Chol's profileอาจารย์บาทเดียวPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
November 29 เวลาป่วย มักมีโรคฉวยโอกาส !! หากใครคุ้นเคยกับโรคเอดส์ (ไม่ใช่ว่าเป็นโรคนะครับ) อาจจะเคยได้ยินเรื่องโรคฉวยโอกาสบ้าง คือ เวลาเราอ่อนแอ มันมักจะมีโรคอื่นๆ เข้ามาแทรกซ้อนนั่นเอง ในเรื่องการเมืองก็ไม่แตกต่างกันเลยครับ ขณะนี้บ้านเมืองเรากำลังร้อนเป็นไฟ แต่รัฐสภาไทยก็ได้สอดใส่ผ่านกฎหมายบางตัวที่โดยส่วนตัวผมคิดว่ามีความสำคัญและ "ไม่ควรจะผ่าน" การพิจารณาของรัฐสภาได้เลย แต่เค้าก็ใช้เวลาที่บ้านเมืองวุ่นวายในวันที่ 26 พฤศจิกายน ผ่านมันออกมาได้ ผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ผมเห็นกับตาถึง 3-4 รอบที่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชนได้ ออกข่าวย่อหน้าหนึ่งพ่วงกับข่าวที่ว่า "ปิดสมัยประชุมสภาแล้ว หลังเหตุปั่นป่วน ไร้การสรุปผลงาน" ... ข่าวย่อหน้านั้นกล่าวถึงการประชุมสภาในวันที่ 26 พฤศจิกายน (วันก่อนปิดสมัยประชุมหนึ่งวัน เป็นการประชุมครั้งที่ 30) ...ในการประชุมนั้นได้มีการผ่านกฎหมายที่ว่าด้วยการ "ยกเลิก" ข้อกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่ง สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ ซึ่งก็คือ เขาจะสามารถดำรงตำแหน่งได้มากกว่า 2 วาระนั่นเอง ตอนแรกผมไม่ได้ตั้งใจมาอ่านตรงนี้ แต่เห็นแล้วสะดุดตา เลยอ่านอีกรอบ และมั่นใจว่าอ่านถูก ยังคุยกับเพื่อนที่ทำ Thesis เรื่องคอรัปชั่น ที่อังกฤษอยู่ว่าคิดยังไงอยู่เลย วันนี้ผมตั้งใจจะอ้างอิง แต่เมื่อย้อนกลับไปดูข่าวเดิม ข่าวส่วนนั้นได้ถูกตัดออกไปแล้ว หนังสือพิมพ์ขั้วตรงข้ามอย่างผู้จัดการก็ไม่มีการออกข่าวกฎหมายที่ถูกพิจารณาในวันนั้น นอกจากนี้ เมื่อเปิดเข้าไปดูบันทึกการประชุมและสรุปการประชุมของสภาผู้แทนราษฏร http://library2.parliament.go.th/giventake/hr.html แล้วก็พบว่า การประชุมของวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 เป็นครั้งเดียวในปีนี้ที่ไม่มีบันทึกการประชุม ขนาดการประชุมครั้งที่ 27 พฤศจิกายนยังมีบันทึกการประชุมเลย!! แม้จะไม่ครบและออกรสเหมือนกับข่าวที่ออกมาก็ตาม เมื่อเป็นอย่างนี้ยิ่งทำให้ผมตั้งคำถามยิ่งขึ้นไปอีกว่าเกิดอะไรขึ้น ในสถานการณ์อย่างนี้ผมมีแนวโน้มที่จะมองโลกในแง่ร้ายและคิดว่า รัฐสภาต้องการปิดบังอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการผ่านกฎหมายตัวนี้หรือเปล่า ถ้ามองโลกในแง่ดีหน่อย รัฐสภาอาจจะกำลังสรุปและเขียนให้ดีข้ึน และจะนำมาโพสต์ลงในบอร์ดอีกครั้งหนึ่ง แต่เอาล่ะ สมมติว่ากฎหมายตัวนั้นออกมาจริงๆ ? หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้มากกว่า 2 วาระ และเท่าที่จำได้ในข่าวไม่ได้มีการระบุเลยว่าได้มากที่สุดกี่ว่าระจะเกิดอะไรขึ้น .??? สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ คนที่ดำรงตำแหน่งอยู่เดิมก็จะสามารถดำรงตำแหน่งได้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเกิดคนที่เป็นอยู่นั้นเป็นคนดีเหลือเกิน และคนก็เลือกเพราะเป็นคนดีทำงานจริง ก็นับเป็นเรื่องดี แต่ว่าในความเป็นจริงในหลายพื้นที่เลยคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่เป็นคนมีทุนหนา เป็นนายทุน เป็นหัวคะแนนพรรคการเมือง เป็นตัวแทนพรรคการเมืองอยู่แต่เดิม และในหลายพื้นที่ หากองค์กรภาคประชาชนในท้องถิ่นไม่เข้มแข็งพอ ก็เป็นไปได้มากที่สมาชิกเหล่านั้นจะซื้อเสียงเข้าไปอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ฉะนั้น