Chol's profileอาจารย์บาทเดียวPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
December 24 เมื่อพรรคพลังประชาชนได้รับการเลือกตั้งเมื่อวานผลการเลือกตั้งไม่เป็นทางการได้ออกมาว่าพรรพลังประชาชน ที่ได้ฉายาว่าเป็น พลีนอมินัง ได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นอันดับหนึ่งจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมา อันดับที่สองคือพรรคประชาธิปัตย์ โดยเสียงส่วนใหญ่ของพลังประชาชน มาจากภาคเหนือและภาคอิสานตามคาด และเจาะพื้นที่ภาคใต้ได้ในบางเขตเลือกตั้ง ในขณะที่คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่เลือกประชาธิปตัย์กันมาก ปรากฎการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพ "สองนครา ประชาธิปไตย" ของศ.ดร.อเนก เหล่าธรรมทัต ได้อย่างชัดเจน และก็เห็นการให้ความสำคัญกับประเด็นที่ต่างกันในกลุ่มคนที่ต่างกัน คนในชนบทนั้นให้ความสำคัญกับประโยชน์ที่ตนได้รับจากนโยบายของรัฐบาลอย่างยิ่ง ซึ่งก็อาจจะต้องยอมรับว่าในแง่หนึ่งนั้น ประชาชนที่มีรายได้น้อยได้ประโยชน์จากรัฐบาลทักษิณอย่างชัดเจน และก็ต้องการให้นโยบายเช่นนั้นเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน ในขณะที่คนชั้นกลางนั้น ดูจะให้ความสำคัญกับเรื่องเชิงคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริตอย่างยิ่ง ดูได้อย่างชัดเจนจากกรณีที่คนชั้นกลางในหลายๆที่ได้ออกมาประท้วงรัฐบาลทักษิณอย่างล้นหลามในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะคนชั้นกลางดูจะได้ประโยชน์น้อยจากรัฐบาลทักษิณด้วย ... ผมเห็นด้วยกับคำของอาจารย์เจิมศักดิ์ปิ่นทองบางส่วน คือ เรื่อง สิ่งที่ประชาชนนิยม กับเรื่องคุณธรรมความถูกต้อง มันต้องแยกกัน คือ การที่ประชาชนเลือกพลังประชาชนเป็นส่วนใหญ่ มากกว่าประชาธิปัตย์ ก็ต้องยอมรับผลตรงนั้น เมื่อเป็นความต้องการของประชาชน แต่เรื่องการดำเนินการทางกระบวนการยุติธรรมต่อเรื่องการคอรัปชั่นต่างๆก็ควรจะดำเนินการต่อไป เรื่องเหตุุการณ์ไมสงบก็ควรระวัง แต่ผมคิดว่า เมื่อเรื่องมันเกิดก็ให้มันดำเนินการไปตามกลไก กติกา ตามทำนองคลองธรรม อย่าเพิ่งไปคิดล่วงหน้า อย่าเพิ่งไปทุกใจเสียใจไปก่อน ยิ่งเจอสถานการณ์ที่ไม่ชอบใจยิ่งต้องตั้งสติให้มั่นเพื่อจะได้ใช้ปัญญาพินิจพิเคราะห์ให้เต็มที่และทำอะไรให้ถูกต้องตามกติกาและทำนองคลองธรรม ตามสถานการณ์ที่มันเป็นจริงๆ มิใช่คิดไปเองก่อน... ...