Chol's profileอาจารย์บาทเดียวPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    February 25

    นักกีฬามหาวิทยาลัย--เราเอาเปรียบเขาอยู่หรือเปล่า?

    นักกีฬามหาวิทยาลัย -- เราเอาเปรียบเขาอยู่หรือเปล่า?
    ที่น่าเศร้าใจจริงๆก็คือ มหาวิทยาลัยดูจะไม่พยายามหาทางแก้ไขปัญหานักศึกษาที่เป็นนักกีฬาเลย และดูเหมือนเอาพวกเขาเข้ามาเพื่อใช้ให้พวกเขาเล่นกีฬาเท่านั้น แต่ไม่เคยมองเลยว่าพวกเขาจะเรียนหนังสือ และจบออกไปเป็นบัณฑิตที่พึงปรารถนาของคณะนั้นๆได้หรือไม่

    ตอนนี้เทศกาลสอบแห่งประเทศไทยกำลังมาถึง ทั้งการสอบเข้ามหาวิทยาลัย A-NEt O-Net ที่หวังว่าปีนี้จะไม่มีปัญหาอีก และการสอบปลายภาคของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และกลางภาคของพวกที่เรียนโครงการภาษาต่างประเทศ นักศึกษาจำนวนมากคงง่วนอยู่กับการสอบจำนวนมาก

    ในบรรดานักศึกษาทั้งหมด ผมคิดว่าคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกมองข้าม และบางครั้งถูกมองว่าเป็นตัวปัญหาก็คือ พวกกลุ่มนักกีฬา โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย ...

    อาจารย์ที่สอนเด็กนักกีฬามักจะประสบปัญหาว่าเด็กไม่ค่อยเข้าเรียน ไม่ค่อยส่งงาน และทำข้อสอบได้คะแนนไม่ดี นักกีฬามหาวิทยาลัยจำนวนมากต้องจบถึงปี 7 บางรายอาจจะไม่จบด้วยซ้ำ

    ตัวผมเอง มีนักศึกษาที่เป็นนักกีฬามาปรึกษาหลายครั้ง ตั้งแต่เทอม-สองเทอมที่แล้ว และขอให้ช่วยในเรื่องของการผ่าน เพราะเค้าไม่มีเวลาจริงๆ ซึ่งเหล่าอาจารย์ปฏิเสธที่จะให้มีการทำงานพิเศษเพื่อให้ผ่านวิชา แต่ผมก็บอกเค้าชัดเจนว่า ถ้าให้ช่วยก่อนสอบนั่นย่อมได้ ผมเลยมีโอกาสได้พบเจอพวกเขาบ่อยๆ และได้พูดคุย

     ที่พบอย่างหนึ่งเลยคือ เหมือนว่า มหาวิทยาลัยมักปล่อยให้นักกีฬาพวกนี้ ดูแลเรื่องการเรียนของตัวเอง ซึ่งผมมองไม่ออกว่าเขาจะทำได้ไง เพราะขนาดเด็กธรรมดาที่ไม่เป็นนักกีฬายังดูแลตัวเองไม่ค่อยจะได้เลย ...

    พวกนักกีฬา ตอนมิดเทอม มักจะตรงกับช่วงกีฬามหาวิทยาลัยพอดีเสมอๆ ซึ่งต้องมีการซ้อมอย่างหนัก บ้างต้องเก็บตัวต่างจังหวัด เวลาในกาเรรียน ในการอ่านหนังสือเขาไม่มีเลยจริงๆ พอจะกลับมาสอบมิดเทอมก็ทำไม่ได้ หลายๆคนก็ถอน (W) เพราะคะแนนต่ำมากๆ

    สำหรับวิชาผม ผมกระตุ้นให้เด็กๆยังสู้ต่อ แม้จะได้คะแนนต่ำก็ตาม แต่ผมก็ติวให้เขาอย่างเต็มที่เหมือนกัน ...