หากเป็นเช่นนี้ อำนาจของพรรคการเมืองและผู้มีอิทธิพลก็จะแผ่ขยายลงไปในท้องถิ่นได้ แบบที่ว่าหยั่งรากลึก และอยู่แบบยาวนาน ผลของการที่อำนาจพรรคการเมืองและผู้มีิอิทธิพลในพื้นที่คงอยู่ในพื้นที่ได้เป้นเวลานาน ก็คือ จะทำให้มีผู้สมัครคนใหม่ที่อาจจะดีกว่าเข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น กล่าวคือ หากสามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ ผู้สมัครหน้าใหม่อาจเลือกรอเวลาที่ผู้ดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระ แล้วค่อยลงสมัคร เพราะผู้สมัครคนใหม่ของฝ่ายเดิม แม้จะได้รับการสนับสนุนจากคนเก่า แต่ก็ง่ายกว่าท่ีจะแข่งกับคนเก่าที่ดำรงตำแหน่งมานาน สร้างฐานอิทธิพลได้แน่นหนา และเมื่อมันชัดอยู่ว่า การเมืองท้องถิ่นเป็นการต่อท่อของพรรคการเมืองลงไปในระดับท้องถิ่น ก็กลายเป็นว่า อปท. กลายเป็นหัวคะแนนพรรคการเมืองไปเสียอย่างงั้น และก็มีแนวโน้มที่จะทำงานไม่มาก เพื่อที่จะไม่แย่งบทบาทความสำคัญของนักการเมืองระดับชาติ ขยายความอีกหน่อย เพื่อนผมที่กล่าวถึงตอนแรก บอกว่า บทบาทของนักการเมืองระดับชาติ พอมี อปท.แล้วเค้าต้องยกระดับตัวเองไปเล่นการเมืองที่ไปกำหนด "สถาบัน" ก็คือ ตัวบทกฎหมาย นโยบาย และอะไรก็ตามที่ส่งผลต่อภาพรวม ส่งผลต่อแรงจูงใจ ของคนในระดับที่ใหญ่กว่าการมาสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ถนน ประปา ไฟฟ้า ฯลฯ อปท. ควรทำหน้าที่สร้างสาธารณูปโภคในท้องถิ่น และจัดการเรื่อง practical ในท้องถิ่นนั้นๆ แต่เนื่องจากนักการเมืองของเราไม่เคยขายจุดยืน ไม่เคยขายนโยบายในการเลือกตั้ง ฉะนั้น นอกเหนือจากการซื้อเสียงเพื่อได้รับเลือกตั้งแล้ว สิ่งที่จะทำให้ได้รับเลือกก็ืคือการสัญญาว่าจะสร้างนั่นสร้างนี่ให้ ซึ่งเป็นการทับกับบทบาทของ อปท. ฉะนั้น เมื่ออปท.อยู่ในความควบคุมของพรรคการเมือง พรรคการเมืองย่อมพยายามลดบทบาทของ อปท. และทำให้บทบาทของนักการเมืองในพรรคตัวเองมีมากกว่าและยังคงทำเรื่องที่ อปท. ควรจะทำ เพื่อรักษาเสียงของตัวเองเอาไว้ จริงๆแล้ว การมี อปท. ควรจะทำให้การเมืองท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง ก็คือ ชุมชนในระดับล่าง มีความเข้มแข็งมากพอที่จะพึ่งพาตัวเองได้ โดยอาศัยเงินทุนที่ได้จากภาครัฐ (ซึ่งรัฐเองก็ควรมีจรรยาบรรณ คือ การจัดสรรงบประมาณต้องไม่เลือกปฏิบัติ) เมื่อชุมชนระดับล่างเข้มแข็ง ทั้งในเชิงปัจจัยสี่ และการศึกษา ก็จะทำให้มีความรู้ ความตระหนัก ความเข้มแข็งมากพอท่ีจะตัดสินอนาคตของตนเองได้ เลือกอย่างมีสติและเป็นอิสระที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่าง active ได้ต่อไป ซึ่งนั่นล่ะจะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความเข้มแข็งของประชาธิปไตยไทย แต่เมื่อเป็นเยี่ยงนี้ สิ่งที่ อย่างน้อยผมคนนึงฝันจะเห็นก็จะเป็นไปได้ยากขึ้น และกลายเป็นว่า การที่จะทำให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งต้องตกเป็นภาระของ องค์กรพัฒนาเอกชน (Non-governmental organizations : NGOs) ซึ่งปัจจุบันมันก็เป็นอย่างนั้นอยู่ NGOs นั้นหาทุนไม่ใช่ง่าย และการทำงานเชิงพื้นที่ต้องใช้เวลาและทุ่มเทมาก จนกระทั่งหาแกนนำ และช่วยฟูมฟักเค้าให้เป็น ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ต่อสู้กับอุปสรรคและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ซึ่งเข้าไปกุมอำนาจตามกฎหมาย ... มันไม่ควรจะเป็นอย่่างนี้ คนที่อยู่ในอปท. ควรจะเป็นคนที่อยากให้ชุมชนเข้มแข็งจริงๆสิ.... ท้ายที่สุดแล้ว การเขียนข้อเขียนนี้ก็เพื่อกระตุ้นเตือนให้เพื่อนพี่น้องได้เห็นสิ่งที่กำลังเคลื่อนอยู่หลังม่านความวุ่นวายนี้ ซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญต่อการเมืองไทยในระยะยาวอย่างยิ่ง .... November 28 The night I couldn't sleep...Tonight is the night that I can’t sleep. I really don’t know why. Maybe it’s because I was watching the Matrix. But there must be some explanation why I choose not to go to bed and do as I plan the day before yesterday. One explanation is that I am concerned with the situation in my country. The situation is getting worse and worse. It’s been two days now since PAD takes control of the Don Mueng and Suwannabhum airports and this inevitably affects our country at least the perception the world has on Thailand right now. People start killing each other who is on the different side. We don’t know what will be the government decision on this matter. The military too we don’t know. One side we know is that นปก. which will definitely cause the riot if the military intervene by the coup. I don’t know how and why, but somehow, my hunch said PAD might lose this fight…. The causes come from both sides, the government and PAD itself. Somehow, I think this government and its members are too bad than we could imagine. They could have done something unmorally, such as masacre or something and claim that this is the thing they have to do because the PAD is rebelling. If they will do, they can. For the PAD side, after they capture both airports and all the violence occured along the way, they have lost their legitimacy to non-bias educated middle class people already. I really think this group of people is the key player who can change the result or at least maintain it as it was. What makes non-bias educated middle class people so important in this game? I think it’s because they look at the situation as it has been. Look at it, cut into pieces, and discuss with information and reasons what the situation is going on. Their voice represents the truth or at least the closest approximate truth. Only the truth has weight in the world. It is what people would believe and finally be convinced. If you ask who would international society listen to, it would be these people. As far as I can see now, the legitimacy goes to the government. Of course, not for killing people, but for staying in power and using the appropriate measure to stop the situation. I think now it comes to the point of which the government has to decide what measure will do use to stop this incident. If they really connect to Mr.Taksin, I’m sure the measure will be painful to PAD leaders and those who are against him. Mr. Taksin will act through the government and revenge those who force him to leave the country. This time he will not let any seed for the next demonstration left. For now I just hope that the scenario will not happen. The story will end peacefully and for the best of our country. No more people die for any idiology or anyone. November 27 นายกลาออกหรือไม่? เพราะเหตุใด เมื่อสักพักใหญ่มาแล้วหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม ผมเคยเขียนข้อความลงใน Blog
