Chol's profileอาจารย์บาทเดียวPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
November 25 ครังแรกในลอนดอน วันนี้(จริงๆเมื่อวานแล้ว) เป็นบ้านนอกเข้ากรุงไปครับ
เดินทางจาก Norwich เข้าลอนดอน ออกจากมหาวิทยาลัยตอน ตีห้าห้าสิบ หนาวมาก
พื้นดินมีน้ำแข็งปกคลุมด้วย แสดงว่าหนาวเข้าขั้น ช่วงนี้หนาวมากเลยครับ ผมใช้เวลา 2 ชม. เดินทางไปกับน้องเม่น ไปที่ สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยที่ต้งอยู่ที่สถานที่ทูต... ปรากฎว่าหายากมาก เพราะบังเอิญวันนี้เค้าไม่ติดธงชาติไว้ข้างหน้า พอดีน้องเม่นตาดีเห็นกระดาษมีตาครุฑเล็กๆแปะอยู่ จึงรู้ว่าเป็นสถานทูตไทย กิจกรรมวันนี้มีสองส่วนคือ ช่วงเช้าเป็นพิธีสักการะสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า เนื่องในวันมหาธีรราชเจ้า น่าเสียดายที่ท่านทูตติดภารกิจส่วนตัวจึไงม่สามารถมาร่วมได้ ช่วงบ่ายเป็นการประชุมสามัคคีสมาคม ปีนี้มีเพื่อนๆเดินทางมาระดับหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็น Post Grad ทั้งนั้น มีกรรมการสามัคคีนี่แหละเป็ฯเด็ก undergrad หมดเลย อย่างไรก็ดี จากการประชุมก็ sense ได้ถึงความตั้งใจดีของพวกเค้า แต่อาจจะยังขาดประสบการณ์ และพูดไทยไม่ชัด (แต่เกิดและโตที่นี่ก็ต้องเป็นปัญหาบ้างแหละว้าา) และก็เห็นว่าพี่ๆก็ดูยินดีที่จะช่วยประคับประคองและพัฒนาไปด้วยกันน่ายินดี มาตรงนี้เลยรู้สึกว่า เออ คนแบบนี้แหละ ถึงเป็นนักการเมือง เพราะผมเจอน้องที่โรงเรียนคนนึงครับ :) ชื่อน้องอ๋อง ได้ทุนรัฐบาลมาเรียนกฎหมาย ตรี โท เอกเลย ที่ UCL มีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ มีแรงกำลังและประสบการณ์ รู้วิธีการเข้าหาคน :) ดีครับดีๆ พี่จะได้เป็นนักวิชาการเนอะๆ ?? หรือเปล่าน้าาา ตอนเย็นได้ไปกินข้าวกับเอ๊ะ เพื่อน Love ที่นี่ เรียน Ph.D อยู่ Royal Holloway London... เค้าเป็นประธาน Thai Society ของที่นี่ด้วย แต่มันไม่ไป เพราะเห็นว่าสามัคคียังไม่โอเค ไม่โปร่งใส ไม่ Accountable กับเด็กนักเรียนไทย... แต่เรื่องที่ดีคือ ได้คุยกับเอ๊ะในหลายๆเรื่อง ทั้งเรื่องสังคม วิชาการ และปณิธานของกันและกัน ทำให้มีแรงใจ แรงไฟขึ้นอีกเยอะเลย :) ดีใจที่เจอนายนะ ตอนกลับก็นั่งรถไฟกลับอีกสองชม. หลง ขึ้นรถเมล์ไม่ถูกอีกเกือบชม. จึงถึงหอ .... ตลอดทางนี่ได้คุยกับน้องเม่นในหลายๆเรื่องด้ว ยน้องเม่นมาเรียน Climate Change ... ก็เล่าเรื่องความคิดของตัวเองให้ฟัง ตอนแรกก็นึกๆอยู่ว่ามันจะหาว่าเราเพ้อเจ้อมั้ยน้าาา ... แต่เราก็แค่อยากอธิบายว่าทำไมเราเป็นอย่างนี้ และเราก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราเล่าใ้ห้เค้าฟังมันจะส่งผลอะไร... แต่ก็หวังว่าจะเป็นเรื่องดีๆนะ November 24 Space อาจารย์บาทเดียว ตกแต่งใหม่: ยินดีต้อนรับทุกคนข้ึนบ้านใหม่ครับวันนี้เป็นวันแรกที่ตัดสินใจเปลี่ยนรูปแบบของ Blog ครับ เพราะเพิ่งตระหนักรู้ว่า ช่วงหลังไม่ได้ถ่ายรูปเลย และเอารูปขึ้นแบบนั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมาเพราะไม่อัพเดท แต่ที่อัพเดทบ่อยที่สุดคือบล๊อกครับ เลยเปลี่ยนเป็น Template แบบ Journalist ดู Work ดี ใครเข้ามาก็จะได้อ่านกันไปเลย ... พรุ่งนี้จะไปประชุมกับสามัคคีสมาคม อันเป็นสมาคมนักเรียนไทยในประเทศอังกฤษครับ ... อืม... ต้องเข้าไปเรียนรุู้ว่าเป็นยัไงงบ้าง ในการนี้ก็นัดกับเอ๊ะ เพื่อนที่เรียนป.