Chol's profileอาจารย์บาทเดียวPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    October 25

    คณะกรรมการตรวจสอบรวบรวมข้อเท็จจริงเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม

    2008
    Friday, October 24
    11:13:07 PM

    ผมนั่งอ่านข่าวในอ่าน ข่าวใน manager แล้วก็เจอข่าวเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบรวบรวมข้อเท็จจริง เหตุการณ์ที่ตำรวจใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา (http://manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000126388 ) เข้าพอดี และเกิดความแปลกใจ จึงคิดว่าน่าจะต้องเขียนอะไรซักหน่อย

    ต้อง ออกตัวก่อนว่าไม่ได้เป็นพวกโปรพันธมิตร หรือข้างรัฐบาลนะครับ ออกจะอยู่ตรงพื้นที่สีเทาที่มันจะเป็นพลังเงียบซะมากกว่า เพียงแต่ว่ามี blog กับเค้าก็ขอออกเสียงกันบ้าง

    เนื้อหาในข่าวมีอยู่ว่า คณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่ในการรวบรวมหลักฐาน ข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และป.ป.ช.ดำเนินการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องต่อไป

    ใน แว่บแรกที่ผมนึกถึงคนที่จะมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้อย่างน้อยน่าจะเป็น คณะกรรมการผสม ระหว่างฝ่ายตำรวจ เพื่ออำนวยความสะดวกในการรวบรวมข้อเท็จจริงในฝั่งตำรวจ และฝ่ายพลเรือนเช่นเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ , สมาคมสื่อฯ และหน่วยงานอื่นๆที่จะสามารถช่วยเหลือให้ข้อมูลหลักฐาน และข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านได้ และเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการวรวมรวมหลักฐาน เพื่อให้เชื่อถือได้ว่าหลักฐานทั้งหมดนั้นมิใช่หลักฐานเท็จที่ทางฝั่งตำรวจ สร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง

    คนอ่านอาจจะคิดว่าเราไม่ไว้วางใจ ตำรวจมากเกินไปหรือเปล่า อคติหรือเปล่า แต่ถ้ามองอย่างเป็นกลางละก็ จะเห็นได้ว่า เรื่องนี้ คู่กรณีสองฝ่ายที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ที่สุดคือ ตำรวจ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากจะมีการรวบรวมหลักฐาน คนที่ทำก็ไม่น่าจะเป็นคู่กรณีแต่เป็นคนกลาง เพราะเราก็อาจเชื่อได้ว่า ถ้าคู่กรณีมามีส่วนร่วมในการรวบรวมหลักฐานย่อมมีแรงจูงใจที่จะรวบรวมหลักฐาน ที่เอื้อประโยชน์กับฝ่ายตนเองมากที่สุด

    ทีนี้พอได้เห็นรายชื่อจริงๆก็ยิ่งตกใจ เพราะว่ามีแต่ฝั่งตำรวจเท่านั้น

    อย่างไร ก็ดี ที่น่าชมเชยคือความกระตือรือร้นที่กำหนดให้มีรายงานผลเบื้องต้นให้ทราบภายใน 7 วัน แต่ว่าก็น่าให้กำลังใจทางกรรมการทำงานภายใต้เวลาอันจำกัดนี้ และอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเกิดคณะกรรมการชุดนี้เป็นกรรมการร่วมจากหลายฝ่ายอาจจะ ทำให้การทำงานและรวบรวมข้อมูลเป็นไปได้ง่่าย ทันการณ์และโปร่งใสกว่านี้

    อย่างไร ก็ดี ณ เวลานี้ที่คณะกรรมการยังไม่ได้เริ่มดำเนินการก็ควรจะรอดูไปก่อนว่าผลของการ ดำเนินการจะเป็นอย่างไร ขัดกับการรับรู้ของสังคมโดยมีหลักฐานยืนยันที่น่าเชื่อถือหรือไม่ ถ้ามองโลกในแง่ดี เราก็อาจจะหวังได้ว่า ทางคณะกรรมการจะใช้ช่องที่เปิดเอาไว้ในคำสั่งที่ว่า"...ให้มีอำนาจสั่งการ และขอความร่วมมือ หน่วยงานต่างๆ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อมวลชน ให้ข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อประกอบการดำเนินการ และให้ประธานกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานตาม ความจำเป็น..." บ้าง และดึงการมีส่วนร่วมจากฝ่ายต่างๆมาช่วยทำให้หลักฐานข้อเท็จจริงนั้นตรงกับ ความจริงที่สุด