คนจะทุกข์ ก็ทุกข์เพราะใจคิดมากไปเอง... บ้านเมืองก็คงคล้ายกัน December 14 สรุปบทเรียน : สามเดือนแรกของ 5 ปีใน Postgradพรุ่งนี้จะกลับบ้านแล้ว สำหรับช่วงปีใหม่แรกของการออกมาอยู่นอกประเทศคนเดียว ... ผ่านมาเทอมนึงพอดีประมาณ 3 เดือนพอดีเลย ย้อนนึกกลับไปช่วงที่กำลังจะมาเรียนต่อ รู้สึกอย่างมากว่าการมาครั้งนี้จะเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เจอคนใหม่ๆ ทำอะไรใหม่ๆ อีกอย่างคือ คิดว่า สิ่งที่เคยทำมาเราจะไม่ได้ทำอีก ชีวิตจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเรียน เรื่องวิชาการจริงๆจังๆ คิดเหมือนกันว่า จะอยู่ได้มั้ยเนี่ย เพราะเป็นการจากบ้านนานๆครั้งแรกในชีวิตในที่ที่ใหม่จริงๆ และนอกจากนี้ยังจากดนตรี สิ่งที่รักเป็นอันมาก ไม่ได้เจอผู้คนที่เคยเจออีกเป็นเวลานาน การมาอยู่ 3 เดือนนี่กลายเป็นการเริ่มต้นที่ดี ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านจริงๆ มีรูมเมทที่เป็นผู้ชายที่น่ารัก เป็นคนจีนที่นิสัยดี มีพี่ๆน้องๆคนไทยที่ไม่รู้ไปคุ้นหน้ามาจากไหนเยอะแยะ แล้วก็รู้สึกสนิทใจจนบอกไม่ถูก เหมือนเป็นญาติโกโหติกากันมานานมากแล้ว (จริงๆอาจจะคิดไปคนเดียว -_-") ได้เจอเพื่อนจากทั่วโลกใน school เดียวกัน ซึ่ง เป็นความสัมพันธ์ที่ดี ทุกคนช่วยเหลือ เป็นมิตรต่อกันมากๆ ยิ่งเห็นหน้ากันก็ยิ่งเป็นเพื่อนกันมากขึ้น ยิ่งทำงานด้วยกันเรียนด้วยกัน ก็ยิ่งสนิทกันมากขึ้น เพื่อนๆใน Buddhist Society กลายเป็นกัลยาณมิตรที่สำคัญในทางธรรม แม้ว่าจะไม่มีคนไทยเลย มีผมเป็นคนไทย นับถือพุทธเถรวาทอยู่คนเดียว หลายคนเริ่มสนิททางใจ ... เราเริ่มรู้ที่รู้ทางมากขึ้น กินนอนอยู่ทุกวัน สนิทกับคนทำความสะอาด สนิทกับอาจารย์ที่สอนหนังสือ มีสังคมของตัวเอง ทั้งในชุมนุมพุทธและสมาคมคนไทย สนิทกับเพื่อนๆเอเชีย สนิทกับเพื่อนๆในคลาส ... ชอบใช้ห้องสมุด ... เริ่มมีแฟนเพลงที่นี่บ้างแล้ว ทั้งไทยและฝรั่ง :D เล่นกีฬา ... มีเพื่นอคนไทยในมหาวิทยาลัยอื่นจากการร่วมสังฆกรรมกับสามัคคีสมาคม รู้จักคนไทยเจ๋งๆทั่วอังกฤษ ..มีกัลยาณมิตรเชิงวิชาการทั้งไทยและเทศ ต้องขอบคุณเอ๊ะ บิ๊ก และน้องหลุยเอาไว้ตรงนี้ด้วยครับ เรียนรู้ที่จะแบ่งเวลา และมีวินัยมากขึ้น ...เรียนรู้ที่จะบาลานซ์เรื่องสุขภาพ สังคม และจิตใจ... เรียนรู้ที่จะเพิ่มผลิตภาพในการทำงานวิชาการ ... เรียนรู้ที่จะนำเสนอความคิดตัวเองในการเขียนงาน ...เรียนรู้ที่จะรู้และยอมรับว่าตัวเองยังต้องพัฒนาอย่างจริงจัง ... เรียนรู้ที่จะอยู่ในสังคมในสถานะต่างๆอย่างเหมาะสม ..เรียนรู้ที่จะเท่าทันอารมณ์และหัวใจตัวเอง เรียนรู้ที่จะยึดสิ่งที่ควรยึด และปล่อยสิ่งที่ควรปล่อยในความสัมพันธ์... เรียนรู้ที่จะอยู่ในวัฒนธรรมที่แตกต่าง และการดูแลสิทธิของตนเอง ... ที่นี่เริ่มกลายเป็นอีกบ้านนึงไปโดยปริยาย ...เพียงแต่ว่าเรามีครอบครัวใหญ่ๆ มีเพื่อนกลุ่มใหญ่ๆ ... ได้มีชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ควรจะมี เช่น ไปปาร์ตี้ ทำข้าวเย็นไปแชร์กัน ร้องเกะฯ .... กินข้าวกลางวัน ไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนๆ ในขณะเดียวกันก็เต็มที่กับเรื่องเรียน ถกวิชาการ แลกเปลี่ยนเชิงความคิดและประสบการณ์ ด้วยความตั้งใจอันยิ่งใหญ่ โดยรวมผมว่า ผมก็โตขึ้นเยอะนะ (แต่ตัวเล็กลงนะจะบอกให้) ... แม้จะมีคนบอกว่าจะแก่ได้กว่านี้อีกเหรอ ... แต่สิ่งที่สำคัญคือ ผมได้ถูกเติมเต็มส่วนที่หายไปในชีวิตวัยรุ่นจากที่นี่ ช่วงชีวิตที่ต้องถูกฝึกให้มีวินัย ฝึกให้เข้าสังคม ... ส่วนหนึ่ง อาจเป็นเพราะผมถูกดันให้เป็นคนที่ฝึกคนอื่นตั้งแต่ต้นก็ได้ ...