เอกในลอนดอนมาจัดการเรื่องโทรศัพท์ (คือติดหนี้ค่าโทรศัพท์มันอยู่นั่นเอง) และถ้าโชคดีอาจจะได้เจอญาติห่างๆที่เรียนอยู่ในลอนดอนเหมือนกัน :) จะว่าไปเหมือนบ้านนอกเข้ากรุงยังไงชอบกลอยู่ ครับ ยังไงก็แล้วแต่ ยินดีต้อนรับสู่บ้านที่ตกแต่งใหม่ คนที่เข้ามาเยี่ยมก็เขียน GuestBook ข้างบนได้นะครับ (ใช้มาตั้งนานเพิ่งรู้ว่ามีเนี่ยแหละเน้อออ ) พอหน้าตาเปลี่ยนไปแบบนี้ อาจะทำให้สไตล์การเขียนเปลี่ยนไปบ้างเหมือนกัน ยังไงลองติดตามกันดูแล้วกันครับ แต่ละคนมีทางออกของตัวเอง.... อ้าว ... แล้วอย่างงี้ควรแนะนำมั้ยเนี่ย??? คนแต่ละคนต่างมีทางออกในปัญหาของตัวเอง.... เหรอ? แล้วเราควรแนะนำเค้ามั้ยอ่ะ ตกลง??? นั่นสิ เพราะบางที การแนะนำกลายเป็นการเหมือนตัดสินเค้าไปซะอย่างงั้น และจริงๆแล้วเค้าต้องการแค่คนฟัง .... อืม... ถ้าพูดอย่างนี้มันก็ทำให้นึกออกนะว่า จริงๆแล้วเราควรจะดูให้ชัด ว่าจุดประสงค์ของคนที่มีคุยกับเราเค้าต้องการอะไร และก็ให้อย่างนั้น ... ถ้าอยากจะเสริมอะไรก็ให้อย่างที่เค้าต้องการให้หมดก่อน แล้วค่อยเสริม ...เพื่อเค้าจะได้พร้อมกับการรับฟังคำแนะนำบางประการที่เราบอกเค้าด้วยความหวังดี... เช่น ถ้ามีคนมาเล่าเรื่องปัญหาให้ฟัง ... ก็บอกได้เลยว่า เค้าต้องการจะระบายให้ฟังเฉยๆ ..ฉะนั้น ก็ฟังเฉยๆ ... น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง ไม่งั้นเสียอารมณ์กันหมด ... พอน้ำเริ่มหายเชี่ยวก็ค่อยเอาเรือข้าม ถ้าเค้าจะขอคำปรึกษา เค้าคงเข้ามาแบบอื่น เช่น มีปัญหาจะปรึกษา แล้วเค้าก็จะเล่าๆๆๆ นั่นคือ เค้าคงต้องการคำปรึกษาจริงๆ .... เรื่องนี้สำคัญเหมือนกัน ไม่งั้น เราอาจะเอาตัวตนของเราไปข่มไปทับเค้า ให้เค้าทุุกข์ใจอีกต่างหาก และเค้าเองก็อาจจะขาดที่พึ่ง ที่เค้าจะสบายใจที่จะมาคุยให้ฟังด้วยเหมือนกัน ..... อืม... โอเค จะจำไว้ จะมีสติตลอดเวลาเวลาฟังเรื่องใครต่อใคร จะจำวิเคราะห์และจับให้มั่นว่าเค้าต้องการอะไรจากเราในการคุยแต่ละครั้ง ... ถ้าเป็นความจริง ...และเป็นประโยชน์ (เหมาะกับกาลและโอกาส) จงพูด November 20 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ...(2) นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า .... - ศีลห้าตั้งใจรักษาให้มั่น จะได้พอกันตัวเองจาก โกรธ โง่ และอยากได้เป็นเกราะชั้นหนึ่ง - พอนึกได้ว่ารู้โกรธอยู่ โง่อยู่ และอยากอยู่ ก็ให้จับลมหายใจตัวเองไว้ โลกจะสว่างขึ้นมาทันควัน ... - พอโลกสว่างขึ้นมาแล้ว ลองมองกลับมาที่ตัวเองเหมือนไม่ใช่ตัวเอง เหมือนนาย ก มองนาย ข ...