    จากเทอมที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่า จริงๆเด็กๆพวกนี้ก็เหมือนเด็กทั่วไป เข้าใจเรื่องต่างๆได้ดี จริงๆแล้วอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางดีด้วยซ้ำไป เพราะนักศกษาที่ผมติวให้เต็มที่ (ไม่เคยบอกข้อสอบเลยนะ สาบานได้) ทำข้อสอบได้ดีมาก จนเขาสามารถผ่านได้เกรด D ได้ จากมิดเทอมได้คะแนนเพียง 6 คะแนน จึงเห็นได้ว่า หากมีเวลามากพอ ที่พวกเขาจะทำความเข้าใจ และมีคนให้ถามได้จริงๆ เขาก็ทำผลการเรียนได้ดี ... ถ้าเขาสามารถมีเวลาเหล่านี้ได้ตั้งแต่ก่อนมิดเทอม เขาน่าจะทำผลการเรียนได้ดีกว่าที่เป็นอยู่มาก

    นอกจากเรื่องเวลาเรียนแล้ว ภาพพจน์ที่เขามีต่อตนเองก็สำคัญมากเหมือนกัน การที่เงื่อนไขชีวิตเขาเป็นแบบนั้น ทำให้เขาคิดว่าพวกเขาเรียนอ่อน เลยขาดความมั่นใจที่จะคิด ที่จะทำอะไรต่างๆในเชิงวิชาการหรือการเรียน ส่งผลให้ความทุ่มเทและตั้งใจของเขาด้วย และถ้าอยู่ในหมู่นักกีฬาด้วยกันก็อาจจะพาลไม่เรียนไปเลยก็ได้

    ที่น่าเศร้าใจจริงๆก็คือ มหาวิทยาลัยดูจะไม่พยายามหาทางแก้ไขปัญหานักศึกษาที่เป็นนักกีฬาเลย และดูเหมือนเอาพวกเขาเข้ามาเพื่อใช้ให้พวกเขาเล่นกีฬาเท่านั้น แต่ไม่เคยมองเลยว่าพวกเขาจะเรียนหนังสือ และจบออกไปเป็นบัณฑิตที่พึงปรารถนาของคณะนั้นๆได้หรือไม่

    ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัวมาก ... ผมเห็นว่าเด็กมีแต่จะเสียประโยชน์อย่างมากในระยะยาว เพราะอาชีพนักกีฬามันก็มีช่วงเวลาของมัน แต่โดยมากก็ไม่เกินวัย 30 - 40 ปี และถ้าในช่วงอายุนั้นจะอยู่ได้ก็ต้องเก่งมากทีเดียว ... แล้วใครจะรับประกันเรื่องันั้น และหลังจากหมดอาชีพนักกีฬา เขาจะมีทางเลือกอะไรเหลืออีก ? หรือแค่ให้เด็กๆเอามหาวิทยาลัยเป็นที่ชุบตัวเท่านั้น? (ซึ่งส่วนใหญ่ก็แทบจะจมบ่อชุบตัว ขึ้นมาไม่ได้)

    มหาวิทยาลัยควรจัดการเรื่องนี้ตั้งแต่การรับเข้าเรียน -- ถ้าเด็กเรียนไม่ได้ก็ควรจะให้เขาเรียนในสาขาอื่น หรือถ้าจะรับเข้ามา กระบวนการในการดูแลเรื่องการเรียนการสอนของนักกีฬา ก็ควรจะจัดให้เป็นการเฉพาะ เช่น มี class นักกีฬา ในช่วงค่ำ หรือช่วงเวลาว่างไปเลย ซึ่งนั่นก็ต้องอาศัยความทุ่มเทของอาจารย์ประกอบกับ เงินชดเชยหรือระบบแรงจูงใจอาจารย์ด้วย

    ไม่งั้น ผมก็มองไม่ค่อยเห็นอนาคตของเด็กนักกีฬาเท่าไหร่นัก ... และผมก็จะรู้สึกละอายกับมหาวิทยาลัยนี้ที่หาประโยชน์จากเด็กนักกีฬาโดยที่ไม่ดูแลเขา

    February 16

    The wind of change is coming:::::::