    การให้ได้หลักฐานข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือมีความ สำคัญมาก เพราะหากหลักฐานต่างๆนั้นไม่น่าเชื่อถือ ย่อมทำให้กระบวนการสอบสวนและผลการตัดสินจากทั้งกระบวนการไม่น่าเชื่อถือตาม ไปด้วย และอาจทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้ หากผลการสอบสวนนำไปสู่การลงโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

    การได้หลักฐานข้อเท็จ จริงที่น่าเชื่อถือจะทำให้ปัญหาที่ไม่ควรจะเกิด ไม่เกิด ... และไม่ทำให้ความขัดแย้ง และความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในสังคมขยายวงกว้างไปอีก จึงได้แต่หวังว่า คณะกรรมการดังกล่าวจะมีความจริงใจและพิสูจน์ให้เห็นว่า มีความตั้งใจที่จะทำงานด้วยความเป็นกลางเพื่อให้ผู้ต้องรับผิดชอบได้รับผิด ชอบอย่างแท้จริง
    October 24

    วันดีๆที่ชีวิตเริ่มเข้าที่อีกก้าว

    2008
    Thursday, October 23
    1:16:36 AM

    วันนี้เป็นวันที่ดีวันนึงเล
    ยทีเดียว

    เป็นวันที่ผลของการทุ่มเทกำ
    ลังแรงกายแรงใจในงานออกดอกออกผลให้เห็นชัดเจนขึ้น เป็นกำลังใจให้ตัวเอง วันนี้รับผิดชอบการนำเสนอบทความที่อ.ให้อ่าน และมันเป็นชุดที่เยอะที่สุดชุดนึงเลย เราก็ทุ่ม ตั้งสมาธิอยู่กับมันจนกระทั่ง เราสามารถทำมันจนเสร็จ และวางแผนในการนเำเสนอ การสนทนา ฯลฯ รู้สึกว่าเข้าใจมากๆ และนำการเสวนาได้โอเค เพื่อนๆชอบใจ อาจารย์หัวเราะชอบใจ แม้เราจะบอกให้เค้าหยุดพูดบ้างก็ตาม

    เป็นวันที่รู้สึกภูมิใจในตั
    วเองที่แก้ปัญหาได้ ... ภูมิใจที่ตัวเองนำการคุยได้เป็นเรื่องนึง แต่เรื่องที่รู้สึกดีมากๆคือการที่สามารถเซ็ต wireless internet ในบ้านได้ด้วยตัวเอง ทั้งๆที่ทุกอย่างมันเป็นภาษาดัชต์หมดเลย งานนี้ต้องขอบคุณ translate.google.com เพราะเราใช้เคเบิลต่อเน็ตเพื่อจะได้แปลความหมายได้ และสุดท้ายก็ต่อเน็ตได้จริงๆด้วย จะได้เลิกแบ่งสัญญาณชาวบ้านใช้ซักที

    เป็นวันที่รู้สึกอบอุ่นกับเ
    พื่อนๆที่นี่ ...ตอนเย็นเราไปวงเสวนาหลังเรียน ที่บ้านของฟรังซัว เพื่อนชาวแคนาดา อายุน้อยกว่าเราปีสองปี มีลูกแล้วสองคน พาภรรยามาด้วยที่นี่ เค้าเก่งและไบรต์มาก มันเป็นวงเสวนาที่อบอุ่น ทุกคนเปิดใจฟังกันและกัน และพูดอย่างเปิดอก ไม่มีกั๊ก นอกจากนี้ทุกๆคนยังช่วยเสริมเติมวงเสวนาทั้งในเชิงเนื้อหาและในเชิงกระบวนการอีกด้วย ซึ่งทำให้กติกาของการเสวนาค่อยๆพัฒนาขึ้นเพื่อทำให้วงเสวนาดำเนินไปอย่างราบรื่นและทุกคนได้ประโยชน์มากขึ้นทุกวัน