เลยขาดประสบการณ์เหล่านี้ไปโดยปริยาย... และผมก็เห็นประโยชน์อย่างลึกซึ้งของการทำอะไรให้มันสุดจริงๆ อย่างการเล่นกีฬา ที่เล่นได้หลายชนิดโดยไม่ต้องอายใคร หรือการเล่นดนตรีและร้องเพลง ที่สามารถขึ้นเวทีได้อย่างมั่นใจ ... การสุดโต่งทางวิชาการ (เท่าที่เป็นไปได้) ก็ทำให้ราเรียนได้อย่างมั่นใจ ... การศึกษาสิ่งที่สนใจนอกเหนือจากเรื่องเรียน เช่นพุทธศาสนาก็ทำให้เราคุยแลกเปลี่ยนกับเพื่อนได้อย่างมั่นใจ และเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นจริงๆ ในทางนึงผมเลยสรุปกับตัวเองได้ว่า เรื่องกรรมเป็นตัวกำหนดเราในชาติภพถัดไป ไม่ต้องรอตายก่อนเลยครับ เรื่องนี้เห็นได้ชัดเจนมากๆ สิ่งที่ผมเป็นที่นี่ UEA มันเป็นสิ่งที่ผมสั่งสมมาจากเมืองไทย ชีวิตก่อนมาที่นี่ พอเรามาที่นี่ แม้ไม่มีใครรู้จักเราเลย เหมือนเกิดใหม่ มันก็มีทักษะ มีอะไรบางอย่างติดตัวเรามาจริงๆ นำพาเราไปสู่คนจำพวกหนึ่งที่เหมาะกับเรา ให้เราได้ทำกรรมดี กรรมช่ัวและให้เราได้รับวิบากกรรมของเรา กลับรอบนี้เพื่อให้ตัวเองหายคิดถึงคนที่บ้าน ... ให้คนที่บ้านคลายคิดถึงเราไปบ้าง ... อีกหน่อยคงไม่ได้กลับบ่อยๆแล้ว คงต้องอยู่ยาวไปอีกอย่างมาก 4 ปี ... เอาวะ 3 เดือนก็พอเห็นการพัฒนา 4 ปี คงมันน่าดูเลย ... :) December 07 ขอถวายแด่พ่อหลวงของเรา อยากให้ทุกคนทำใจสบายๆ
แล้วลองนึกตามคำถามของผมสักนิดนะครับ ตอนที่เราอายุ 18-19
ปีเราทำอะไรกันอยู่ ชีวิตเราเป็ฯอย่างไร ความรับผิดชอบเราเป็นอย่างไร พอเราอายุได้ 22 จบมหาวิทยาลัย แล้วเราคิดอยากจะทำอะไรอย่างไรต่อไป ?? เป้าหมายของเราคืออะไร ชีวิตเราเคยหรือน่าจะเป็นอย่างไรตอนเราอายุ 25 ผ่านเบญจเพศ เราจะแต่งงานอายุเท่าไหร่ (วงเล็บ ถ้ามี) ชีวิตของเรา หรือคิดว่าชีวิตของเราน่าจะเป็นอย่างไร ตอนอายุ 40 กว่าๆ ประสบความสำเร็จหรือยัง ตอนเราอายุ 55 ปี มันน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราวางแผนอะไรไว้กับชีวิตบ้าง? ในช่วงบั้นปลายชีวิต เรามองว่าเราชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร สุขสบายหรือไม่ ชีวิตครอบครัว ลูกหลานจะเป็นอย่างไร และถ้าเพิ่มเงื่อนไขอีกอย่างหนึ่งคือ ถ้าพรุ่งนี้เราเกิดประสบอุบัติเหตุและเสียตาขวาไป เราคิดว่า ชีวิตของเราจะเป็นแบบไหน เป็นแบบที่เราเพิ่งคิดกันเมื่อครู่หรือไม่ ------------------------------------------------------------ ทีนี้ลองฟังและคิดตามกับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ผมไปลองค้นคว้าเกี่ยวกับองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาดูครับ 2489 (19 พรรษา) ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ 2491 (21) ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ 2493 บรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเช่น วัณโรค อีกสองปีต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน 500000บาท ใช้สร้างอาคารมหิดลวงศานุสรณ์ เพื่อใช้ในกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์และผลิตวัคซีน BCG พระราชดำริอันเป็ฯโครงการช่วยเหลือประชาชนโครงการแรก เกิดขึ้นในปี 2494 (24 ปี) ... โปรดให้กรมประมงนำพันธุ์ปลาหมอเศจากปีนังเข้ามาเลี้ยงในสระน้ำพระที่นั่งอัมพรสถาน อีกสองปีต่อมา (26 ปี) ได้พระราชทานพันธุ์ปลาหมอเทศแก่กำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศนำไปเลี้ยงเพื่อให้มีอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้น 2495 (25) โครงการพัฒนาชนบทโครงการแรก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทาน รถบูลโดเซอร์ให้หน่วยตำรวจตระเวณชายแดนค่ายนเรศวรไปสร้างถนนเข้าไปยังบ้านห้วยมงคล ตำบลหินเหล็กไฟ ... เพื่อให้ราษฎรสามารถสัญจรไปมาและนำผลผลิตออกาจำหน่ายยังชุมชนภายนอกได้สะดวกขึ้น 2496 (26) พระราชทานพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เสร็จในปี 2506 2499 (29) ทรงผนวช และหลังจากทรงลาสิกขา ก็ทรงรักษาอุโบสถศีล (ศีล8) ในคืนวันอุโบสถนั้นอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด 2516/19 (46) - เหตุการณ์ 14 และ 6 ตุลาคม 2525 (55) - ริเริ่มการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 2531 (61) - ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการจัดตั้ง มูลนิธิชัยพัฒนา 2535 (65) - พฤษภาทมิฬ 2540 (70) - ประเทศไทยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสย้ำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง 2549 (79) - โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (เพียงตั้งแต่ปี 2525) รวม 3998 โครงการ/กิจกรรม + ฉลอง 60 ปีการครองสิริราชสมบัติ + การปฏิวัติรัฐประหาร --------------------------------------------------------------- แน่นอนว่า โอกาส ความพร้อม สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของเรากับพระองค์ท่านนั้นต่างกันมากจนเรียกได้ว่าเรานั้นอยู่เพียง "ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท" เท่านั้น ในหมู่องค์กษัตริย์ทั่วโลก พระองค์ท่านทรงเป็ฯที่ยอมรับว่าพระองค์ได้ทรงงานเพื่อประชาชนของพระองค์มาตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ 60 ปี อย่างหากษัตริย์องค์ใดเทียบเสมอเหมือนได้ แม้กษัตริย์ซึ่งอยู่ในสถานะเดียวกับพระองค์ท่านก็ยังมิได้เลือกที่จะทรงงานเพื่อประชาชนดังเช่นพระองค์ ถ้าลองคิดกันเล่นๆว่า ถ้าเรามีเงินเยอะมหาศาล มากพอที่จะทำอะไรก็ได้ ความตั้งใจของเราจะเป็นอย่างไร เราจะใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่นั้นไปทางไหน เราจะใช้ทรัพยากรและโอกาสเหล่านั้นเพือประโยชน์ของมหาชนหรือไม่ ??? หากพระองค์ทรงเป็นเพียงคนธรรมดา พระองค์ก็ทรงเหนือ พวกเราทุกคนด้วยความ "ตั้งใจ" ที่จะทำชีวิตของตัวเองให้มีคุณค่า ด้วยการทำคุณประโยชน์เพื่อคนอื่น และพยายามทำสิ่งดีๆ อะไรก็ได้ ภายใต้ทรัพยากรและข้อจำกัดที่ทรงเผชิญอยู่ ทั้งทางพระวรกายและทรัพยากร ---------------------------------------------------------------- ขอให้พวกเราใช้วันนี้เป็นวันที่เราได้ร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานเพื่อถวายพระพรชัยมงคล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอให้วันนี้เป็นวันที่เรา "ตั้งใจ" ที่จะทำให้ชีวิตของเราให้มีคุณค่าด้วยการทำสิ่งดีๆ เพื่อตนเอง เพื่อคนอื่น และไม่ทำสิ่งที่เบียดเบียนตนเองและคนอื่น ตามตำแหน่งแห่งที่ ตามโอกาส ตามศักยภาพและข้อจำกัดที่เรามี มิใช่เพียงเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แต่เพื่อเป็นมือน้อยๆที่จะช่วยกันสืบสานความตั้งใจของพระองค์ ให้เมืองไทยนี้เป็นเมืองที่มีความสงบ ความเจริญ และความอยู่ดีกินดี (ดังพระราชดำรัสว่าด้วยมูลนิธิชัยพัฒนา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2537) ---------------------------------------------------------------- แต่เพื่อ เป็นมือน้อยๆที่จะช่วยกันสืบสานความตั้งใจของพระองค์ ให้เมืองไทยนี้เป็นเมืองที่มีความสงบ ความเจริญ และความอยู่ดีกินดี (ดังพระราชดำรัสว่าด้วยมูลนิธิชัยพัฒนา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2537) --------------------------------------------------------------- ขอขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการในพระราชดำริ http://www.rdpb.go.th มูลนิธิชัยพัฒนา www.chaipat.or.th/ December 02 ปุจฉา: ตกลงจะเรียนรู้และยอมรับ หรือ ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึงผมได้สนทนากับพี่ยอดผ่านทาง MSN เมื่อซักสามนาทีท่แล้วและเห็นว่าเป็นประโยชน์มาก จึงเห็นควรว่าน่าจะเอามาแบ่งปันกันครับ --------------------------------------------------------------------------------------- Yod ปุจฉา : ตกลงจะเรียนรู้และยอมรับ หรือ ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง Chol วิสัจฉนา : ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง แต่ทุกก้าวที่เดินไปต้องเรียนรู้และยอมรับมัน เติมความคิดสติเราให้ทัน ฝันจะไป แต่ไม่มีสติ ... ก็จะมัวล่มหลงอยู่กับฝันและไม่ได้เริ่มซักที ... ถ้าไม่รู้จักเรียนรู้ระหว่างแต่ละก้าวที่เดิน เราก็จะต้อง suffer กับทุกข์เดิมๆซ้ำซาก ...