Chol's profileอาจารย์บาทเดียวPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
January 31 ประโยคเตือนใจ 5การจัดห้องให้เรียบร้อยก็เป็นการจัดความคิดความรุ้สึกของเราเหมือนกัน
To make your room tidy is also to make your thoughts and feelings tidy.
เรียนรู้วิธีการเรียนสำคัญกว่าเรียนรู้เนื้อหาในวิชาเรียน โดยเฉพาะเมื่อคุณเรียนปริญญาโท
Learn how to learn is more important than the content in the subjects, especially when you are a master student. January 30 So young โซยัง ...เมื่อวานได้ออกไปซื้อของกับเพื่อนญี่ปุ่น และกลับมาดื่มน้ำชาที่แฟลตเค้าตอนค่ำ ได้เจอสาวๆญี่ปุ่นและเกาหลีด้วย อิอิ
เพื่อนญี่ปุ่นสองคน นั้นคือ อายากะ กับ โยริโกะ และสาวเกาหลี ชื่อ โซยัง (So Young)
ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจว่าจะอยู่นานแต่ว่า พอดีรอโซยังอยู่ เนื่องจากว่า โซยังฝากเราซื้อชอคโกแลต 10 แท่ง!!!! ซึ่งเธอว่าจะกินให้หมดภายใน 1 สัปดาห์!!! ก็คิดในใจว่าดีแล้วที่เธอไปออกกำลังโดยการเต้นอย่างวันนี้
ผมคงไม่เล่าหมดเพราะจำอะไรไม่ค่อยได้ แต่ประเด็นของเรื่องคือว่า ผมได้เรียนรู้ว่า อย่าได้ดูถูกสาวน้อยตัวเล็กๆเป็นอันขาด ...
โซ ยัง (คนทางขวาของสองรูปแรก) เป็นสาวเกาหลี อ่อนกว่าผมสักปีนึงได้ เธอมาเรียนคอร์ส การศึกษากับการพัฒนา
ตั้งแต่วันแรกที่เข้าคณะ เธอโดดเด่นมาก ด้วยความหน้าเด็กของเธอ แถมยังชื่อ โซ ยัง (So Young) อีก ...สมชื่อจริงๆ เด็กจริงๆ เธอมีวีรกรรมอยู่ว่า เจ้าหน้าที่ที่ห้องจดหมายจำชื่อเธอได้ทุกคน เพราะเห็นว่าหน้าเด็กและชื่อโซยังอีกด้วย นอกจากนั้นแล้ว เธอยังมีบุคลิกภาพที่เหมือนเด็กผู้หญิงจอมแก่นกวนๆคนหนึ่งอีกด้วย ดู active ตลอดเวลา
แต่.....
ผมเพิ่งรู้วันนี้แหละว่า เธอคนนี้ ครองสายดำ เทควันโด้ !!!! และเธอโชว์ให้ดูด้วย !!!! สำหรับผมคนที่เข้าๆออกๆ ห้องเรียนเทควันโด้อยู่บ้างบอกได้ทันทีว่า ท่าเตะแต่ละท่าของเธอนั้นถูกต้องตามเบสิคทุกอย่าง !!!
เธอเล่าให้ฟังว่า เธอจบก่อนครึ่งปี เธอเลยมีเวลาว่างอยู่หกเดือนก่อนมาเรียนที่นี่ เธอสมัครไปเป็นอาสาสมัครสอนเด็กข้างถนนในฟิลิปปินส์ผ่านทางองค์กรอาสาสมัครนานาชาติ เธอว่า ครั้งแรกที่เธอไปถึงเจ้าหน้าที่ที่นั่นคาดหมายว่าคนที่มาสอนเทควันโดจะเป็นผู้ชาย เลยถามหา ปรากฎว่าก็ตกใจกัน เพราะว่า เป็นเธอนั่นเอง และมองเธอด้วยสายตาไม่เชื่อมือ
เธอเลยต้องทำตัวเคร่งครัดอย่างยิ่ง ลงโทษนักเรียนอย่างเข้มงวด จนเธอได้ชื่อว่า เป็นครูสอนที่เข้มงวดที่สุด ... แต่ก็ไม่วาย มีเด็กส่งจดหมายรักมาให้ด้วย อิอิ ... และยังสามารถปราบเด็กโตที่เหลือขอให้อยู่หมัดด้วยความสามารถของเธออีกด้วย !!!!