    เป็นวันที่รู้สึกว่า กิจวัตร ที่ดีกำลังจะเกิดข้ึนในเร็ว
    วันนี้ กิจวัตรที่ส่งเสริมการเรียน กิจวัตรที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล กิจวัตรที่ทำให้เราอ่านหนังสือทัน ทำงานเสร็จทัน ซึ่งทำให้ไม่เดือดร้อนตัวเอง ไม่เดือดร้อนคนอื่น และเราก็สบายใจที่ได้ทยอยทำงานให้เสร็จไปเรื่อยๆ ใช้แต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องขอบคุณ อ.ต้น ที่แนะนำเกี่ยวกับเรื่องกิจวัตรของการเรียนป.โทป.เอกที่จะทำให้เราได้ความรู้และเสร็จตามเวลาจริงๆ

    ดีใจที่ชีวิตเริ่มเข้าที่เข
    ้าทางมากขึ้นไปอีกขั้น
    October 19

    Reading and caffeinated drinks

    Reading reading reading reading....

    I believe that in order to maintain the reading effort, I must be able to maintain the certain level of heart beat. If we can maintain a certain level of heart beat, we won't fall asleep while reading.

    This believe is from seeing my roommate Marco drinks coffee every morning, and what he's been telling me about coffee makes him more energetic.

    It reminds me the tradition of drinking tea in UK, or even in China or Japan. Is it possible that because these countries have this traditions of drinking caffeinated-beverage, so that they can develop their economy and society more productively than we do in Thailand? Or do we have a different kind of traditions that makes us be constantly energetic and productive?

    My supposition would be that our country was agricultural country, almost everyone was a farmer using their strength working in the field. This kind of activity needs no stimulant to make the heartbeat and being productive... it's intrinsically tiring job. Moreover, we usually eat spicy food. I'm not sure if the spice increase the metabolism in our body and contribute to our activeness... but it's very likely.. However, these days, our country is moving towards industrial and service economy, hence, there's no routine activity requires us to use our strength as the same as playing sports anymore. Therefore, the coffee becomes more important to people working in these sectors.


    Nevertheless, medical knowledge reveals that coffee or other caffeinated drinks are harmful to our body if we drink them constantly, in a large amount. And for me, when I drink these things I feel strange in my body which makes me unproductive and uncomfortable. So what should be the solution for me to remain active while reading?

    Right now, I don't know yet. But perhaps exercising or meditating can help... I'm finding the way to incorporate them to my routine. It's difficult though, because changing the routine takes time for our body to adjust from one routine to another. For the time being, I still have to find the way to motivate myself again and again to continue reading. Although I know that reading what we are interested is one way of being active while reading, but I have to admit that readings provided by our lecturers are not always interesting. :P


    October 18

    คำขวัญประจำสัปดาห์

    ถ้าเราหมั่นทำสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ควรทำ...โดยไม่ต้องเร่งรีบ...งานก็จะเสร็จในเวลาเอง :)


    October 08

    ว่าด้วยประโยชน์โดยรวมของสังคม

    วันก่อนเขียนบล๊อกแล้วคุณพ่อมาคอมเมนต์และตั้งคำถามที่น่าสนใจเอาไว้ว่า จริงๆแล้วประโยชน์โดยรวมของบ้านเมืองคืออะไร?  ประโยชน์ของบ้านเมืองคือสิ่งที่แต่ละฝ่ายมักอ้างถึง ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายพันธมิตร ไม่ว่าจะโดยเปิดเผยหรือโดยนัยก็ตาม ผู้เข้าร่วมชุมนุมย่อมรู้สึกลึกๆว่าการออกไปร่วมประท้วงคือการทำเพื่อชาติ เพื่อสังคม เพื่อในหลวง ฝ่ายรัฐบาลเพื่ออ้างความชอบธรรมก็มักจะอ้างประโยชน์ที่ว่านี้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำอะไรต่างๆเสมอ  ในที่นี้ผมจะจับคำว่า บ้านเมือง เท่ากับ สังคม ถือว่าเป็นคำความหมายเดียวกัน