เรามักจะรู้ดีเสมอเวลาเห็นคนอื่นมีปัญหา ... เมื่อเรามองตัวเองเหมือนคนอื่น ... ปัญญาก็จะเกิดขึ้นเหมือนกัน ... - อะไรๆ เกิดมาแล้วก็ดับไป โกรธเกิดขึ้นมาแล้วก็ดับ ความอยาก เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับ ความหลงหรือความโง่ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป ..... เตรียมตัวเตรียมใจดูให้ดีๆ - ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วเตือนตัวเองให้รู้ และหยุดก่อน .... รอให้รถไฟสามขบวนนั้นผ่านไปก่อน ไม่งั้นเสียงมันดัง พูดอะไรก็ไม่รู้เรือ่ง ฟังอะไรก็ไม่รู้เรื่อง - พอมันผ่านไปแล้วจะได้เงียบหน่อย ฟังอะไรก็รู้เรื่อง พูดอะไรก็รู้้เรือ่ง - แต่บางทีขบวนมันยาวหน่อย นาาาาน กว่าจะผ่านไป ...บางทีเอาฝุ่นผงมาเข้าตา ...เอาไอร้อนมาปะทะหน้า ....บางทีบังแสงมืดไปหมดเลย ...รอก่อน - แล้วก็อย่าไปโทรเรียกรถไฟบ่อยๆนะ ไม่ใช่ผ่านไปแล้วก็โทรเรียกมันมาอยู่นั่นแหละ เลย โกรธ เลยโง่ เลยอยากกันอยู่นั่นเอง ...เลยทำอะไรโง่ๆไปตลอดศกเลย . . . - พอถึงจุดนี้เราจะรู้สึกได้ว่า พอมองกลับไปถึงจุดเริ่ม ... ทำไมเราถึงคิดจะทำอะไรโง่ๆอย่างนั้นฟะ ! -_-" - ซึ่ง ก็ดีกว่า มองกลับมาแล้วเสียใจว่าทำไมทำอย่างนั้นไป และต้องผจญกับวิบากกรรมของเราต่อไป ........ ฉะนั้น ... เวลาโกรธอยู่ อยากอยู่ หรือโง่อยู่ อย่าเพิ่งทำอะไร เตือนตัวเองให้รู้ ดูจนมันผ่านไปก่อน ... ใช้ลมหายใจของเราเรียกสติกลับมา ... หันกลับมามองตัวเองเหมือนเป็นคนอื่น ......... ไม่งั้นจะได้ทำอะไรโง่ๆ แน่ๆ ขอบคุณทุกๆแบบฝึกหัดในชีวิต... สาาาาธุ ... นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า - คนโกรธ คนโง่ คนอยาก มักจะทำอะไรโง่ๆเสมอ .... - คนที่ไม่โกรธ ไม่โง่ ไม่มีความอยาก ณ ขณะหนึ่ง...มีแนวโน้มจะมีสติและไม่ทำอะไรโง่ๆ มากกว่าคนข้างต้น - คนที่ไม่โกรธ ไม่โง่ ไม่มีความอยาก ณ ขณะหนึ่ง และมีเจตนาดี ...มีแนวโน้มจะมีสติ และทำสิ่งดีๆให้กับตนเองและผู้อื่น - คนที่ไม่โกรธ ไม่โง่ ไม่มีความอยาก ณ ขณะหนึ่ง มีเจตนาดี และมีความรู้ ...มีแนวโน้มจะมีสติ ทำสิ่งดีๆให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างฉลาดได้ - คนที่ไม่โกรธ ไม่โง ่ ไม่มีความอยาก ณ ขณะหนึ่ง มีเจตนาดี มีความรู้ และมีเครือข่าย ...มีแนวโน้มจะมีสติ ทำสิ่งดีๆให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างฉลาดในวงกว้างได้ - คนที่ไม่โกรธ ไม่โง่ ไม่มีความอยาก ณ ขณะหนึ่ง มีเจตนาดี มีความรู้ มีเครือข่าย เห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนทำ มีความเพียร เอาใจใ่ส่ และหมั่นทบทวนตรวจสอบ ...มีแนวโน้มจะมีสติ ทำสิ่งดีๆให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างฉลาดในวงกว้าง และจะสัมฤทธิ์ผลวันใดวันหนึ่ง - คนที่ไม่โกรธ ไม่โง่ ไม่มีความอยาก ในทุกขณะ คือ พระอรหันต์ ... ทุกคนไปถึงได้ในชาตินี้ ถ้าทุ่มเทเดินไปตามทางที่บรมครูสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางไว้ให้เราฝึกตน .... - แต่ระหว่างนี้ที่ยังไม่ถึงกับเป็นพระอรหันต์ จงหมั่นตรวจสอบตนเองเสมอก่อนพูด ก่อนทำอะไร ว่า...