สำหรับคนข้างๆ โซยัง ชื่อ โยริโกะ เป็นเพื่อนอายากะ คนนี้เธอไม่ได้เล่าอะไรมาก แต่ฝีมือเปียโนเข้าขั้นเทพจริงๆ ...ที่ว่าเทพ นี่คือ เทพจริงๆนะ เชื่อผมเถอะ ในฐานะที่เป็นนักดนตรีเหมือนกัน แต่เธอไม่ได้เรยีนในโรงเรียน แต่ใช้การฝึกเป็นหลัก ซึ่งน่าทึ่งมาก นอกจากนี้เธอยังซ้อมที่ UEA นี่สัปดาห์ละ 3 วันเพื่อให้มีกำลังใจเรียนต่อไปไม่หดหู่ และฝึกปรือฝีมืออีกด้วย !!!!
ผมว่า นี่เป็นสิ่งที่เค้าบอกกันละมังว่า เวลามาเรียนเมืองนอกจะได้เพื่อนต่างชาติ เรียนรู้วัฒนธรรมอื่นๆ ... ผมคิดว่าคืนเมื่อวานเหมือนกับคืนที่ผมไปบ้านของแดน ชาวเยอรมันเลย มันเป็นบทสนทนาคนละอารมณ์แต่ให้ความรู้สึกแบบเดียวกันคือ เหมือนเราได้เชื่อมโยงใจกันและกันด้วยการแลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตที่แต่ละคนได้ผ่านมา การได้รู้ Background ของคนแต่ละคนนั้นมีผลทำให้ภาพที่เรามองเค้าเปลี่ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อ
อย่างไรก็ดี มันก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทำให้มีภาพกับคนๆนั้นดีหรือไม่ดี ... แต่ในฐานะที่เราเองก็รู้ว่า เพราะประสบการณ์ในอดีตทำให้เราได้ยินเรื่องราวเหล่านั้น แต่สำหรับผมแล้ว ปัจจุบันก็เป็นเรื่องของปัจจุบัน คนเราก้าวพลาด ก้าวผิดกันได้ มันอยู่ที่ว่า ณ วันนี้ จะก้าวพลาด ก้าวผิดอีกไหม และเค้าจะก้าวพลาด ก้าวผิด มันก็ไม่ใช่เรื่องของเรา สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ถ้าเราโดนเค้าทำอะไรไม่ดี มันก็เป็นกรรมของเรา ก็ต้องให้อภัยกันจะได้หมดเรื่องราวกันไป ....
ฉะนั้น เราควรจะเข้าใจคนอื่นว่า เค้ามีพื้นฐาน เบื้องหลังมาไม่เหมือนกันกับเรา คนจึงแตกต่างกัน แต่เค้าไม่ได้เลวโดยสันดาน และไม่มีวันกลับตัวได้ .... เพราะคนเราเปลี่ยนตลอดเวลา เรารู้จักเค้าเดือนนี้ ก็ไม่ใช่เค้าในอีกสามเดือนถัดไป ... และจะเห็นความต่างชัดยิ่งขึ้นเมื่อเค้าได้ผ่านประสบการณ์บางอย่างที่อาจจะเปลี่ยนมุมมองเค้าไปตลอดกาล ... เราจึงควรจะให้โอกาสคนอื่นด้วยการไม่ตัดสินเค้าไปก่อนจากภาพที่เรารับรู้ และอย่าไปยึดกับภาพนั้น และมองคนอื่นในแง่บวก....
...เหมือน สาวน้อย โซยัง ... เผลอๆอาจจะหน้าเด็กแบบ So young! เหมือนโซยัง ก็ได้ ประโยคเตือนใจ 4เวลาจะตอบคำถามอะไร ควรตอบ "คำถาม" และอาจจะเสริมสิ่งที่เราคิดว่าอาจจะเป็นเจตนารมย์ของผู้ถาม ไม่ใช่พูดสิ่งที่ "อยากพูด"
When we respond to any questions , we should answer THAT question and might add something that we think it is a purpose of the questioner.... not just speak "what you want"...
เวลาเราไม่เข้าใจอะไร หรือบางอย่างสื่อสารมาอย่างไม่ชัดเจน... ก็ถามเสียให้ชัดเจน ...ไม่ควรจะต้องเสียเวลาตีความให้มากเว้นแต่คนพูดต้องการให้ตีความ
When we don't understand something or hear something unclear, ... you just ask ... you should waist your time interpret it unless it is the speaker's purpose. January 29 ประโยคเตือนใจ 3จงระวังทุกๆครั้งเมื่อกล่าวถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ หรือตั้งใจจะทำ เพราะหลังจากพูดออกไปแล้วมันมักจะมีบททดสอบเสมอ และมันมักจะยากเสมอ
Be aware every time you talk about what you are doing or willing to do in the future because there is always a test for that and it is always difficult...