    พอพูดถึง "สังคม"  โดยมากเราก็มักจะนึกถึง "ประชาชน" แต่ใครบ้างถูกนับรวมเป็นประชาชน ? ผมเชื่อว่าในแว่บแรกๆ เราทุกคนคิดว่าตัวเราเองเป็นประชาชน แล้วใครไม่ใช่ประชาชน ผมว่าเรามักจะคิดกลายๆว่า รัฐบาลไม่ใช่ประชาชน ตำรวจไม่ใช่ประชาชน ผู้พิพากษาไม่ใช่ประชาชน นายทุนไม่ใช่ประชาชน

    ... แต่เอาเข้าจริงๆ ทุกคนก็เป็นคนไทย มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ทั้งนั้น มีบัตรประจำตัวประชาชนทั้งนั้น (เว้นข้าราชการสมัยก่อน) ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย พูดภาษาไทย ผูกพันกับประเทศไทยด้วยกันทั้งนั้น ... สำหรับผม ผมคิดว่าทุกคนเป็นประชาชน

    รัฐบาล ตำรวจ ผู้พิพากษา ส.ส. หรือ ส.ว. นักธุรกิจ นายทุน ฯลฯ ต่างก็เป็นประชาชนเมื่อเขาถอดเอาหัวโขนออกไปแล้วทั้งสิ้น ที่แตกต่างจากเราทุกคนก็คือ เขามีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบที่เรายินยอมมอบให้เขาเป็นธุระจัดการความสงบเรียบร้อย และความเจริญงอกงามของสังคม ให้เป็นไปตามทำนองคลองธรรมเท่านั้นเอง

    ประชาชน หลายๆคน ที่มีการปฏิสัมพันธ์กันไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม รวมกันเป็น "สังคม"(ขอนิยามเป็นเบื้องต้นในที่นี้ และจะไม่ไปลงลึกถึงนิยามของคำว่าสังคมในที่นี้)  แต่ว่า ต้องคนเยอะขนาดไหน ถึงจะเรียกว่า "สังคม" ?  600 คนหน้าทำเนียบ นับเป็นสังคมหรือไม่?  หมื่นคนแสนคนที่ชุมนุมกับพันธมิตรฯเป็น "สังคม"หรือไม่  คนเรือนล้านที่เป็นแนวร่วมพันธมิตร นับได้ว่าเป็น "สังคม" หรือไม่ คนเป็นเกือบสิบล้านที่เลือกพรรคพลังประชาชนถือเป็น "สังคม" หรือไม่ ?  ... ใครคือ สังคม?​ ... เครือข่ายของส.ส. และหัวคะแนนที่อาจนับได้กว่าพันกว่าหมื่นชีวิตทั่วประเทศ ถูกนับรวมในสิ่งที่เรียกว่า "สังคม" นี้หรือไม่ ?​

    ระหว่างที่นั่งเขียนอยู่นี้ ในบัดดล ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา ... นั่นคือ ความคิดเกี่ยวกับคำว่า "สงฆ์" 

    คำว่า "สงฆ์" หมายความว่า หมู่ , ชุมนุม  (http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%CA%A7%A6%EC#find9 )  คำว่า สงฆ์ นี้ใช้มากในพระพุทธศาสนาในหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางศาสนา ในที่นี้ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นที่เรากำลังพูดถึง อยากจะยกคำว่า "สังฆทาน" มาพิจารณา

    คำว่า สังฆทาน หมายความว่า ทานเพื่อสงฆ์  คือ การถวายเป็นกลางๆ ไม่จำเพาะเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง (http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%CA%D1%A7%A6%B7%D2%B9 )   บนพื้นฐานของคำว่า "สงฆ์" และ "สังฆทาน" ... ผมคิดว่าเราน่าจะสามารถเปรียบเทียบกับคำว่า ประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อส่วนรวม เพื่อบ้านเมืองได้กลายๆ

