Chol's profileอาจารย์บาทเดียวPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
February 29 'Religious institutions have not done enough to speak out against climate change’ i have some funs for you to think of......i got a coursework that i have to do a debate and an essay for my climate change module. the title which i was randomly assigned for is.....Religious institutions have not done enough to speak out against climate change’ so i thought of you immediately, anythoughts? -Men ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- First of all , I have to say that I can give opinion only in Buddhism, because I don't know much about other religions.... and Thank you for thinking of me when you see this topic :D 'Religious institutions have not done enough to speak out against climate change’... To be honest, I have to say that, it is not the religion 'organisation's duty to say explicitly about the climate change, it's environmentalist duty... :P . In addition, for Buddhism, things change... and they change because of what we have done to them. This is 'Vi-pa-ga' (วิบาก) of mankind !!! However, the teachings within Buddhism, which are institutions, have been environmental friendly for long time. Teaching about 'Sun-Dod'(สันโดษ) - always be satisfied with what you've got by your own effort,... with what fits your needs, and your status, already said something about being efficient, don't use more than we should use in our own status, use only what we need, and try not to jealous others. When we are efficient enough, I think there will be less waste to take care of, hence, less carbon emission .. :P Another teaching was from the Buddha himself before he went Parinirvarna, it's about 'be pre-cautious' (อย่าประมาท น่ะ) . I think we've been not cautious at all while we were using those carbon fuel without thinking of any consequences. However, I think right now environmentalists and environmental scientists have been pre-cautious for a while... :) ... I hope those individuals will realise that very soon,.. including me !!!! These are some examples of what Buddha tought and related to the environmental issues, from my point of view. All in all, the teachings in Buddhism teach us to be efficient, i.e. use only what necessary, use resources at the sufficient level which enough to achieve goals efficiently. And the goal in Buddhism is to be away from suffering, so the resources used here are only for one man to survive in a condition that suit for the practice. ... and in general, the goal of Buddhism, i think, is to live in harmony within human society and all beings, ... So, Buddhism has been teaching something that prevent deforestations, over-used of resources, negative externalities. Go back to a few first paragraph that I said it's not monks or temples duty to say something about climate change, I mean that we can't complaint them because that institutions were not designed for this kind of issues. But as far as I know, at least Buddhism and Islam have some teachings that make people be friendly to the environment. So the thing is, don't complaint the religious institutions for doing nothing because it's not their duty, but environmentalist must know about those religions' teaching and start to talk with religious 'organisation' if they can cooperate with the environmentalist on this. I emphasise 'organisation' instead of 'institutions' because the rules in religion are already environmental friendly, but we need to coorperate with the 'organisation', e.g. the human part of institutions. Do not mess up with the institutions, but coorporate with the organisation, should be the policy implications. -p'Chol February 22 Man in the mirror: The song that makes me be me..MICHAEL JACKSON LYRICS "Man In The Mirror" I'm Gonna Make A Change, For Once In My Life It's Gonna Feel Real Good, Gonna Make A Difference Gonna Make It Right . . . As I, Turn Up The Collar On My Favourite Winter Coat This Wind Is Blowin' My Mind I See The Kids In The Street,With Not Enough To Eat Who Am I, To Be