    เมื่อวานเป็นวันที่ได้ไปเล่นลานโฟลค์ ครั้งสุดท้ายของ ปี ซึ่งตามธรรมเนียมของเด็กๆก็จะเป็นเสมือนการ reunion ของพวกพี่ๆรุ่นเก่าๆ คือ มาเล่นร่วมกัน และในที่นี้ พี่รุ่นเก่าๆก็คือพวกเรานั่นเอง พวกเราคือ มี ผม(ชล) อุ้ย(ญ) หยู โจ้ ปัญญ์ ไปเล่นร่วมกัน และก็มีน้อง อย่างแก๊ป มาช่วยแจมด้วย
     
    เพลงที่เล่นก็มี
     
    - combo -- ฤดูที่แตกต่าง, ฤดูรัก, หมอกหรือควัน, รักคือ, และแรงโน้มถ่วง
    - ถ้าปล่อยให้เธอเดินผ่าน
    - เจ้าหญิง
    - คืนนี้ขอหอม
     
    การเล่นก็ยังคงเป็นสไตล์เดิม คือ กีต้าร์สองตัว เพอร์คัชชั่น และนักร้อง มิได้ให้ความสำคัญกับการแสดงประกอบสักเท่าใดนัก แต่ให้มความสำคัญกับ ลำดับของเพลง จังหวะตลอดทั้งการแสดงควรจัดเรียงอย่างไรมากกว่า และที่สำคัญคือ ความ "สด" ที่เป็นเอกลักษณ์ของวงก็ยังคงเดิมอยู่ ... ไม่ใช่ไม่ได้ซ้อมนะ แต่ก็อาศัยการ improvise เสียส่วนมากเลย ในการโซโล หรือการร้องก็จะปล่อยอารมณ์ออกมาเต็มที่
     
    ซึ่งต่างจากน้อง Folk สมัยนี้ที่ เครืองดนตรีจะมากมาย เพลงจะเป็นออกแนว dance หรือ R&B หรือเป็นพวกผ่าเหล่า ผสมผสานเพลงหลายแนวเข้าด้วยกัน การแสดงเป็น variety ซึ่งถ้ามองเรื่องความเหมาะสมของการเป็นชุมนุมชมรม นับว่ายอดเยี่ยม เพราะว่า ทำให้เกิดการจ้างงานในหมู่สมาชิกมากมาย คนมีส่วนร่วมได้มาก แต่ถ้ามองในเชิงของจิตวิญญาณของดนตรีอคูสติกแล้วก็ชวนให้ตั้งคำถาม
     
    จากการตั้งข้อสังเกต ผมคิดว่า ในการแสดงดนตรี มันอาจจะแบ่งออกได้เป็นอย่างน้อย 2 แบบ คือ แสดงเพื่อนำเสนอตัวตนและความสามารถของตน --- และแสดงเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชม
     
    การแสดงเพื่อนำเสนอตัวตนและความสามารถของตน นั้นก็คือ การนำเพลงที่ตัวเองแต่มาเล่น หรือการโชว์ความสามารถพิเศษทางดนตรีของเราให้คนที่มาดูได้เห็น และรู้ว่าเราเป็นอย่างไร และรู้ว่าเรามีความสามารถพิเศษถึงเพียงไหน ... งานนี้ผู้เล่นเป็นศูฯย์กลาง ... แต่การแสดงเพื่อความบันเทิงของผู้ชมนั้น มีความต่างกัน ... แบบนี้จะต้องเอาผู้ชมเป็นศูนย์กลาง
     
    ถ้าเป็นแบบแรกนั้น ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ การประกวดดนตรีต่างๆ ที่คนขึ้นเล่นมีหน้าที่แสดงความเป็นตัวเอง และแสดงความสามารถพิเศษทางดนตรีให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตากรรมการและสาธารณะชน  ...
     
    ในแบบหลังอาจจะนึกถึง การเล่นดนตรีในร้านอาหาร หรือในผับ คือ ถ้าเล่นเพลงที่ตัวเองอยากเล่นอย่างเดียว คนก็ไม่ฟัง ก็ไม่รู้จะจ้างมาเล่นทำไม เพราะถ้าคนไม่ฟัง ก็ไม่เข้าร้าน ร้านก็เสียลูกค้าอีก
     
    ตัวอย่างที่ดูจะเป็นดุลยภาพของทั้งสองแบบคือ นักร้องอาชีพทั่วไป ... เขาจะออกเทปของเขามาก่อน เพื่อ ให้คนรู้ว่าตัวตน ความสามารถของเขา เป็นอย่างไร ถ้าคนชอบ คนก็ซื้อเพลงฟัง หรืออาจจะแอบโหลดทางเนต (แอบเลวเลย) ... เมื่อคนดูชอบแล้ว คือฟังแล้วรู้สึกดี มีความสุข อยากฟัง ... จึงสามารถจะคอนเสิร์ตได้ โชว์ได้ คนมาดู ก็ได้ฟังเพลง ได้เห็นความสามารถที่เราอยากเห็น มีความสุข ... คนเล่นก็ได้เล่นเพลงของตัวเอง และโชว์ตัวตน โชว์ความสามารถ
     
    ถ้าการโชว์นั้นผิดกาลเทศะ กิจกรรมนั้นก็จะเซ็งกันไปเลยทีเดียว ... เช่น งานเร็วๆนี้ของ WBYC จัดที่สวนเบญจกิติ เป็ฯงานที่ดี แต่น่าเสียดายว่า ศิลปินหลายคนที่มาในงาน นำเสนอเพลงของตนเอง ซึ่งมีมิติมาก แต่คนดูรู้สึกจะอยู่คนละมิติกัน เลยอาจจะงงๆกับเพลงที่เขามาเล่น ซึ่ง คิดว่าคนดูเองก็คงไม่โสภานัก ... จริงๆงานลักษณะนี้ควรจะเป็ฯงานที่ คนมาเล่นแล้วทุกๆคนมีความสุขมากกว่า  ...
     
     
    แต่เอาเถอะ ... การเขียน blog ครั้งนี้ จริงๆตอนแรก กะจะบอกว่า ... พอร้องเพลงเสร็จแล้วเนี่ย ... ก็เพิ่งตระหนักรู้จริงๆว่า เวลาผ่านมา 2 ปีแล้ว ที่เราเรียนจบการศึกษามา แต่วันเวลาก็ผ่านไปโดยที่เราไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก พึ่งจะมาครั้งนีแหละ ที่รู้สึกว่า ทุกๆอย่างกำลังจะจบลง การเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลกำลังจะเกิดขึ้นกับชีวิต
     
    ผมไม่เคยเข้าใจเลย ตอนที่แต่ละคนจบการศึกษา แล้วหลายๆคนก็รู้สึกต่างๆนานา เสียใจ รู้สึกจะไม่ได้เจอกันอีก อะไรแบบนั้น  ไม่เคยเลย ... ผมเพิ่งเข้าใจเนี่ยแหละ ... ว่า ความรู้สึกเหล่านั้นมันเกิดขึ้น เมื่อ เยื่อใยต่างๆที่เรามีกับสถานที่หนึ่ง หรือกลุ่มคนๆหนึ่งกำลังจะเปลี่ยนแปลง สูญสลายไป ... ถ้าในกรณีผมก็คือ ผ่านปีนี้ไป น้องที่รู้จักโฟล์คร่นเราก็หมดแล้ว ทุกคนจบแล้ว ... น้องๆในคณะที่สนิท ทันกัน รู้จักกันก็หมดแล้ว ทุกคนจบแล้ว... เพื่อนๆน้องๆที่สนิทกันก็กำลังจะต้องจากกันไกลจริงๆ เพราะหลายคนต้องไปเรียนต่อ กลับบ้านไปทำงาน ฯลฯ
     
    พอนึกแล้วใจมันก็หวิวๆ ... และนึกเสียดายอีกหลายๆอย่างที่ไม่ได้ทำ หรือยังไม่ได้ทำ
     
     
    การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ... ผมคิดว่า มันคงดี ถ้าเราได้ทำสิ่งที่เราอยากจะทำ ก่อนที่อะไรๆมันจะเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้
     
    ...::: แปลกจริงที่มันรู้สึกลึกลงไปถึงข้างในจริงๆแฮะ:::...
     