    จากจุดนี้ ผมคิดว่าความหมายที่ชัดที่สุด ของการทำประโยชน์เพื่อสังคม (หรือเพื่อบ้านเมือง หรือเพื่อส่วนรวม) นั้น  หมายถึง  "ประโยชน์ที่ทำแล้วส่งผลเป็นกลางๆไม่จำเพาะเจาะจงไปที่คนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง"  หรือ ถ้าพูดอีกอย่างคือ  "หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นและบอกว่าเป็นไปเพื่อสังคมแล้วล่ะก็ คนทุกหมู่เหล่าควรจะสามารถเข้าถึงประโยชน์ของสิ่งๆนั้นได้โดยเสมอหน้ากัน"  ไม่ว่าจะเป็นประชาชน  นักการเมือง  ผู้พิพากษา  ตำรวจ  ควรจะสามารถเข้าถึงประโยชน์จากการกระทำนั้นๆได้  เรื่องนี้สอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเรื่อง สินค้าสาธารณะ (Public Goods) ที่ไม่สามารถกีดกันผู้ทีไ่ด้รับประโยชน์ได้ (Non-excludable)  (เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของสินค้าสาธารณะ อีกคุณสมบัติคือ การบริโภคของคนหนึ่งไม่ไปจำกัดการบริโภคของอีกคนหนึ่ง (Non-rivalry))

    สิ่งใดก็ตามที่ทำแล้วประโยชน์ตกแก่คนบางกลุ่ม หรือประโยชน์นั้นไม่สามารถเข้าถึงได้โดยหรือเป็นประโยชน์ต่อคนกลุ่มอื่นๆ นั่นย่อมไม่ใช่ประโยชน์ต่อสังคมเป็นแน่ ... จุดสำคัญ อยู่ที่เจตนารมย์ และผลลัพธ์จริงของการกระทำนั้นๆ ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของใครก็ตามที่ต้องการ และคนสามารถเข้าถึงประโยชน์นั้นได้โดยเสมอหน้ากันหรือไม่  ...

    ในทางกลับกัน ผมคิดว่า การเข้าถึงประโยชน์นี้ควรจะเป็นไปโดยสมัครใจด้วย คือ ไม่ใช่ทุกคนถูกบังคับหรือยัดเยียดให้รับผลของการกระทำนั้น (ซึ่งเชื่อว่าเป็นประโยชน์) เพราะสิ่งนั้นอาจไม่เป็นประโยชน์กับทุกคนก็ได้ ...​หรือหากมีความตั้งใจให้ทุกคนได้ประโยชน์ การดำเนินการเพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์ก็ควรจะยืดหยุ่นพอที่จะเข้ากับเงื่อนไขที่หลากหลายของแต่ละคนได้

    อย่างไรก็ดี ถ้ามองในทางเศรษฐศาสตร์ , there's  no  such   thing  as  free  lunch ... เช่นเดียวกัน การทำประโยชน์เพื่อสังคมนั้นย่อมมีต้นทุนที่ต้องเสียไปกับการกระทำนั้น (ทั้งค่าเสียโอกาส และตัวเงิน หรือกำลังแรงกาย ความคิด และอื่นๆที่ลงไปกับกิจกรรมนั้นๆ)  ต้นทุนเอกชน (Private Cost) ของผู้ผลิตสินค้าสาธารณะนั้นย่อมมี ในขณะเดียวกัน ผลกระทบภายนอก (Externalities) สองอย่างนี้รวมกันทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ต้นทุนทางสังคม (Social Cost) (ขอร้องว่าโปรดอย่าเอาไปสับสนกับคำว่า "ทุนทางสังคม" (Social Capital))

    ผลกระทบภายนอก นั้นอาจเป็นผลเสีย ผลร้าย ต้นทุนที่ต้องจ่ายเพิ่มของคนอื่น เช่น การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ผลกระทบภายนอกคือ ต้นทุนของผู้คนที่ต้องย้ายถิ่นฐาน ป่าและความหลากหลายทางธรรมชาติที่เสียไป ฯลฯ, พันธมิตรฯชุมนุมปิดถนน รถติดถือเป็นผลกระทบภายนอก , ลูกๆของนักธุรกิจพันล้านที่เป็นนักการเมืองด้วย ไม่จ่ายภาษี ผลกระทบภายนอก อาจเป็นความหงุดหงิดของผู้จ่ายภาษีที่มีรายได้น้อยกว่า และผลร้ายอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานในเรื่องการเสียภาษี  เป็นต้น