Blind? Pretending Not To See Their Needs A Summer's Disregard, A Broken Bottle Top And A One Man's Soul They Follow Each Other On The Wind Ya' Know 'Cause They Got Nowhere To Go That's Why I Want You To Know I'm Starting With The Man In The Mirror I'm Asking Him To Change His Ways And No Message Could Have Been Any Clearer " If You Wanna Make The World A Better Place Take A Look At Yourself, And Then Make A Change " I've Been A Victim Of A Selfish Kind Of Love It's Time That I Realize That There Are Some With No Home, Not A Nickel To Loan Could It Be Really Me, Pretending That They're Not Alone? A Willow Deeply Scarred, Somebody's Broken Heart And A Washed-Out Dream They Follow The Pattern Of The Wind, Ya' See Cause They Got No Place To Be That's Why I'm Starting With Me I'm Starting With The Man In The Mirror I'm Asking Him To Change His Ways And No Message Could Have Been Any Clearer If You Wanna Make The World A Better Place Take A Look At Yourself And Then Make A Change February 20 มาตรฐานความละอายต่อบาปของนักการเมือง...ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายยงยุทธ ติยะไพรัช สส. พรรคพลังประชาชน เป็นหนึ่งในผู้ที่กกต.ทำการสืบสวนสอบสวนว่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยการช่วยเหลือและติดสินบน กำนัน 10 คน ในจังหวัดเชียงรายหรือไ่ม่ ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า อนุกรรมการของกกต.ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ได้สรุปว่า นายยุงยุทธ นั้นผิดจริงและกำลังจะเสนอเรื่องกกต.ชุดใหญ่
การเล็ดลอดของข่าวดังกล่าวทำให้นายยงยุทธออกมาวิ่งเต้นต่างๆนานา ขอตรวจสอบหลักฐานกล้องวงจรปิดว่าเป็นการตัดต่อหรือไม่ และขอให้กกต.สอบพยานเพิ่มเติม พร้อมทั้งกล่าวว่านี่เป็นการจัดฉากเพื่อให้ตนรับผิด นอกจากการวิ่งเต้นอย่างเปิดเผย การวิ่งเต้นอย่างปิดบังก็ปรากฎให้เห็นจากข่าวเรื่องของการที่ สส.ที่ปูดเรื่องนี้ใน จ.เชียงรายขอถอนฟ้องไม่ว่าจะด้วยอันใดก็ตาม และกำนันในจังหวัดเชียงรายที่เป็นพยานก็ขอความคุ้้มครองเนื่องจากถูกขู่ฆ่า อย่างไรก็ดีเรื่องเหล่านี้ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกันอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี ... เรื่องนี้ทำให้ผมนึกไปถึงข่าวที่เราเคยได้ยินในการเมืองญี่ปุ่นหรืออะไรสักอย่าง ที่เมื่อนักการเมืองมีข่าวฉาว ...เพียงแค่มีกระแสข่าวฉาวออกมา ไม่ต้องถึงกับต้ังกรรมการสืบสวนสอบสวนเยี่ยงนี้ เค้าก็ตัดสินใจลาออกแล้ว เพื่อรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ...
อันนี้ไม่ได้บอกว่า คุณยงยุทธควรจะลาออก แต่ผมตั้งคำถามว่า มาตรฐานจริยธรรม โดยเฉพาะเรื่องความละอายต่อบาปของนักการเมืองของประเทศต่างๆ ที่ต่างกันแบบนี้ มีผลต่อระดับการพัฒนาของประเทศด้วยหรือไม่ ...
ความละอายต่อบาปก็เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่จะบอกว่าคนผู้นั้นเป็นคนดีหรือไม่ เพราะถ้ามีความละอายต่อบาป ก็ย่อมมีความยากขึ้นที่จะทำบาป แต่หากทำบาปได้อย่างหน้าด้านๆ ถ้าเป็นนักการเมืองก็อาจจะหนักไปในเรื่องของการพูดปด และการลักเอาของที่เค้าไม่ได้ให้เป็นหลัก ผมว่าเราหวังวไม่ได้เลยว่าคนๆนั้นจะเป็ฯคนดี เพราะทางต่ำนั้นเดินลงไปง่าย และเชิญชวนให้ลงต่ำเหลือเกินเมื่อทรัพย์ศฤงคารทั้งปวงกองอยู่ตรงหน้าให้หยิบฉวยเอาไป
เรื่องการทำตามสัญญาเช่น ทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ ก็เลิกหวังกันไปได้เลย ความน่าเชื่อถือต่ำมาก
คนที่แม้มาตรฐานความปกติแห่งความเป็นมนุษย์ คือผู้มีใจสูง อย่างศีล 5 ยังไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ...ในระดับปัจเจกย่อมนำไปสู่อบาย ความตกต่ำ ... นี่เป็นถึงนักการเมืองผู้นำประเทศ ...ประเทศไทยฦาจะถึงคราวตกต่ำกว่าที่เคยเป็นอยู่แล้วหนอ February 13 ข่าวร้าย...ช่วงนี้ผมเปิดดูเว็บ www.payakorn.com ค่อนข้างบ่อย เป็นเว็บที่มีโปรแกรมโหราศาสตร์ที่เราสามารถคีย์ข้อมูลของเราเข้าไปและจะมีดวงให้เราดู ทั้งพื้นดวง และดวงจร
ดวงที่ผมเพิ่งเปิดดูทำให้ผมลุ้นตัวโก่งเกี่ยวกับคะแนนงานไฟนอลของเทอมที่แล้วอย่างมาก เพราะในคำทำนายบอกว่าจะได้ยินข่าวร้าย ผมนี่นั่งกังวลใจอยู่นานสองนาน เพราะรู้ว่า ถ้าเป็นเราตรวจคงอาจจะให้คะแนนไม่ดีนัก เผลอๆจะตกหรือเปล่าก็ไม่รู้ จนวันนี้ไปรับคะแนนมาแล้วก็โล่งใจ เพราะคะแนนก็อยู่ในระดับดี จรงิๆแล้วได้คะแนนมากกว่างานที่ใส่ความตั้งใจลงไปมากกว่าเสียอีก ...สรุปคือ เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวร้าย
จนกลับมาที่ห้องก่อนเริ่มพิมพ์สักห้านาที จึงรู้ว่าข่าวร้ายคืออะไร และผมหงุดหงิดกับเรื่องนี้ขึ้นมามากกว่าเสียอีก เมื่อเปิดเว็บไซต์ manager.co.th และเจอพาดหัวข่าว ...