    February 08

    มิน่าล่ะ ทำไมรถเมล์เล็กเขียวถึงขับรถได้แย่ขนาดนั้น!!!

    เมื่อวันก่อนผมไปเป็นกรรมการสัมภาษณ์ทุนทั่วไปของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มา ทุนทั่วไปเป็นทุนที่มหาวิทยาลัยให้เปล่ากับนักศึกษาที่มีความลำบากทางด้านทุนทรัพย์ ฉะนั้นเด็กๆที่เข้ามาสัมภาษณ์เพื่อขอทุนส่วนใหญ่จึงเป็นนักศึกษาที่ที่บ้านมีรายได้ต่ำ บางคนครอบครัวแตกแยก หรือกำลังประสบปัญหาหนี้สินหรือปัญหาถูกไล่รื้อที่บ้างก็มี แต่มีนักศึกษาคนหนึ่ง ชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ ผมเปิดดูประวัติเค้าแล้วปรากฎว่า คุณพ่อเขาได้เงินเดือน 20,000 บาท ต่อเดือน ซึ่งสูงมาก และในประวัติบอกว่าคุณพ่อทำอาชีพรับจ้าง ขนส่ง ก็เลยถามเจาะในรายละเอียด เลยได้ความว่า พ่อเขาขับรถเมล์เล็กสีเขียว
     
    ... ผมเลยได้ทีถามใหญ่เลย จากการถามได้ความโดยสรุปดังนี้ครับ
     
    พ่อน้องเขาเป็นเจ้าของรถสาย 14 จำนวน 1 คัน วิ่งจาก อนุสาวรีย์ชัยฯ ถึง สวนลุมพินี ในสาย 14 เอง จะมีรถอีกหลายคัน บ้างก็เป็นรายย่อยเหมือนคุณพ่อ บ้างก็เป็นรายใหญ่ มีรถ 10 กว่าคัน แล้วจ้างคนมาขับ ตอนนี้ คุณพ่อน้องเค้าเองก็จ้างคนมาขับเหมือนกัน เพราะคุณพ่ออายุมากขึ้นแล้วตาไม่ดี ฉะนั้นรถเมล์เขียวนี่ ถ้าจะตามตัว หรือต่อรองอะไรต่างๆจะเป็นไปได้ยากมากเพราะเจ้าของแยกกันแตกกระจายหมด ต่างจากรถเมล์ของขสมก.หรือรถเมล์ใหญ่ ที่จะมีเจ้าของเดียว แล้วได้สัมปทานทั้งสาย 
     
    ในการจ้างคนขับรถนั้น ไม่ได้มีขั้นตอนหรือเอกสารอะไรเลย ขอเพียงมีบัตรอนุญาตขับรถก็สามารถทำได้แล้ว และเจ้าของเอง(อย่างน้อยก็พ่อน้องเขา) ก็ไม่สามารถบังคับสัญญาคนขับได้มากนัก คือ บทจะเบี๊ยวไม่มาขับก็ไม่มา ต้องหาคนอื่นแทน เป็นต้น หรือถ้าคนขับไปขับรถก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกกระทำหรือผู้กระทำ เจ้าของรถเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด ตรงจุดนี้เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำไมรถเขียวบางคันถึงไม่ค่อยสนใจเรื่องความปลอดภัยหรือการรักษากฎจราจรมากนัก
     
    เงินเดือนที่ให้กับ คนขับ จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นเบี้ยเลี้ยงประจำวัน (ไม่ได้ถามว่าเท่าไหร่) และส่วนที่เป็นเปอร์เซ็นต์ จากการขับในแต่ละวัน เช่น 20% ของเงินที่ได้ในแต่ละวันเป็นต้น ผมเลยหายสงสัยว่า ทำไมพวกรถเขียวถึงต้องขับเร็วจี๋ และพยายามอัดคนเข้าไปให้มากที่สุดที่เป็นไปได้
     