เนื้อคู่ในชาตินี้มักจะมาถูกที่ถูกเวลาเสมอ ในขณะที่เนื้อคู่สำหรับชาติอื่นๆนั้น มักจะมาผิดที่ผิดเวลาและทำให้เราเขว :P
Soulmate in this life will usually come at the right place and the right time, while the soulmate for other lives always come at the wrong place and the wrong time and is very distracting. January 28 Journal 270108 : วันดีๆที่แปลกๆใน Londonเมื่อวานเข้าไปประชุมกับสามัคคีสมาคมที่ลอนดอน เรื่องงานประชุมวิชาการ
ตอนเช้าเจอเรื่องประหลาด รู้สึกจะมีคนมาปลุกตอนประมาณตีสี่ คือ แบบว่าจะหลับต่อก็ยังปลุกอยู่ เลยตื่นก็ได้ ตื่นแล้วเลยสวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิ อุทิศส่วนกุศลให้สักหน่อย อุตส่าห์ปลุก
แต่ขนาดตื่นเข้าขนาดนี้ก็ยังอุตส่าห์ตกรถไฟ เพราะว่าดูรอบรถเมล์ผิด เลยไปสายกว่าเวลาห้านาที ต้องไปรอบถัดไป
พอถึงที่ลอนดอน ก็ถึงก่อนเวลาสักสามสี่ชั่วโมงได้ เลยกินข้าวเที่ยงก่อนที่แมคฯ Liverpool St. นี่เป็นครั้งแรกที่กินแมคฯที่อังกฤษ รู้สึกจะราคาประมาณเดียวกัน และดูวุ่นวายกว่ามาก คนทำงานในแมคส่วนใหญ่เป็นแขก ทำงานด้วยความรวดเร็วดูวุ่นวายมากๆ
นั่งๆกินแมคฯอยู่ มีหญิงสาวคนนึงที่เห็นเหล่เรามาตั้งแต่ขึ้นบันไดเลื่อนมาแล้ว เดินไปเดินมาเล็งๆเราอยู่ สาวคนนี้จะตัวยาวๆ คล้ายสาวฝรั่งเศส ซักพักเหมือนแกทำใจได้แล้ว ก็เลยเดินเข้ามาทัก ถามว่า เราชื่อบรูโน่ หรือเปล่า ... คือ ทักผิดกัน -_-"
เสร็จแล้วลงไปรอ tube (รถไฟใต้ดิน) ก็รออยู่นานสองนาน นานมาก ดูป้ายที่บอกว่ารถจะมายังไงมันก็ไม่มีซักที เลยตัดสินใจเดินขึ้นไป ซื้อแผนที่ แล้วออกมาเดินข้างนอก...
ออกมาข้างนอกปั๊บ เราก็เปิดแผนที่หาทิศทันที ทันใดนั้น ก็มีคนใจดีเห็นเราเป็นนักท่องเที่ยวหลงทาง ก็ถามว่าจะไปตรงไหน เราก็เลยบอกจะไปตรงแถวที่สถานทูตตั้ง พี่แกก็เลยบอกให้กลับไปนั่ง tube สายนี้ๆ ... แต่เอ่อ... คืออยากเดินไง ก็เลยบอกเค้าว่าขอบคุณ แล้วก็เริ่มหาทิศ โดยเอาตึกรูปกรวย ชื่ออะไรไม่รู้ เป็น land mark ในแผนที่ แล้วเดินตามแผนที่
จะบอกว่า การเดินจาก Liverpool street บนถนนธรรมดานั้นเป็นการเปิดมุมมองอย่างมากเลย ได้เห็นตึกสูง ใหญ่ สวย สมัย และโบราณ เสร็จสมบรณ์ และซ่อมสร้าง (-_-") หลงไปเรื่อยๆ ระหว่างเดินก็ถ่ายรูปมาหลายรูปเหมือนกัน ต้องดูข้างล่าง ลมแรงมากๆ แผนที่เกือบขาดแน่ะ แต่วันนี้อากาศดีจนน่าเดินจริงๆ
สิ่งนึงที่สังเกตแล้วเห็ฯชัดๆก็คือ มันจะมีแผนที่อยู่ตรงแยกแต่ละแยก แบบดูง่ายๆให้รู้ว่าคนเดินถนนอยู่ตรงไหนทุกๆป้ายเลย และเป็นแผนที่ที่เชื่อถือได้ด้วยมากๆ ผมเดินตามแผนที่ไปจนถึงอีกสถานีนึง ก็เกือบครึ่งชม. แต่ปลายทางผมมันประมาณ 12 สถานี
หลังจากคำนวนเวลาแล้ว เลยลงTube สถานีนั้น แล้วก็เลยได้รู้ว่า สายรถที่รออยู๋มันปิดซ่อมวันนี้ ก็เลยถึงบางอ้อเลย พอดีตอนแรกไม่ได้ฟังว่าเค้าพูดอะไรละมัง แต่เค้าประกาศทุกๆห้านาทีได้ และบอกเส้นทางแนะนำด้วยอีกต่างหาก
แล้วก็ประชุม.... ผ่านไปด้วยดี ไปกินอาหารอีสาน ..ง ก็โอเคนะครับ ร้านร้อยเอ็ด (101) ชื่ออิสานจริงๆ อาหารคาวใช้ได้เลย อาหารหวานนี่ ขนมหม้อแกงเผือกโอเคมากๆ อย่างอื่นไม่แน่นำ ...