ของผม ระบุว่า ผมว่านายกฯควรลาออก (แต่ว่ามันอยู่ที่อื่นไม่ใช่ใน
blogspot)
หลังจากนั้นเพื่อนผมจากเพชรบูรณ์ที่ไม่ได้เจอกันมานานแสนนานผ่านเข้ามาเจ
อบล๊อกผมและถามว่า ทำไมนายกฯ ถึงควรลาออก หรือยุบสภาฯ ก็ตาม
ทั้งๆที่นายกฯมาจากการเลือกตั้ง
ผมสัญญากับเค้าว่าจะส่งเมล์ไปอธิบายว่าทำไมผมถึงเห็นอย่างงั้น
แต่ยังไม่ได้ส่งเมลไปซักที วันนี้ถือเป็นวันดีที่จะเขียนตอบเพื่อน คนน้ันๆ เนื่องจากวันนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีคนขอให้รัฐบาลยุบสภา พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม ได้แถลงว่าที่ประชุมคณะกรรมการได้เสนอให้รัฐบาลยุบสภา และ พันธมิตรยุติการชุมนุม เพื่อแก้ไขสถานการณ์ของประเทศ ตอนแรกผมก็ไม่ ค่อยเห็นด้วยกับการเสนอให้รัฐบาลลาออกหรือยุบสภาในตอนแรกเท่าไหร่ เพราะมันดูไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าใดนัก แต่ว่าหลังจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามการชุมนุมผิดกระบวนการสลายการชุมนุมสากล ผมคิดว่า นายกรัฐมนตรีควรจะลาออก และเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีด้วย แต่ไม่ต้องยุบสภา ในกรณีนี้ ความแตกต่างของการลาออกกับยุบสภาก็คือ หากนายกฯ ลาออก มีเพียงแค่คณะรัฐมนตรีที่จะจะต้องแต่งตั้งใหม่ แต่ไม่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ในขณะที่การยุบสภาคือ การยุติสถานะการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ หากว่ากันตามจริง ผมเห็นว่า จากเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ รัฐบาลในฐานะคนที่กำกับดูแลการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นควรลาออก ซึ่งในทางหนึ่ง พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธก็ได้ลาออกจากตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีแล้ว เนื่องจากไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ถามว่า นายกฯ ควรจะลาออกด้วยหรือไม่ ? ถ้าลองนึกกันเล่นๆ สมมติเรามีหัวหน้าห้อง และรองหัวหน้าห้อง ถ้าหัวหน้าห้องได้มอบหมายงาน A ให้รองหัวหน้าห้อง งาน A นี้มีผลต่อคะแนนของคนทั้งห้อง อาจทำให้ตกหรือผ่านได้ แต่รองหัวหน้าห้อง ทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ทำให้เพื่อนบางคนสอบตก เมื่อผิดพลาดหัวหน้าห้องยังไม่ได้เข้ามาดูแลสถานการณ์ทันทีด้วย ทำให้มีเพื่อนอีกหลายคน สอบตกไปอีก รองหัวหน้าห้องนั้นผิดแน่ และควรจะรับผิดชอบ แต่หัวหน้าห้องควรจะทำอย่างไร? หัวหน้าห้องควรจะ โทษรองหัวหน้าห้องอย่างเดียวและตัวเองไม่ขอโทษและรับผิดชอบเลย เพราะว่ามอบหมายงานไปแล้วงั้นหรือ? นั่นก็จะเป็นผู้นำที่แย่ทีเดียว อย่างน้อยที่สุด หัวหน้าห้องควรจะขอโทษจากความผิดพลาดในครั้งแรก และเข้ามาแก้สถานการณ์ตั้งแต่มีเหตุผิดพลาด แต่หากหัวหน้าห้องยังเมินเฉย ไม่เข้ามากำกับดูแลสถานการณ์ไม่ให้เสียหายมากกว่าเดิม สำหรับผมแล้ว อันนี้เป็นความผิดของหัวหน้าโดยตรงที่ไม่กำกับดูแลรองหัวหน้า ถ้ารองหัวหน้าทำพลาด