    ฉะนั้นไม่่ว่าจะทำอะไรก็ตาม "เพื่อสังคม" ก็ควรที่จะตระหนักถึงเรื่องประโยชน์และต้นทุนจากการกระทำนั้นด้วย พึงมุ่งให้ได้ประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด (Maximize Social Benefit) ในขณะเดียวกัน ก็พยายามลด ต้นทุนทางสังคม (Social Cost ที่ = Private Cost + Externalites) ให้ได้มากที่สุดเช่นกัน  ...วิธีที่ง่ายที่สุดในการลดต้นทุนทางสังคมนั้นก็คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก่อนที่จะเริ่มทำอะไรซักอย่าง หากจำเป็นต้องดำเนินการจริงๆ ก็ควรมีการชดเชยที่เหมาะสม

    "สมมติ" (ตัวใหญ่ๆเลย) ว่า ตำรวจปราบปรามผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ด้วยอาวุธหนัก (หมายถึงวัตถุระเบิดที่มีผลให้คนเสียชีวิต ขาขาด แขนขาด) ด้วยความตั้งใจที่จะรักษาความสงบเรียบร้อย มิให้เกิดความรุนแรงและเสียหายต่อผู้คนและทรัพย์สินสาธารณะ แล้วเกิดความสูญเสียขึ้นกับผู้ชุมนุม ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน อันนี้ถือเป็นผลกระทบภายนอกของการรักษาความสงบ  ... รัฐก็ควรจะชดเชยให้กับผู้เสียหาย อันนี้ยังไม่รวมกับการหาตัวผู้รับผิดชอบมาดำเนินคดีตามกฎหมายแพ่งและอาญา

    อย่างไรก็ดี ผมเห็นด้วยกับ อ.เกษียร เตชะพีระ  ที่ท่านกล่าวในวันนึงในการสอนวิชาปรัชญาการเมืองว่า ไม่มีอุดมการณ์ไหน คุ้มค่ากับการเอาชีวิตมนุษย์เข้าแลก ... ไม่ว่าการกระทำใดที่มุ่งประโยชน์เพื่อสังคมโดยรวม "ต้นทุนที่จะต้องเกิดขึ้นเพื่อแลกมาซึ่งประโยชน์นั้นจะต้องไม่รวมความบาดเจ็บและล้มตายของชีวิตมนุษย์เป็นอันขาด "  เพราะไม่เช่นนั้น การกระทำดังกล่าวได้เสียความชอบทำในการอ้างว่าทำเพื่อสังคมไปแล้ว  หากอธิบายให้ชัดขึ้นก็คือ คนที่บาดเจ็บล้มตาย ต่างเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หากเขาบาดเจ็บล้มตายหรือพิการไป เขาย่อมไม่สามารถได้รับการชดเชยและรับประโยชน์หลังจากนัน้ได้อีก (ในกรณีตาย) หรือได้อย่างเต็มที่ (ในกรณีพิการ)  (หรือได้ชั่วคราว ในกรณีบาดเจ็บ... แต่กรณีนี้ก็สามารถได้รับการชดเชยและกลับมาได้ประโยชน์ในภายหลัง แต่ไม่ได้หมายความว่า สามารถทำให้บาดเจ็บได้ การสูญเสียเหล่านี้ตั้งแต่บาดเจ็บไปถึงตาย ไม่ควรเกิดขึ้นเลย)

    ฉะนั้นในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันระหว่างรัฐบาลและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น แต่ละฝ่ายควรจะประเมินตนเองว่ากำลังทำประโยชน์เพื่อสังคมหรือไม่ ในทุกขณะจิตที่มีการดำเนินการใดๆลงไป ข้อเขียนนี้อาจจะเป็นเกณฑ์หนึ่งในหลายๆเกณฑ์ในการประเมิน หากประเมินแล้วไม่ได้ทำเพื่อสังคม หากเป็นฝ่ายพันธมิตร ก็ควรจะหยุดการชุมนุมเสีย หากเป็นฝ่ายรัฐบาลก็ควรจะยุบสภา และให้มีการเลือกตั้งใหม่เพื่อให้คนที่อยากทำประโยชน์เพื่อสังคมเข้ามาทำงาน  ... ถ้าหากประเมินแล้ว ต่างทำเพื่อสังคม ก็ไม่มีเหตุอันใดที่จะขัดแย้งกัน แต่ควรจะหันหน้าเข้าหากันและคุยกันเพื่อทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและสังคมต่อไป
    October 07