ปรากฎว่า ท้ายที่สุด กินเพลิน ตกรถไฟซะนี่ คือ เข้าอารมณืเดิมอีกแล้วคือมที่สถานี คราวนี้เป็นรถไฟระหว่างเมืองแล้ว ดูป้ายก็ไม่เห็นนอริชซักกะที หายไปจากสารระบบเลย เลยนึกว่าตกรถ ไปนอนบ้านน้อง พอเช็คในคอมปรากฎว่ามีรอบซะงั้น!!! แต่สาบานได้ว่าดูหลายรอบมากๆ ไม่เห็นนอริช ก่อนนอนก็ตั้งใจจะไปรอบแปดครึ่ง
ตอนเช้าถึงสถานีก็ไม่เห็นอีกเว้ย -_-" นี่มันยังไงหนา เลยไปเข้าห้องน้ำ (เจอสาวเพิ่งออกจากปาร์ตี้มา น่ารักและน่าสมเพชในเวลาเดียวกัน) ขึ้นมาอีกที ... ดูอีกรอบก็ยังไม่เห็นว่ามันจะมีนอริช พอดีมาก่อนเวลาสักชม. เลยขึ้นไปกินแมค
ตอนกินแมค เห็นโปรโมชั่น กินกาแฟ 6แก้ว แถมหนึ่งแก้ว ก็นึกๆอยู่ว่า ใครมนัจะกินหกแก้วในคราวเดียวหว่า หรืออยากให้เพื่อนมากินเป็นหมู่คณะ?? แล้วก็เหลือบไปเห็นแก้ว ที่เรากำลังกิน ปรากฎว่าบนแก้วนั้น มีที่ให้ติดสติ๊กเกอร์ และสติ๊กเกอร์อยู่บนนั้นด้วย!!!! จริงๆบนถ้วยมันก็มีบอกนะ แต่สงสัยคนอาจจะไม่ได้อ่านมาก นี่ถ้าววันนี้ไม่ได้มีเรื่องเซ็งต่อเนื่องคงไม่เห็นแล้ว ... แต่ทึ่งจริงๆครับ
ทีนี้ใกล้เวลาเลยลองมาดูอีกรอบ .... ก็ยังไม่มี ...เอาไงล่ะทีนี้
จนเหลือบไปมองเห็นตัววิ่งของสลอตเวลาที่เราเห้นในคอมว่า ทางรถไฟปิดซ่อมบางช่วง เราต้องนั่งบัสข้ามช่วงนั้นแล้วไปต่อรถไฟ จึงเอ่อ ... ได้กลับ UEA ซักที
เลยได้เรียนรู้ว่า มันเป็นวันที่แปลกจริงๆ มีอะไรที่เป็นอุปสรรค แต่ก็มีอะไรให้ชื่นใจ (ดูเป็นสัจธรรมโลกยังไงไม่รู้ )
อันที่สองคือ ถ้าเราแผ่เมตตาบ่อยก็อาจจะมีคนมาช่วยปลุกให้เราตื่นนอนตอนเช้าได้ ...บรือ.. ล้อเล่นครับ จะอุทิศส่วนกุศลไปให้เรื่อยๆนะ
อันที่สามคือ ผมว่าอังกฤษมันมีมีวิธีคิดเกี่ยวกับระบบการจัดการที่ดีมากๆ คือ คนทั้งหลายสามารถพึ่งพาป้าย สัญลักษณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องได้โดยไม่ต้องเข้าไปถามเจ้าหน้าที่เลยแม้แต่น้อย แต่ให้อาศัยการสังเกตและรับสารดีๆก็พอ เหมอนบอกกติกาแนวปฏิบัติไว้ชัดเจนมาก ...ขนาดเรื่องโปรโมชั่นกาแฟ ยังไม่ต้องให้คนมาคอยบอก คอยแจกเหมือนบ้านเรา ... ดูเหมาะกับบ้านเค้าดี
จริงๆประเด็นสุดท้ายนี่สำคัญกับประเทศนะผมว่า เพราะถ้าเกิดระบบการจัดการแนวปฏิบัติแบบนี้มันถูกจดการดีๆ เชื่อถือได้ ต้นทุนทางธุรการรม ที่จะต้องมีข้อมูล หรือค่าเสียโอกาสจากการที่คนต้องเสียเวลาหาข้อมูลและเสียอารมณ์ จะต้องลดลงอย่างมาก และสิ่งเหล่านี้ แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆแต่ก็สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศมากๆเลย เราจะสามารถเอางบประมาณหรือสิ่งที่เสียไปจากการอยู่ในระบบที่ไว้ใจไม่ได้แบบนี้ไปทำประโยชน์ได้อีกมาก