เรา โกรธ โง่ หรือหลงหรือเปล่า มีเจตนาดีหรือเปล่า เป็นฐานอันสำคัญ - อิทธบาทสี่ จึงเป็นสิ่งที่จะเสริมให้เราไปถึงและสำเร็จผลตามตั้งใจได้ November 18 Journal@UEA 1711072054 ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมือนมีทางสองแพร่งอยู่ข้างหน้า.... วันก่อนผมเกิดไอเดียว่า น่าจะชวนเพื่อนๆที่ไปร่วม Global Youth Leadership Summit มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านเครือข่าย Facebook.com น่าจะดี เพราะเรื่องแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี่อยากทำมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำซักที และพี่นุ้ยก็เตือนเรื่องความเสี่ยงของเว็บใหม่ที่จะตายเมื่อมีการสร้างและคาดหวังว่าคนจะเข้าไปใช้ ... แต่หลายคนใช้ facebook อยู่แล้ว ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก ผมได้ขอความร่วมมือไปยัง admin ของ group page ของ GYLS ... เค้าถามผมกลับมาว่า เอ..เรามี page ของ GYLS เยอะไปมั้ย และคนน่าจะสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน page ที่มีอยู่ได้ ... ผมตอบกลับไปว่า ผมคิดว่า page ที่มีอยู่แล้วมันดีตรงที่ว่ามันทำให้คนได้เจอกัน และทำอะไรดีๆต่อไป ... และนี่ผมกำลังเริ่มทำมันอยู่ไง!!! อีกอย่างคือ การเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ page มันก็ทำได้ยาก และอีกอย่าง แต่ละ page ที่แต่ละคนสร้างขึ้นก็มีวัตถุประสงค์ของตนเอง ผมจะไปเปลี่ยนมันทำไมนิ ??? ยังไงก็แล้วแต่ มันไม่ใช่กงการอะไรของเขาที่จะให้ผมทำหรือไม่ทำ แค่ให้ช่วย ประชาสัมพันธ์นิดหน่อยเอง -_-" ไม่ช่วยก็ไม่เป็นไร ... แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น มันรู้สึกเหมอนกับว่า พอก้าวเข้าไปในปริมณฑลที่จะต้องผลักดันอะไรให้มันเกิดขึ้นแล้วมันรู้สึกร้อนรน รู้สึกอึดอัดเสมอเลย ... พอเข้ามาในปริมณฑลของวิชาการ ถ้าจุด start ตัวเองติดปั๊บ ทุกอย่างก็ตามมาได้เองเสมอ มีความสุขที่ได้คิดสิ่งใหม่ๆ ได้ทำสิ่งใหม่ๆ ได้เขียนความคิดของตัวเองลงมา ... ในปริมณฑลของดนตรี มีความสุขก็จริงแต่รู้สึกจิตกระเจิดกระเจิงไปนิดนึงนะ .... ...นี่มันเป็นสัญญาณของอะไรหรือเปล่า? ... หรือว่า ที่ของเราคือโลกวิชาการจริงๆ? ... เราควรถอนตัวเองออกจากโลกของกิจกรรมการผลักดันความคิดอะไรต่างๆหรือไม??? ...หรือว่าเพื่อประโยชน์ของโลกเราควรผลักดัน ???หรือว่า เราควรจะย้อนกลับมาทบทวน เปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน และช่วยให้คนที่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันได้?????????? ?????????????????? ........ อาจจะลองรอดูอีกหน่อยดีกว่า เพราะว่าเวลาไม่ปกติอย่างเวลาอึดอัดและร้อนรน มักจะทำอะไรโง่ๆทุกทีเลย ... 