึงยังไม่ได้ส่ง ความพยายามในการเตรียมสอน ศ390 ก็ยังคงมีอยู่ แต่ดูเหมือนมีเท่าไหร่มันก็ไม่พอเสียที ยังไงก็ยังไม่ตกตะกอน ยังจัดระเบียบความคิดได้ไม่ดีพอที่จะนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพจนตัวเองรู้สึกพอใจว่าสอนดีแล้ว ... ความไม่แน่ใจในอาชีพของตัวเองก็เกิดขึ้นมาบ้าง ประปราย
จนเมื่อเสาร์-อาทิตย์ได้ไปทานข้าวกับที่บ้าน ก็มีโอกาสได้คุยกันเกี่ยวกับเรื่องคุณค่าของคนที่ประกอบธุรกิจค้าขายของตนเอง หรือกระทั่งเป็นเพียงเซลล์แมนก็ตาม คุณแม่ก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อปีก่อน คุณแม่ช่วยพี่สะใภ้เอาของไปขาย จึงได้รู้ว่าการค้าขายกว่าจะได้เงินมานี่มันลำบากนะ คุณพ่อก็เช่นกัน แต่เดิมมองว่าพวกนี้เป็นคนอีกแบบหนึ่ง แต่จริงๆแล้ว คนพวกนี้เก่งมากๆ เราสู้เขาไม่ได้สักนิด ... แต่ผลตอบแทนเขาก็ขึ้นๆลงๆ และไม่ได้เยอะเท่าพวกเราที่ทำงานเชิงความคิด ...
จนมาเมื่อเช้าเมื่อวาน ตัวเองก็เกิดจะตื่นสายและรู้สึกไม่อยากทำอะไรเลย อยากจะหยุดทุกอย่าง เหมือนในหัวมันติดขัด ติดๆดับๆ แรงๆเบาๆ นึกถึงรถตัวเองที่มีปัญหาอยู่เมื่อวาน อุ้ไปได้ซักพัก เลยมองไปที่มือตัวเอง และนึกถึงคำพระที่เคยรู้มา ที่ว่าด้วยเรื่องของการฝึกสติสัมปะชัญญะ และคำจาก star wars ว่าเจไดจะต้องหมั่นรู้สึกถึง the force ที่ไหลอยู่ในร่างอย่างสม่ำเสมอ ผมคิดว่าสองอย่างคือเรื่องเดียวกัน และที่สำคัญคือ มันจะทำให้เราสามารถตอบสนองต่อสิ่งต่างๆได้อย่างเป็นธรรมชาติและรวดเร็ว ประดุจใจรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกาย ... ผมก็นั่งนึกพิจารณาเรื่องนี้อยู่พักนึง
จึงได้คิดต่อไปว่า เอ... เราได้ทำหน้าที่ของเราหรือยังหว่า มองไปที่มือ ก็นึกย้อนถามตัวเองว่า มือนี้ได้ใช้ปากกาหรือคอมพิวเตอร์พิมพ์หรือเขียนตัวหนังสือร้อยเรียงออกมาเป็นประโยค ย่อหน้า บทความ หรือหนังสือ ที่เป็นผลผลิตทางความคิดของเราหรือยัง? และได้นึกต่อไปว่า ในฐานะอาจารย์หรือนักวิชาการนี้ ถ้าเราไม่ได้ผลิตความคิดออกมาให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ แล้วเราจะเป็นอาจารย์หรือนักวิชาการทำไม ? การสอนอย่างเดียวโดยเอาของคนอื่นมาเล่าๆให้ฟังนั้นก็ดีระดับหนึ่งในฐานะที่เรายังไม่ได้มีความรู้มาก และความรู้หลายๆอย่างก็มีคนค้นคว้าไว้แล้ว ... แต่การนำเสนอความคิดของตนเอง หรือความรู้ที่เกิดจากตัวเราสู่สู่สาธารณชนต่างหาก จึงจะทำให้ชีวิตนักวิชการของเราได้รับการเติมเต็ม ... มิฉะนั้นก็คงไม่ต่างอะไรกับคนที่เข้าไปแฝงผ้าเหลือง ออกบิณฑบาตร หาข้าวกินไปวันๆเท่านั้นเอง
หน้าที่สำคัญของอาจารย์หรือนักวิชาการอย่างเราๆ นั้นสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างมาก ... คือ ควรพูด"ความจริง" ที่ก่อให้เกิด "ประโยชน์" ... ต้องมาให้ถึงจุดนี้ให้จงได้ ความจริงนั้น เราอาจจะเข้าถึงไม่ได้ทุกมุมมองเพราะความจริงของแต่ละคนนั้นก็แล้วจะมองจากกรอบไหน มุมไหน อย่างไรก็ดี เราในฐานะที่ใส่แว่นทางเศรษฐศาสตร์ ก็มองด้วยแว่นของเรา และหาทางบอก "ความจริง" ที่เป็น"ประโยชน์"แก่สาธารณะ และทำงานร่วมกับแว่นอื่นๆเพื่อฉายความจริงให้สังคมได้เห็น เพื่อเป็นประโยชน์แก่สังคมในภาพรวม
อนึ่ง ประโยชน์ที่ว่านี้ก็คงไม่พ้นประโยชน์พื้นฐานต่อมหาชน ก็คือเรื่องของปากท้อง และโอกาสในการพัฒนาและดูแลรักษาตนเอง ก็คือ เรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา และสาธารณสุข ความรู้ได้ข้อมูลใดที่จะทำให้สามสิ่งนี้ พัฒนายิ่งๆขึ้นไปได้ และกระจายกันได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมและยุติธรรมมากยิ่งขึ้น
นี่คือสิ่งที่ผมจะเฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่า ๐.."วันนี้เราได้ ค้นคว้าหาความจริง หรือ คิดอะไรที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะบ้างแล้วหรือยัง?"..๐ |
|
|