ปล. กลับมายังมาเตะบอลทันทีเลย ตอนค่ำไปตีแบดอีก ...เฮ้อ What a day?!!?! ปล.2 น้องฝ้ายหายโกรธพี่เถอนะ พี่ขอโทษษษษ January 26 ดินเนอร์ที่ยอดเยี่ยมกับเพื่อนชาวเยอรมัน...วันนี้ไปทานข้าวเย็นที่บ้านเพื่อนชาวเยอรมันมาครับ ชื่อ แดน ไปกับสาวๆแดนปลาดิบอีก 3 คน :P
จะว่าไปจริงๆตอนแรกไม่ได้จะไป แต่เห็นว่า เธอพยายามชวนมากเลย ก็เลยไปด้วย เข้าใจว่า พวกเธอไม่อยากจะทำให้แดนแกรู้สึกแย่ เพราะเพื่อนๆหลายคนที่คาดว่าจะไปก็แคนเซิลกันเสียนี่ สรุปเลยไปกันสี่คน
บ้านของแดนเดินจากมหาวิทยาลัยไปสักประมาณ 30 นาที ได้
แดนเป็นคนเยอรมัน อาศัยอยู่ในเมืองออฟเฟนบวร์ก (น่าจะใช่นะ) เป็นเมืองที่อยู่ติดชายแดนฝรั่งเศส เมืองสตราสบวร์ก บ้านที่แดนอยู่ที่นี่เรียบร้อยอย่างไม่น่าเชื่อ และเขาทำอาหารเก่งในแบบที่เรียกว่า อาหารคือชีวิตของเขาเลยทีเดียว
หากการทำอาหารคือศิลปะ แดนก็คงเป็นศิลปินแน่ๆ
เรามี ลาซานญ่า ขนมปังกระเทียม สลัด ทุกอย่างทำเองทั้งหมด กระทั่งขนมปังกระเทีม และน้ำสลัด เป็นมื้อีที่สุดยอดจริงๆ
เขาพาเราเข้าไปดูในครัวด้วย มีเครื่องปรุงและเครื่องเทศจากหลายชาติมากมาย กระทั่ง ซอสหอยนางรม ซีอิ๊ว หรือผงทำข้าวหมกไก่ ก็ตาม
เขารู้เรื่องเครื่องปรุงที่เขามาอย่างดี เมื่อเขาไปที่ต่างๆเช่น อิสตันบูล เขาเจอตลาดเครื่องเทส เขาก็เดินเข้าไปเลือกซื้อมาหลายอย่างเพื่อมาทำอาหารอย่างมีความสุข
เวลาเห็นเค้าคุยเรื่องอาหาร เห็นความพิถีพิถันแล้วทำให้เกิดหลายอย่างขึ้นในความรู้สึก
อันแรกคือ รู้สึกได้แรงบันดาลใจว่า เค้าเองก็มีงานอดิเรกที่เค้าเชี่ยวชาญ เอาไว้ทำร่วมไปกับการเรียนของเขา ทำให้คิดว่า ดนตรีนี่แหละ ควรจะเป็นงานอดิเรกของเราที่ควรจะทำให้เชี่ยวชาญ ควบคู่ไปกับการเรียนของเรา
อันที่สองคือ มีความสุขเหมือนกับได้ดูการแสดงสด แจ๊ส ยังไงอย่างงั้น เหมือนได้ฟังมือทรัมเป็ต หรือมือกีต้าร์แจ๊ส ด้นสด และเราได้อินไปกับเค้าด้วย ... ตื้นตันจริงๆ
หลังจากทานอาหารเสร็จ เราก็ดื่มชา (ช่างอังกฤษเสียนี่กระไร) แล้วพวกเราทั้งห้าก็แลกเปลี่ยน พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมในที่ต่างๆ ตั้งแต่การล้มสลายของกำแพงเบอร์ลินและการแบ่งแยกเยอรมันเป็นสองประเทศ การจราจร กติกาต่างๆ ไปจนถึง กีฬาประจำชาติ และวัฒนธรรมการแกะของขวัญ
ช่างเป็นการพูดคุยที่เจ๋งจริงๆ ...