2054 (copy paste มา แหะๆ ลืมจดเวลา) November 15 Journal @ UEA 141107 วันนี้ประชุมกรรมการ สมาคมนักเรียนไทยแห่งมหาวิทยาลัยแห่งอีสต์แองเกลีย แบบเต็มรูปแบบเป็นวันแรก (UEA Thai Society) ...อ่อ สงสัยจะลืมบอก ... ผมได้รับเลือกเป็นประธานสมาคมนักเรียนไทยแห่ง UEA เมื่อสัปดาห์ก่อน สัปดาห์ต่อจากนี้เราจะมีงานลอยกระทงประเดิมเป็นงานแรก บอกได้คำเดียวเลยว่า ณ วันนี้ ดีใจจริงๆที่เป็นทีมนี้ :) ... ทุกคนดู active มาก อยากมีส่วนร่วม ช่วยกันคิด ไม่มีเกี่ยงกัน เลยทำให้การประชุมเป็นไปได้โดยง่ายมากๆ (คือเมื่อประกอบกับทักษะการนำประชุมที่มีอยู่แล้วอ่ะนะ ) ต้องคอยดูต่อไปและทำให้กำลังใจเหล่านี้คงอยู่ไปเรื่อยๆเพื่อเรียนและทำกิจกรรมร่วมกันต่อไป :) วันนี้เขียนสั้น ตื่นตันใจ แค่นี้แหละ 555 P.S อ่อ ส่ง Assignment แรกไปแล้ว ของ Microeconomics of development.. ดีใจมาก เจ๋งดี November 13 Journal@UEA 131107 สัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ เหมือนมีการเปลี่ยนผ่านอะไรบางอย่างในตัวของผม.... ก่อนหน้าวันเกิด 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทุกอย่างดูหนืดไปหมด ทำอะไรก็ไม่กระตือรือร้น ไม่เต็มที่ เหมือนมีม่านบางอย่างบังตา การเผาผลาญภายในไม่ทำงาน จิตกระเจิดกระเจิง .... แต่สองสามวันก่อนวันเกิดมาจนถึงวันนี้ รู้สึกได้ว่า มีบางอย่างเปลี่ยนไป รู้สึกมีพลังอย่างบอกไม่ถูก ในใจวนเวียนคิดอ่านแต่เรื่องเรียน ซึ่งดีมาก ... เข้าห้องน้ำยังคิดไปเรื่อยเลย ... ได้เรียน ได้อ่านแล้วรู้สึกกระปรี้กระเปร่าาา .... ตอนเขียน assignment ก็รู้สึกตื่นเต้น ไม่รู้ตื่นเต้นทำไมเหมือนกัน แต่เหมือนกับตอนที่จะขึ้น present บทความในงานสัมมนาของโครงการสตรีและเยาวชนศึกษาเลย ใจเต้นแรงมาก ... ทำเสร็จในชั่วข้ามคืนเท่านั้น !! 1000 คำนี่มันน้อยเกินไปจริงๆ สมมติฐานง่ายอันหนึ่ง คือ เมื่อคืนอาจจะกินชอคโกแลตเยอะไป คือ มีเค้กวันเกิด และกินชอคโกแลตร้อน เลยกระตือรือร้น ไปจนตีสามเลย -_-" หรือ ... อาจเป็นเพราะรอที่จะทำงานมานานแล้ว อยากอ่านอยากเขียน ยิ่งได้อ่าน ได้คิด ได้คุย ได้เขียน เลยยิ่ง active ขึ้นเรื่อยๆ ... แต่ในใจบอกว่ามันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงชั่วคราวแค่นั้น แต่มันเป็น Major change กันเลยทีเดียว ... สะท้อนจากที่น้องแต๋มคอมเม้นต์ในบล๊อกที่แล้วว่า วิธีการเขียนเปลี่ยนไป ... และก็จริง ที่ว่า เราจะรู้สึกว่าควรจะต้องบอกกล่าวเล่าเรื่องธรรมะในคราวที่จำเป็นให้คนอื่นทราบหรือไปศึกษาต่ออยู่ร่ำไปโดยอัตโนมัติเลย ... และมันออกมาเองด้วยนะ ไม่ได้คิด คือ พอนั่งพิมพ์ไปอ่านไปแล้ว เออ เว้ย จริงแฮะ .... อะไรอย่างงี้ ในคืนย่างเข้าวันเกิดก็มีประสบการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นกับตัวเองเหมือนกัน ตั้งแต่รู้สึกว่ารู้ลมหายใจระหว่างนอนอยู่นานมาก เหมือนอยู่ในสภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น ... เหมือนฝันเห็นอาจารย์ที่สวนกุหลาบมาคุยอยู่ ... และก็ตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นด้วย ... ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกัน ... แต่ดี สิ่งที่อาจจะไม่ค่อย work นิดหน่อยคือรู้สึกได้ชัดเจนเหลือเกิน ถึงความโกรธของตัวเอง อารมณ์แบบของขึ้น ...นี่ยังดีที่รู้ เลยคุมไว้ได้บ้าง แต่เวลาง่วงๆนี่แย่เลย สติไม่แข็งแรงพอจะหยุดตัวเองก่อนทำอะไรโง่ๆออกไป ...T_T น้องฝ้ายพี่ขอโต๊ดดดดด ... 555 ไม่ซีเรียสขนาดนั้นน้าาา สงสัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ของขวัญเราตามที่เคยอธิษฐานเอาไว้ว่า ขอให้ผมมีสติและมีพลังในการบังคับตัวเองให้มีวินัย ทำตามแผน เรียนไดเต็มที่ และทำประโยชน์ให้ที่นี่และสังคมในอนาคตได้เต็มที่ด้วย... กระมัง ขอบคุณค้าาาาบ -/\- ... จะเฝ้าดูว่ามันจะเป้นแบบนี้ไปนานเท่าไหร่ ภาวนาขอให้เป็นนานๆละกัน :D 1318 GMT @ roomNC48A P.S เมทน่ารักมาก ทำกับข้าวให้กินตอนวันเกิดพร้อมเค้ก ... สองวันให้หลัง(คือวันนี้) เป็นวันเกิดเค้า ... เดี๋ยวต้องแสดงฝีมือ (ที่ไม่ค่อยมี) ทำแพนงให้กินซะแล้ววววว --- (ขอบคุณผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ ... ผงปรุงรส รำวง~คล้ายๆโลโบ้นั่นแหละ) November 08 จดหมายถึงน้องภัทร พอดีว่าวันนี้น้องที่รู้จักกันที่เป็นครู ชื่อภัทร ได้ถามผมเกี่ยวกับเรื่อง ชีวิตควรขับเคลื่อนไปอย่างไร เนื่องด้วยว่า น้องเค้าเกิดรู้สึกสับสนว่าเราควรตามสิ่งที่สังคมกำหนดมาหรือไม่ อย่างไร และเขากำลังรู้สึกด้อยคุณค่าลง อันเนื่องมาจากว่าความคิดความอ่านอาจจะไม่สอดคล้องกับสิ่งที่สังคมกำหนดมาอย่างนั้น .... ผมได้ตอบน้องเค้า ผ่านอีเมล์ และตระหนักว่า แม้ผมเองก็ได้เรียนรู้จากสิ่งที่ผมพิมพ์ลงไปเอง จึงอยากนำมาแชร์กันตรงนี้ครับ ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- น้องภัทร พี่คิดว่าคำถามของน้องภัทรไม่ใช่คำถามที่ไร้สาระหรือน่าเบื่อเลย และพี่คิดว่าควรเป็นคำถามที่คนทุกๆคนควรถามตัวเองอย่างยิ่ง ... ว่าชีวิตเราควรขับเคลื่อนไปอย่างไร อะไรเป็นเป้าหมายของชีวิตเรา อะไรควรเป็นหลักการในการดำเนินชีวิตของเรา อะไรคือมาตรฐานของเรา อะไรคือสิ่งที่เราให้คุณค่า ... และพี่ก็คิดถึงคำถามนี้เสมอๆ แม้ในการมาเรียนปริญญาโทก็ตาม พี่คิดว่า ชีวิตของเราขับเคลื่อนดำเนินไปได้ด้วยกำลังกาย และกำลังใจ กำลังกายนั้นหมายรวมถึงการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการดูแลร่างกายไม่ให้ป่วยไข้ กำลังใจนั้นหมายถึงการฝึกจิต ฝึกใจ ให้มีสมาธิ ให้มีสติอยู่เสมอ เพราะกำลังใจนั้นแหละที่ขับเคลื่อนให้เราทำสิ่งต่างๆให้มีพลัง กำลังใจนอกจากฝึกฝนในตนเอง การหากัลยาณมิตรร่วมทางคอยให้กำลังใจกันและกัน คอยฉุดดึงให้ลุกขึ้นยามเราต่างล้ม ก็เป็นตัวช่วยเสริมกำลังใจเช่นกัน คนผู้นั้นอาจเป็นแฟน หรือเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือเป็นเพื่อนร่วมโลกตนหนึ่งก็ได้ เมื่อมีพาหนะแล้ว คำถามคือ เคลื่อนไปไหน ? ... ถ้าถามพี่ตอนนี้ พี่กำลังอินกับพระพุทธศาสนามากเลย พี่คิดว่า เป้าหมายสูงสุดของชีวิต การไปให้สุดตามคำสอนทางพระพุทธศาสนา (อันนี้คือในทางธรรม) สำหรับพี่ ณ วันนี้พี่อาจหาญปรารถนาถึงพุทธภูมิ คือ วันหนึ่งเราจะเป็นพระพุทธเจ้าพาเหล่าสัตว์ข้ามห้วงมหรรณพแห่งสังสารวัฎฎนี้ไปให้ได้ อันนี้คือ ทางธรรม แต่ในทางโลกนั้นพี่คิดว่า เป้าหมายที่สำคัญคือการใช้ชีิวตให้มีคุณค่ากับคนอื่นเป็นเป้าหมายที่สำคัญ ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน ที่ทำงาน ไปจนถึงประเทศชาติ หากถามว่าคุณค่าเหล่านั้นใครเป็นคนให้ ก็ตัวเรานั่นแหละ ที่เป็นคนให้ โดยดูจากเจตนาของเราว่า เราทำไปด้วยความหวังดี หวังประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่คนนั้นหมู่นั้นหรือไม่ เราพยายามเต็มที่ เอาใจใส่ หมั่นตรวจทาน มากพอหรือยัง ... หากเราทำเต็มที่แล้ว นั่นคือที่สุดของเรา ... หากที่สุดของเรายังพลาด ยังผิดอยู่ ...สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือ การให้อภัยตัวเอง รับฟังเสียงสารภาพผิดของตัวเอง ฟังข้อติของคนอื่นด้วยใจเป็นกลาง และพยายามใหม่ ... มีคุณค่า อาจจะหมายรวมถึงธรรมในข้อพรหมวิหาร 4 (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) และสังคหวัตถุ 4 (ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา) ด้วย อันเป็นหลักสำคัญและเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคม คือ หากเราเต็มที่ ดำเนินตามหลักเหลานี้ แต่ยังเจอเหตุอันไม่พึงใจ ก็ควรจะวางเฉย ฟังส่วนที่เป็นประโยชน์ ปรับปรงแก้ไขให้ดีขึ้น หลักธรรมอีกหลายประการในพระพุทธศาสนาจะเป็นหลักในการปฏิบัติให้เราได้ ... เรานั้นแหละเป็นผู้ให้คุณค่ากับสิ่งที่เรากระทำ อันหมายรวมตั้งแต่เจตนาจนถึงการปฎิบัติ จนถึงผลท้ายที่สุด หากเราเจตนาดี คิดดี พูดดี ทำดีแล้ว นั่นคือ ที่สุดที่เราทำได้ ผลที่เกิดขึ้นมีไว้ดู ... เมื่อดูเห็นปัญหา ข้อด้อยแล้วจึงแก้ไข ทั้งหมดทั้งปวงนั้นหมายถึง ศีล 5 ควรจะครบถ้วนอยู่เดิมแล้วด้วยเป็นพื้นฐานที่คงไม่ต้องขยายความกันให้ยืดยาว ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น หากเราทำได้สมบูรณ์ พี่คิดว่า เราไม่มีอะไรต้องเสียใจกับตัวเอง หากผลจากการกระทำของเราเกิดขึ้นในทางที่ถูกตำหนิ หรือแม้กระทั่งเกิดผลเสียต่อผู้อื่น ... เพราะเราไม่อาจหยั่งรู้วิบากของการกระทำของเราได้ว่าจะไปกระทบใครอย่างไร ... เราทำได้อย่างเดียวคือการควบคุม การคิด พูด และทำของเราให้ดีที่สุดเท่านั้น ... ผลที่เกิดขึ้นเราต้องเรียนรู้ และพัฒนาให้ดีขึ้น หวังว่าสิ่งที่พี่บอกเล่านี้คงช่วยให้น้องภัทรเห็นมุมมองที่จะนำไปปรับใช้กับชีวิตและปัญหาของตัวเองได้บ้างไม่มากก็น้อย พี่ขออภัยที่ไม่ได้คุยต่อหน้า เพราะติดภารกิจส่วนตัวอยู่ ... และพี่เองต้องขอบคุณน้องภัทรที่ทำให้ตัวเองได้ตระหนักรู้จากสิ่งที่ตัวเองเพิ่งเขียนออกมา ... ?? ... ขอบคุณสำหรับคำอธิษฐาน ขออนุโมทนากับการตั้งใจจริงและหวังดีกับนักเรียนของภัทรทุกๆคน