    ผมว่านายกฯควรลาออก

    วันนี้ตื่นมาไม่ค่อยเช้าเท่าไหร่ แต่เปิดเมล์แล้วตกใจ เห็นแจนอัพ multiply ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมปิดทางเข้าออกรัฐสภา ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากนั้นเลยตามไปอ่านในเมเนเจอร์ เห็นข่าวแล้วตกใจ กระทั่งขณะนี้ที่เขียนอยู่ในข่าวยังรายงานว่า คนข้างในรัฐสภายังออกมาไม่ได้ มีคนบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุม เกือบสิบคนบาดเจ็บสาหัส พล.อ.ชวลิต ลาออกจากการเป็นรองนายกรัฐมนตรีเพื่อรับผิดชอบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรปฏิเสธการประกันตัว และการเจรจา เนื่องจากเห็นว่าหมดหวังกับการเจรจากับรัฐบาลไปแล้ว

    พฤติกรรมของ พล.อ.ชวลิต ที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี กับ คุณสมชาย ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ดูขัดกันชอบกล ในขณะที่คุณชวลิต ลาออกเพื่อรับผิดชอบกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น คุณสมชายก็ดำเนินการแถลงนโยบายต่อสภาไปตามปกติ (เรียกว่าหน้าตาเฉยอาจจะเหมาะกว่า) ถ้ามองตามสายงานบังคับบัญชาแล้ว ความสูญเสียที่มีต่อประชาชนแม้จะเพียงประมาณ 600 คนนั้น คุณสมชายควรจะรับผิดชอบด้วยหรือไม่ ? หรือว่ามันไม่เกี่ยวกัน ? หรือว่า คุณชวลิตลาออกเพราะคุมตำรวจไม่ได้​ ? คุณสมชายไม่ได้คุมตำรวจ เลยไม่ต้องรับผิดชอบ ?

    เรื่องนี้มันเป็นเรื่องความรุนแรงอันเกิดขึ้นจากอำนาจรัฐต่อประชาชนผู้เสียภาษี ผมค่อนข้างแน่ใจว่ากลุ่มคนที่ไปชุมนุมกับพันธมิตรนั้นส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางที่ "เสียภาษี" ให้แก่รัฐบาล ภาษีไม่ใช่ส่วยที่เราต้องจ่ายให้รัฐในฐานะเป็นเจ้าที่ดินหรืออะไรเทือกนี้ เราจ่ายภาษีให้รัฐไปผลิตสินค้าและบริการสาธารณะ เพื่อเป็นประโยชน์กับทั้งผู้เสียภาษีเอง และคนอื่นที่ยังด้อยโอกาสกว่า

    ผมเชื่อว่าเราไม่ได้จ่ายภาษีไปเพื่อให้รัฐบาลทำอะไรแบบนี้ ... คือ ถ้าเกิดรัฐบาลรับเงินจากคนอื่นมาทำงาน ก็ไม่ต้องมาเป็นรัฐบาล (รัฐบาล = ผู้ดูแลรัฐ) ถ้ารับเงินจากคุณท. ก็ไปเป็น ท. บาล นู้น... แล้วหาคนอื่นที่ตั้งใจดูแลรัฐจริงๆ มาทำงาน


    ถ้ามองอีกทางนึง ก็อาจจะมองได้ว่า พันธมิตรทำเกินกว่าเหตุหรือเปล่า?

    แต่ผมลองนึกๆดู ถ้าเกิด สมมติว่า เราเป็นพันธมิตรฯ และเรามีข้อมูลมากกว่าคนอื่น คือ รู้เรื่องวงในจริงๆมากกว่า และมันไม่มีทางอื่นตามกลไกทางกฎหมายในการหยุดยั้งการทำเรื่องเลวร้าย เพราะว่าคนที่ทำเรื่องเลวร้ายอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจตามหน้าที่จะทำได้ .... และเค้าก็ทำโดยไม่มียางอายเลยแม้แต่น้อยนิดเดียว ...