เมื่อได้เวลาอันสมควร เราจึงเดินกลับมหาวิทยาลัยและที่พักของเรา
ในใจผมได้รู้ว่าผมได้เพื่อนที่น่ารักมาอีกคนนึงละ :D January 25 พุทธพจน์: สุขภาพกาย-สุขภาพใจ"...ภิกษุทั้งหลาย โรคมีอยู่ ๒ ชนิดดังนี้ คือโรคทางกาย ๑ โรคทางใจ ๑
สัตว์ทั้งหลายที่ยืนยันได้ว่า ตนไม่มีโรคทางกายเลย ตลอดเวลาทั้งปี ก็มีปรากฎอยู่
ผู้ที่ยืนยันได้ว่า ตนไม่มีโรคทางกายเลย ตลอดเวลา ๒ ปี... ๓ ปี... ๔ ปี... ๑๐ ปี... ๒๐ ปี ... ๓๐ ปี... ๔๐ ปี... ๕๐ ปี... ๑๐๐ ปี ... ก็มีปรากฎอยู่
แต่สัตว์ที่ยืนยันได้ว่า ตนไม่เป็นโรคทางใจเลย แม้ชั่วเวลาเพียงครู่หนึ่งนั้น หาได้ยากในโลก
ยกเว้นแต่พระขีณาสพ(ผู้สิ้นอาสวะแล้ว)ทั้งหลาย..."
องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๑๕๗/๑๙๑
ข้อความข้างต้นอ้างจาก พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). พุทธธรรม(ฉบับเดิม). กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ดวงแก้ว พิมพ์ครั้งที่ ๑๑ ปี ๒๕๔๔หน้า ๓๒๘ ประโยคเตือนใจ 2การคิดที่เป็นกลาง เพื่อให้เข้าใจความเป็นไปของสิ่งต่างๆ นั้นจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ทั้งในฐานะที่เป็นพลังขับเคลื่อนและทำให้เราอยู่รอด
The unbiased thinking for understanding what we are facing in life is necessary to life as a driving force and survival..
การนั่งสมาธิ และปฏิบัติธรรมนั้น ควรเป็นไปเพื่อหยุดความคิดที่ไม่ดี ไม่ใช่ทำให้หยุดคิดทั้งหมดและเฉื่อยชา
Meditation and Dharma practicing should be the way to stop bad thoughts, not all thoughts and make us passive..
จงเติมพลังความคิดด้วยการทำสมาธิให้สมดุลกับการใช้กำลังความคิดเพื่อหน้าที่ของเราและสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
Balancing your good thoughts for your duty, responsibilities and benefit of yourself and others by fulfilling your thoughts by meditation. January 24 ประโยคเตือนใจ 1อย่าลืมที่จะเชื่อมต่อหรือรู้สึกถึงความรู้สึกของตัวเองเสมอๆ
Do not forget to engage your own feelings.