เวลาเราจะเป็นคนดี มันมักจะมีบททดสอบเสมอ ตราบใดที่เรามั่นใจในหลักการที่ถูกที่ควร เราจะถูกบททดสอบหลอกล้ออย่างไรเราก็ทำแบบทดสอบนั้นไม่ผิดหรอก ... ถ้าเราหลักการไม่แน่นแล้วต่างหาก จึงทำแบบทดสอบผิดไป และต้องรับผลกรรมนั้นเอง หลักการที่ถูกที่ควรนั้นบอกเอาไว้หมดแล้วในพระพุทธศาสนา ... ขอให้น้องภัทรผ่านแบบทดสอบไปได้ด้วยดี พี่พร้อมเป็นกัลยาณมิตรอยู่ตรงนี้ :) November 01 Little note @ UEAToday I met a girl from a faculty of artistry came to join the Buddhist discussion today.. I can feel something is not right about her,.. the way she sit, the way she looks at others... She told me that she has never studied anything about the Buddhism but she is looking for some religion that is open enough and not judging others.... Abi ,Sam? and I tell her a lot about things we've been discussed.. and some teachings that needs to know as basis.. for somehow, I felt something was not right. She started to ask many things about how could Buddhism explain about things in life ... the sadness, the sorrow, the bad luck... (after I said something about Karma and the past life)... and she also asked something about the forgiveness (I gave her an example about my experience corresponds to the teaching) She asked if there's someone do something really bad to you, how could you forgive them?? something that should not be forgiven.....!!! -_-" This time I really feel that it is really difficult to explain things in Buddhism to whom who doesn't share the same believe and culture. It's really difficult to explain the Karma and its consequences since it cannot be seen tangibly. and I am afraid to discourage her from reaching the Buddhism by tell something that might misinterpret the teaching... so I told her to ask to monk today..... ...well, I can sense some difficulties that going to happen very soon if I want her to continue studying the Buddhism....because she seems to start questioning about the credibility of the teaching. ....... But I've already tried my best na T_T ..... I will tell her I'm sorry for making her late for class... it was somehow confusing because we met informally.. and we don't know who should run the session and control the time.... and I will give her some websites that provide her some teachings and the way to interact with the monk himself in order to receive the knowledge directly... especially the answer about the karma and the forgiveness..... I wish her a better life.... life with joyful and wisdom. |
|
|