    มันมีทางเลือกอยู่อย่างน้อย 3 ทาง

    1. ไม่ทำอะไรเลย ... ปล่อยให้มันเป็นวิบากกรรมของประเทศชาติไป

    2. ทำอย่างที่ทำอยู่นี่แหละ ... ถือว่าเป็นวิบากกรรมของคนทำชั่วที่ทำอยู่

    3. หาวิธีทางอื่น ... ที่ตอนนี้ยังนึกไม่ออก ถ้าช่วยกันคิดได้ และเรื่องจบลงแบบสันติ และสร้างสรรค์ล่ะก็ ขอเถอะ บอกสังคมไปเลย ....


    ไม่เข้าใจว่าอะไรบังตาคนพวกนี้เอาไว้ ไม่ให้เห็นความผิดชอบช่ัวดี ... จะโทษหมอเขมรคงไม่ค่อยเหมาะ ...​ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ว่ามันจะยุติธรรมหรือไม่ มันก็เป็นผลจากกรรมที่ทำเอาไว้ สิ่งที่คนคนนั้นต้องทำคือ เผชิญหน้าและผ่านมันไปให้ได้อย่างมีสติ มิใช่หนีไป และบิดเบือนระบบเพื่อให้ตัวเองรอดโดยเรื่องอื่นๆของบ้านเมืองต้องหยุดชะงัก และทำให้ได้คนที่ไร้ความสามารถมาทำงานบริหารประเทศ ... ยิ่งดิ้นยิ่งพัน

    ขอให้บ้านเมืองมีสติในการก้าวผ่านพ้นวิบากกรรมของชาติไปให้ได้ด้วยเถิด แม้พระสยามเทวาธิราชก็มิอาจเนรมิตเมืองใหม่ให้มีแต่คนดีได้ แต่หากทำได้ ก็จะขอให้พระสยามฯช่วยดลบันดาลคนในรัฐบาล คนในพันธมิตร คนในนปก. และคนในสังคมโดยรวม ให้มีสติและคิดถึงประโยชน์โดยรวมของบ้านเมืองบ้าง
    October 02

    Unstable routine and appretiation to my friends

    I lost another morning again. At first, no actually from the beginning, I really want to restore my habit at UEA and use it here because I think it's good for the study. The habit such as waking up at 6, eat heavy breakfast and light dinner, study in the day time and take a rest at night, chanting every morning, swimming jogging or playing footbal altogether 3 times a week.

    Right now I still can't restore that habit. I don't know why. I suppose that might be because of the weather that is getting colder. I remember that at the beginning of last year, in September, when it's getting cold, it was difficult for me to wake up. Also I will have a sore throat in the morning because of too dry air in my room when I turned on the heater. No place to work out, or it is too far from my place. The room might be too small to chant.

    I'm not really sure what would be the right habit for me here in Rotterdam. I'm not even sure if there is a right habit, because last year when I established a routine, it would be maintained for a while then failed. The last period of my life at UEA I can maintain my habit because of the dissertation, i think. The nature of the situation at that time pick this kind of routine as an appropriate routine in order to survive the dissertation period.

    Maybe something is lacking here. It could be the motivation, inspiration, or responsibility. I remember, in my first two years in bachelor, that I did things efficiently because I had motivation to do lots of activities and at the same time I really had responsibilities for those activities. I still remember the energy of the old days. However, it was gone somewhere in my history...

    However, one thing around here that encourage me to do things is my new friends, especially Marco my roommate, Michael the German, Bubbies the Greek, and Francois the Canadian. They are very good friends, always encouraging me when I'm not confident, their experiences and what they are doing inspire me as well as pressure me to do better, what they are thinking of makes me being sure that what I am believing and doing is a good thing. Discussion with them makes me get on with the philosophical conversation more and more and now I think I get used to this kind of conversation already, which is useful in the reading and participating in the seminar.

    Using Nelson&Winter 's terminology, I hope the nature would select the appropriate routine for me as soon as possible so I can get on with my life efficiently and happily.

    For the time being I would thank people who I had been in the past life that did so many good things to many good people and makes me what I am today, meeting good people, joining the inspiring and challenging course, being very stable in the next ten years.