หัวหน้าต้องรับรู้รับทราบและเข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้เลวร้ายลงไปกว่า เดิม สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ก็มีลักษณะคล้ายกัน คือในช่วงเช้าที่รัฐสภาที่มีการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตาทันที โดยไม่มีขั้นตอนอื่นก่อนหน้านั้นตามที่ควรจะเป็น ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตบางส่วนนั้น เป็นความรับผิดชอบของรองนายกรัฐมนตรี แต่การที่ในช่วงกลางวันและช่วงเย็นยังมีการปราบปรามผู้ชุมนุมดูแก๊สน้ำตา อยู่ จนเกิดการปะทะกัน มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและตำรวจนั้น นั่นแหละ เป็นความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีแล้ว ที่ควรจะเข้ามาดูแลสถานการณ์มิให้รุนแรงมากไปกว่าที่เป็นในตอนเช้า ฉะนั้น โดยสรุปคือ นายกรัฐมนตรี ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงกลางวันและเย็นที่ยังคงมีการปราบ ปรามผู้ชุมนุมโดยรุนแรงอยู่ เพราะหากรองนายกฯทำพลาดแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องเข้ามารับช่วงต่อและกำกับดูแล แต่ในเหตุการณ์นั้นนายกฯ ปล่อยให้เหตุการณ์บานปลายไป ความเสียหายในทรัพย์สิน ยังสามารถรับผิดชอบได้ด้วยการชดเชย แต่ความเสียหายในชีวิตและร่างกายของคนทุกฝ่ายอันเนื่องมาจากความผิดพลาดใน การกำกับดูแลการดำเนินงานของผู้ใต้บังคับบัญชานั้น ผู้รับผิดชอบต้องรับผิดชอบด้วยอะไรที่มากกว่าการชดเชย การขอโทษ ... การลาออกดูเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่สมน้ำสมเนื้อพอสมควร และควรบวกด้วยการเข้าสู่กระบวนการสอบสวนทางอาญาด้วย! การอ้างว่า เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีเลยกับสถานการณ์ข้างต้น คนไทยเลือกรัฐบาลมาเพื่อบริหารประเทศตามกฎหมายและกติกาที่มีอยู่ในสังคม เมื่อรัฐบาลทำผิดกติกาเสียเอง หรือหมดความสามารถในการควบคุมให้การดำเนินงานของตนเป็นไปตามกฎหมาย แม้ว่าจะมุ่งเพื่อประโยชน์บางอย่างก็ตาม รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบด้วยวิธีการอะไรบางอย่าง เพื่อให้คนอื่นที่สามารถทำประโยชน์เพื่อสังคมตามกติกาได้มาดำเนินการต่อ ในกรณีนี้เป็นการสูญเสียอวัยวะและชีวิต และนายกฯขาดความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ ก็ควรจะให้คนอื่นมาทำหน้าที่นี้แทน ฉะนั้น สำหรับผมแล้ว หากคิดตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น นายกรัฐมนตรีนั้นหมดความชอบธรรมในการบิรหารประเทศไปแล้วเพราะไม่สามารถ ควบคุมสถานการณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม ไม่ให้มีการเสียเลือดเนื้อได้ ตามกฎหมาย เมื่อนายกรัฐมนตรีลาออก คณะรัฐมนตรีก็ต้องออกด้วยเช่นกัน ฉะนั้น นับตั้งแต่วันนั้น คณะรัฐมนตรีชุดที่ทำงานกับนายกฯคนนี้เองก็หมดความชอบธรรมในการบริหารบ้าน เมืองไปโดยปริยาย (แต่ตัวรัฐมนตรีหากไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจดำเนินการใดๆเกี่ยวกับ เหตุการณ์ ก็น่าจะสามารถเข้ามาทำงานกับนายกฯคนถัดไปได้) อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในวันนี้ต่างไป สาเหตุที่พันธมิตรประชาชนเพือประชาธิปไตย ชุมนุมใหญ่และใช้มาตรการทุ่มกำลังครั้งสุดท้ายนั้น เป็นเพราะรัฐบาลพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่เป็นประโยชน์กับนักการ เมืองที่ถูกลงโทษโดยคำตัดสินจากองค์กรที่เกิดขึ้นจากประกาศคณะมนตรีความ มั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในช่วงหลังการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ประเด็นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ และการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกเท่านั้น มิใช่ยุบสภา เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนและหากเขียนในที่นี้ก็คงจะเป็นอีกเรื่องนึง เห็นควรว่าน่าจะเขียนไว้ใน entry ถัดๆไปจะดีกว่า November 04 ๋Journal 03/11/51 ช่วงนี้เปิดเข้าไปดูเฟซบุ๊คบ่อยๆแล้วมักจะเห็นคุณหวานเย็น แห่ง St.Andrews , Scotland เขียน Journal รายวันแล้วดูมีความสุขดีเลยคิดว่าน่าจะเขียนกับเค้าบ้างเหมือนกัน วันนี้หลังจากกลับจากให้กำลังใจน้องฝ้ายในการสอบ ก็ไปเรียนกีต้าร์แจ๊สที่มหาวิทยาลัย ตอน 2030 - 2100 จริงๆคอร์สนี้เริ่มเรียนตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว อาจารย์เป็นคนโครแอต ที่บัดนี้เรายังจำชื่อเค้าไม่ได้ซักทีนึง แต่รู้ว่าแกเป็นนักกีต้าร์แจ๊สระดับโลก เคยเล่นกับคนดังหลายคนอย่าง Pat Methany, John Coltrane ฯลฯ แต่ละครั้งเนีื่องจากมีเวลาเรียนแค่ครึ่งชั่วโมง แกก็อัดเราซะ ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดกันเลยทีเดียว คือ เป็นเหมือนการสาธิตการบ้านมากกว่า ก็คือทำให้เห็นว่าเล่นยังไงแล้วเอากลับไปฝึกเองที่บ้าน สัปดาห์ที่แล้วก็เริ่มด้วย Scale และก็ Appeggio (สะกดงี้ป่าวหว่า) ของ Mode ต่างๆในเพลง Jazz ที่เป็นคอร์ดมีอยู่ 5 โหมด คือ Major, Dominant7, Minor, Half-Dim และก็ Diminish พวก Mode ต่างๆเหล่านี้ก็จะมีชุด Scale ที่แมทช์กัน คือ Major, Mixolydian, Dorian, Lokrian และก็ Diminish พอกลับบ้านมาก็ฝึก อ่านหนังสือเครียดหยุดพักก็ฝึกไป คิดว่าทำได้โอเคเลยล่ะ สัปดาห์นี้มาอีกชุดใหญ่อีกชุด เป็นเรื่องคอร์ด ... แกเอาชีตมาวางบอกว่า เนี่ยต้องรู้คอร์ด ตอนแรกเราก็เห็นพื้นๆเพราะว่าเป็น C , Am, Dm, G ธรรมดา เติม 7 ไปก็ยังเป็นอะไรที่คุ้นเคยอยู่ ...แต่ว่า คราวนี้มันมีวิธีจับคอร์ดต่างๆ คอร์ดเติมจากพื้นฐานข้างบนมากมายเหลือคณานับ เรียกได้ว่า เล่นอี pattern พื้นฐานนี่ได้ทั้งคอ กับเสียงที่ให้อารมณ์หลากหลายมากเลยทีเดียว แกสอนมาก็ช๊อคไปที ... ตามทันบ้างไม่ทันบ้าง --" จังหวะนี้เห็นอาจารย์เริ่มเครียด สงสัยต้องบอกแกว่าไม่ได้หัวไวขนาดน้าาน ... แล้วแกก็ให้ชีตคอร์ดมาอีกสองแผ่นบอกให้ไปฝึกเสีย เท่านั้นยังไม่พอ วันนี้ได้เริ่มเพลงแจ๊สมาตรฐาน Gentle Rain ของ Luis Bonfa นักกีต้าร์ชาวบราซิลเลียน อีกด้วย มีบางคอร์ดในบาง position ที่จำไม่ได้ว่าจับยังไง แต่ว่าโดยรวมกับสามารถเล่นให้อาจารย์ Improvise ได้ดีทีเดียว แกแอบชมเล็กน้อย แต่ไม่รู้ชมปลอบใจหรือเปล่า --" ...จากนั้นก็เป็นอันจบครึ่งชม. ตอนนี้เริ่มรู้สึกชัดขึ้นว่า การได้ "เรียน" ดนตรี นี่เป็นอะไรที่ช่วยในการฝึกสมาธิมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะเวลาต้องฝึกอย่างสเกล หรือว่า ฝึกพวกคอร์ดหรืออะไรก็ตามที่ต้องใช้ความถึก ฝึกฝนไปมาเยอะๆ คล้ายกับเป็นการทำสมาธิกลายๆ แต่ไม่ใช่สมาธิแบบนิ่ง แต่เป็นแบบเคลื่อนไหว ทำนานๆอาจเครียดได้เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าเหมาะดีเวลาที่จิตใจเริ่มจะเฉี่อยชา หดหู่ ดูมันช่วยได้จริงๆ รู้สึกว่านานมากแล้วที่ไม่ได้เรียนดนตรี ดีที่มีอะไรอีกอย่างมาให้หมกมุ่น โดยเฉพาะเวลาที่เรื่องเรียนมันเกือบจะลงตัวแล้ว (แต่ยังไม่ลงนะ...อีกนิดนึงน่า) |
|
|