จงอดทนในเรื่องที่เรารู้ว่าเราอดทนไปทำไม
Be patient in what we know why we have to January 11 มรรค 8 : เครื่องมือในการทบทวนตนเองปกติตอนเราเรียนถึงมรรค 8 เราก็มักจะนึกไปถึงข้อสี่ในอริยสัจจ์ อันเป็นหนทางดับทุกข์ในศาสนาพุทธ แต่ก็มักจะรู้กันแค่นั้น รู้ตัวอักษร รู้ความหมายตามบอกด้วย แต่ก็ยังห่างๆงงๆ อยู่ในฐานะเอาไว้กราบไหว้ ให้รู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์ มากกว่าจะมี Implication ในชีวิตเรามากนัก
ผมก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันจนกระทั่งเมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน ได้หยิบ "พุทธธรรม" ของท่าน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) กลับมาอ่านอีกครั้ง เมื่อชายตาไปถึงมรรคแปด ได้อ่านทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษจึงได้อ๋อ และไอเดียก็พรั่งพรูออกมา
ความมีอยู่ว่า
มรรค 8 นั้นเป็นเหมือน วิถีทางแห่ง พรหมจรรย์ วิถีทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐ ...มิใช่ว่า จะต้องดำเนินเป็ฯขั้นๆจาก หนึ่งถึงแปด แต่ทั้งแปดจะต้องดำเนินไปพร้อมๆกัน เหมือนเชือกเส้นใหญ่ คือ ชีวิต มีเชือกเส้นย่อยแปดเส้น มัดเกลียวรวมเป็นเส้นใหญ่ (คำเปรียบในหนังสือ) ฉะนั้นการดำเนินตามมรรค 8 นั้นต้องดำเนินไปพร้อมๆกัน มรรค 8 ประกอบด้วย - การกระทำที่ถูกต้องเหมาะสม - วาจาที่ถูกต้องเหมาะสม - วิถีชีวิต (ในภาษาอังกฤษคือ Livelihood ไม่เพียงเฉพาะอาชีพ แต่น่าจะหมายถึงกิจวัตรประจำวัน และการใช้ชีวิตอื่นๆด้วย) ที่ถูกต้องเหมาะสม
- สติที่เหมาะสม - สมาธิที่เหมาะสม - ความพยายามที่ถูกต้องเหมาะสม
- ความคิดที่ถูกต้องเหมาะสม - ความเห็นหรือมุมมองต่อโลกที่ถูกต้อง เหมาะสม
จริงๆอันนี้อาจไม่ได้เรียงตามที่เคยเห็นเคยเรียนกัน ... แต่โดยส่วนตัวมองว่า มันสามารถแยกแบ่งเป็ฯกลุ่มได้ดังนี้ คือ กลุ่มแรก คือ สามข้อแรก จะเป็นส่วนพื้นฐาน ส่วนที่เป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ส่วนที่สอง สามข้อต่อมา เริ่มที่สติ เป็นส่วนที่เกี่ยวกับจิตของเรา ใจของเรา ...และสองส่วนสุดท้าย เป็นเรื่องปัญญา คือ มุมมองต่อโลกที่ถูก อันจะนำมาซึ่งการรับรู้ที่ถูก ..และความคิดที่ถูกที่เหมาะสม สำหรับว่าจะถูกต้องไม่ถูกต้อง เหมาะสมหรือไม่อย่างไร จะยังไม่ขยายในที่นี้ และสนับสนุนให้ผู้ที่สงสัยลองหาเอกสารต่างๆมาอ่านเพื่อทำความเข้าใจดูด้วยครับ
ส่วนที่อยากจะเน้นว่าน่าลองเอามาทำกันดู คือ ลองในแต่ละวัน ให้แต่ละข้อทั้งแปดข้อ เป็นหัวข้อให้เราทบทวนตัวเอง ว่าวันนี้ทำอะไรดี ถูกต้อง เหมาะสม หรือ ผิด ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ... ควรมองทั้งสองด้าน ... พูดจาเป้นอย่างไร ภาพรวมของวิถีชีวิต เป็นอย่างไร ... ฯลฯ แต่ละข้อควรมี ด้านดี ด้านลบ และข้อพัฒนาหรือปรับปรุงในทุกๆวัน ... เพื่อให้สมดุล และทำให้วิถีชีวิตของเราพัฒนาขึ้นไปอย่างประเสริฐมากขึ้นเรื่อยๆด้วย