    ด้วยสองเหตุผลข้างต้น คือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ คนรับผิดชอบคือเจ้าของรถ และมีเปอร์เซ็นต์ให้ด้วย ก็เลยทำให้มันตะบี้ตะบันขับขี่กันอย่างไม่ยั้งคิด และทำให้เกิดปัญหาเหมือนที่เป็นอยู่ ซึ่งปัญหานี้ร้ายแรงถึงชีวิตเลยทีเดียว
     
    คนที่น่าสงสาร จากการถามของผมคือ ตัวเจ้าของรถเอง คือ นอกจากค่าคนขับ เปอร์เซ็นต์ที่แบ่งให้แล้ว ค่าวิน ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่จัดวินรถเรียกเก็บ น้ำมันที่แพงขึ้นแล้ว ยังมีอำนาจต่อรองต่ำด้วย ทั้งกับคนขับ และคู่กรณีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ สำหรับด้านคนขับก็คือ หากเจ้าของรถไม่ได้วางเงื่อนไขตามที่กล่าวมาข้างต้น เช่น เปลี่ยนเป็นให้คงที่ หรือต้องรับผิดชอบอุบัติเหตุด้วย จะไม่สามารถหารคนมาขับได้ เพราะคนขับรถจะไปขับให้กับคนอื่นแทน ต้องอ้อนวอนกันมา  สำหรับกับคู่กรณีนั้น การชดใช้ค่าเสียหายไม่ได้มีกะเกณฑ์อะไรที่ชัดเจน ทั้งในด้านจำนวนเงิน และแต่ละกรณี สิ่งที่เดียวที่ทำได้คือ ต้องจ่ายตามที่เจ้าทุกข์เรียกร้อง เพราะถ้าไม่จ่าย แล้วเจ้าทุกข์ไปฟ้องกับทาง ขสมก. จะต้องถูกห้ามวิ่ง 1 สัปดาห์ ซึ่งก็เสียโอกาสไปมากโขเลยทีเดียว ...
     
    นอกจากนี้แล้ว เมื่อปลายรัฐบาลทักษิณยังได้มีนโยบายที่จะให้รถเขียวเลิกวิ่ง และให้เปลี่ยนเป็นรถแอร์แทน โดยรัฐจะให้เจ้าของรถเขียวเดิมกู้เงินไปซื้อรถแอร์ ซึ่งภาระเหล่านี้ก็ตกอยู่กับผู้ประกอบการอีกด้วย
     
    .... จริงๆเรื่องนี้ ประเด็นนึง หากต้องการจะแก้ปัญหารถเขียววิ่งแย่ๆ ก็ควรจะมาดูเรื่องการกำหนดกติกาของโครงสร้างเงินเดือน และการรับผิดชอบเมื่อเกิดอุบัติเหตุให้ชัดเจนไปเลย ถ้าปรับเรื่องเล่านี้ได้เหมาะสม ความแย่ และความอันตรายอาจจะลดลงได้มาก ... รวมถึงหากหาระบบอะไรที่พอจะแบ่งเบาต้นทุนของเจ้าของรถได้จะดีมากๆ เช่น ระบบการประกันอุบัติเหตุ อาจจะทำให้รูปของสหกรณ์รถเมล์เขียวก็ได้ แต่ละคนแบ่งเงินมากองกลางส่วนหนึ่ง หากเกิดอุบัติเหตุก็สามารถเอาเงินจากกองนี้ไปชดเชยได้ แต่ก็ต้องมีกติกาที่รัดกุมและอ่อนไหวต่อพฤติกรรมของเจ้าของรถและคนขับแต่ละคนด้วย 
     
    การแก้ปัญหาด้วยการยกเลิกเลยอาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากเกินไปหน่อย หรือหากต้องการยกเลิกรถเมล์เขียวก็ควรจะต้องพิจารณาผลกระทบ และพิจารณาเรื่องการทดแทนหรือการเปลี่ยนอาชีพของคนกลุ่มนี้ด้วย เพราะมันมิได้กระทบแค่พวกเขาเท่านั้น แต่ยังกระทบครอบครัวทั้งครอบครัวเลยด้วย โดยเฉพาะครอบครัวที่ยังมีบุตรศึกษาอยู่ อาจจะเป็นการตัดโอกาสอนาคตของชาติไปเลยก็ได้ ...