ง ถ้าเราไม่รู้จักยอมรับ ในระหว่างทางที่เดินไปจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง ..... เราก็จะผิดหวังและท้อแท้จากความคาดหวังและความไม่พอใจในผลที่เราทำด้วยกำลังของตน Yod : เอ่อ มันบาด Chol : ------------------------------------------------------------------------------------------ Yod ปุจฉา : ถ้ามันไปด้วยกันไม่ได้ล่ะ ถึงคราวต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเราจะเอาทั้งคู่ไม่ได้ Chol วิสัจฉนา : ชีวิตเราไม่ได้จบการเลือกลง ณ จุดใดจุดหนึ่งนะพี่ ...ผมว่า .... มันเหมือน ประคับประคอง ต้นไม้สองสามต้นของเราให้โตน่ะครับ อาจจะมีต้นความฝัน ต้นความอยู่รอด ต้นรัก อะไรก็แล้วแต่ เหมือนต้นไม้ปกติ คือ มันก็โตได้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับมันน่ะพี่ ในบางช่วงเวลาของชีวิต มันอาจจะอยู่ในฤดูกาลที่ไม่เหมาะกับการโตของมัน แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทิ้งมันไปเลยซะที่ไหน... คนส่วนใหญ่ชอบโยนมันทิ้งไปก่อน ... ทั้งที่จริงๆแล้ว ฤดูกาลก็มีเปลี่ยนแปลง วันนึงในชีวิต ฤดูกาลก็ต้องหมุนมาให้ต้นฝัน ตันรักเราโตได้เสมอ -------------------------------------------------------------------------------------------- Yod ปุจฉา : โอ้ แจ๋ว ดังนั้นการวางไว้เฉย ๆ จะเท่ากับเป็นการปล่อยให้มันตายหรือไม่ หรือ เป็นการรอให้ถึงฤดูของมันก่อน ยังไงเราก็ต้องรดน้ำอยู่ดี Chol วิสัจฉนา: การวางเฉย กับการปล่อยปละละเลยไม่เหมือนกันนะพี่ ... :) ต้นไม้ลงว่าถ้าเรารดนำ้ใส่ปุ๋ยมันเรื่อยๆมันย่อมโตเป็นธรรมดา แต่เพราะฤดูกาลที่ไม่เหมาะสมอาจทำมันแคระแกรนไปบ้าง และไม่ออกดอกออกผล ... จนเมื่อฤดูกาลเหมาะ ดอกผลมันถึงจะออก ... ฉะนั้น การวางเฉย แบบไม่ทำอะไรเลย หรือปล่อยปละละเลย อาจจะทำให้มันตายได้ แต่การวางเฉย คือไม่ไปว้าวุน ไม่ไปไขว้คว้ากับสิ่งที่ยังไม่มาถึง ...แต่มั่นรดน้ำ ใส่ปุ๋ยให้มันเรื่อยๆ จนเมื่อฤดูกาลที่เหมาะผ่านมา(โอกาสนั่นเอง) ... มันจะได้โต ------------------------------------------------------------------------------- Yod ปุจฉา : แต่มันอาจรอเหมือนสัตว์ที่จำศีลก็ได้นะ Chol วิสัจฉนา : 555 ใช่พี่ แต่สัตว์จำศีลก็ย่อมกินอาหารกักตุนไว้จนพร้อม รอคอยฤดูใบไม้ผลิมาถึง ...แต่คนเรามักไม่กักตุน ความรู้ทักษะ เอาไว้รอฤดูใบไม้ผลิ ก็เลยตายไประหว่างฤดูหนาวเสียก็มาก หรือพอถึงฤดูใบไม้ผลิ ก็อ่อนปวกเปียกเจียนตายมิสามารถหาประโยชน์จากโอกาสเหล่านั้นได้ Yod : แจ๋วมาก ความรัก กับ การเจริญเติบโตของต้นไม้ และการจำศีลของสัตว์ ได้ข้อสอบไปถามนักศึกษาอีกข้อแล้วเอ็ง Chol : 555 จริงๆเรื่องนี้ก็ apply กับเรื่องการเดินตามความฝันหรือจุดมุ่งหมายในชีวิตได้ด้วยครับ |
|
|