สำหรับท่านที่สนใจสามารถค้นคว้าธรรมะที่เกี่ยวข้องต่อไป สามารถค้นได้ที่ http://www.84000.org/ เว็บพระไตรปิฎกออนไลน์ และ search engine สำหรับหาหลักธรรม http://dungtrin.com/ สำหรับผ้ที่สนใจเรื่อง "กรรม" และ "การฝึกสติ และวิปัสสนา" ด้วยภาษาร่วมสมัย January 02 Book Review: พระเจ้าอยู่หัวกับรหัสพัฒนาใหม่: ศ.นพ.ประเวศ วะสีหนังสือเรื่อง พระเจ้าอยู่หัวกับรหัสพัฒนาใหม่ โดยศ.นพ.ประเวศ วะสี โดยสำนักพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน เป็นหนังสือบันทึกปาฐกถาของศ.นพ.ประเวศ วะสี พูดถึงความหมายเชิงลึกของการพัฒนา โดยเปรียบเทียบกับรหัส DNA อันเป็นปัจจัยกำหนดลักษณะของสิ่งมีชีวิต รหัสการพัฒนาก็จะกำหนดลักษณะการปฏิบัติและผลของการพัฒนาเช่นกัน รหัสการพัฒนาดังกล่าวคือ วิธีคิดพื้นฐาน หรือ ทิฎฐิ หรือ Concept ของการพัฒนานั่นเอง งานเขียนชิ้นนี้ มุ่งวิพากษ์รหัสการพัฒนาของตะวันตก และเสนอทางรหัสการพัฒนาตามแนวพระรชาดำริที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียง และเสนอแนวทางปฏิบัติไปสู่เป้าหมายดังกลาว
หนังสือเล่มนี้มีข้อดีตรงที่ใช้ภาษาง่าย แต่ลึกซึ้ง แต่ก็เสี่ยงต่อการตีความผิดพลาดได้เช่นกัน แนวคิดพื้นฐานหลักๆนั้นอยู่บนฐานของคำสอนทางพระพุทธศาสนา แต่ก็มิได้กล่าวออกมาอย่างชัดแจ้ง เพียงแต่ใช้คำที่มีความหมายแบบเดียวกัน แต่ถอดฉลากที่อาจทำให้ตีความได้ว่าเป็นแนวคิดทางพุทธ ซึ่งก็ถือว่าผู้เขียนให้ความสำคัญกับเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมและมุ่งให้แนวคิดเหล่าน้ีเข้าถึงทุกวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน
งานชิ้นนี้ยังให้ภาพในเชิงคอนเซปได้ดีอีกด้วย เป็นการมองทะลุไปถึงรากฐานการพัฒนาของตะวันตก และแนวพระราชดำริ อย่างไรก็ดี ข้อเสนอสำหรับการเปลี่ยนแปลงยังคงอยู่ในระดับคอนเซป ซึ่งเป็นการยากมากที่จะแปรคอนเซปดังกล่าวมาสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะคอนเซปเกี่ยวกับการปฏิวัติจิตวิญญาณ หรือการเปลี่ยนแปลงภายใน อันถือเป็นปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกที่ดีกว่า อย่างไรก็ดี ก็สามารถเข้าใจได้ว่า ข้อเสนอในทางปฏิบัตินั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีรายละเอียดมากพอที่จะเขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งทีเดียว
สำหรับผมแล้ว งานเขียนของอ.ประเวศ คล้ายคลึงกับงานของ Douglas North ในบทความชื่อ The New Institutional Economics and Third World Development ในหนังสือชื่อเดียวกัน เลย ในเชิงของการอธิบายการเกิดขึ้นของกติกา ระบบการเมืองและเศรษฐกิจของชนชาติต่างๆ เข้าใจว่าอาจจะไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน แต่อย่างน้อยโดยส่วนตัวทำให้เห็นว่า มันเริ่มจะมีการเข้าใจอะไรตรงกันมากขึ้นระหว่างนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ในฝั่งตะวันตก และปราชญ์ของไทยเรา
อย่างไรก็ดี ในวงวิชาเศรษฐศาตร์พัฒนาและการพัฒนาชนบทเท่าที่ข้าพเจ้าได้ศึกษามา ก็ยังมิเห็นมีบทความใดนำเสนอแง่คิดลึกถึงรากฐานอันเป็นที่มาของแนวปฏิบัติและผลของการพัฒนาในปัจจุบันเลย เป็นเพียงการเปลี่ยนวิธีการมองปัญหาเท่านั้น แต่ไม่ได้มองลกลงไปถึงปัญหา ในแง่หนึ่งอาจมีสาเหตุมาจากว่า การนำเสนองานเชิงความคิดลักษณะนี้อาจไม่ถือเป็นงานเชิงวิชาการหรือไม่ก็มิอาจทราบได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะงานวิชาการปัจจุบันอาจไม่ยอมรับการหาความจริงที่มิได้ใช้การสำรวจเชิงประจักษ์ และงานที่ไม่ใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์ หรือข้อมูลเชิงสถิติยืนยันก็เป็นได้ งานเชิงความคิด หรือกระทั่งงานอันเป็นประสบการณ์ภายในจึงไม่สามารถนับรวมเป็นงานวิชาการได้
ท้ายที่สุด งานชินนี้เป็นงานอีกชิ้นที่นักศึกษาที่สนใจด้านพัฒนาควรอ่าน เพื่อขยายมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาของตน ... |
|
|