“เพ็ญ” ประเดิมแทรกแซงสื่อ เชือด “เจิมศักดิ์” ถอดรายการพ้นคลื่น 105 http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000018414
รายการ มุมมองของเจิมศักดิ์ เป็นรายการที่ผมฟังเป็นประจำเวลาอยู่เมืองไทย เวลา 0800-0900 น. ฟังแล้วรู้สึกประเทืองปัญญาดี เพราะว่า อาจารย์เจิมศักดิ์มักจะนำเรื่องเหตุบ้านการเมืองที่น่าสนใจมาวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล หลายแง่มุมให้ฟังอยู่เสมอ และหลายๆครั้งก็มักจะใช้มุมมองในเชิงเศรษฐศาสตร์และพุทธศาสตร์มาใช้ในการวิเคราะห์ และจากการฟังมาร่วมปี สังเกตเห็นได้ชัดว่า อาจารย์เจิมศักดิ์จะไม่ใช่คนแรงๆเหมือนอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ใช้อารมณ์กับเรื่องแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซ้ำยังเปิดกว้าง อนุรักษ์สัจจะ อีกด้วย คือ ก็มีการเผื่อถึงความเป็นไปได้อื่นๆด้วยหากยังมิได้มีหลักฐาน แต่แกจะอารมณ์ขึ้นอย่างมาก เมื่อมีอะไรผิดทำนองคลองธรรมเกิดขึ้น หรือมีสิ่งที่กระทบกับประโยชน์ของคนหมู่มาก โดยเฉพาะคนด้อยโอกาส นอกจากนี้ ในเรื่องที่อาจารย์ไม่รู้ ไม่ทราบ ก็จะเชิญคนที่รู้เรื่องราวมาสัมภาษณ์ สอบถามเพื่อให้ผู้ฟังได้รับรู้รับทราบข้อเท็จจริงจากปากของคนนั้น โดยเฉพาะในเรื่องการบ้านการเมือง และเศรษฐกิจ เป็นหลัก
ฉะนั้น สำหรับผมแล้ว "มุมมองของเจิมศักดิ์" เป็นรายการที่ดีมากๆรายการหนึ่งในวิทยุเมืองไทย อะไรที่ไม่ได้ฟังที่อื่นก็ได้ฟังที่นี่ ...
ผมคิดว่า การถอดรายการนี้ออกจาก FM105 ถือเป็นข่าวร้ายของผู้ฟังรายการ ประการหนึ่ง เพราะเคยฟังอยู่แล้วไม่ได้ฟัง นอกจากนี้ยังทำให้ขาดช่องทางข้อมูลข่าวสารและแง่มุมคิดต่อเรื่องการบ้านการเมืองที่แตกต่าง ประกอบการตัดสินใจใช้วิจารณญาณอีกด้วย ซึ่งมีผลต่อระดับความคิดอ่านและรู้เท่าทันของคนในสังคม (ก็คือ คนที่เคยพอจะรู้เท่าทันก็จะไม่รู้แล้ว...ที่ไม่รู้ก็จะไม่มีโอกาสได้รู้แน่ๆ) ซึ่งก็ถือเป็นข่าวร้ายของประเทศไทย ที่จะทำให้อันดับของเราในเรื่อง press freedom ต้องตกลงไปอีก หลังจากปัจจุบันเท่าที่ผมทราบคืออยู่ในอันดับ 107 จาก 137 ประเทศนะ??? (ลองเช็คดูอีกทีจะดีครับ...อันนี้จำมาจากงานของเพื่อนที่ทำ ph.d. ด้านคอรัปชั่น) ซึ่งอันดับเรื่องนี้ของเราตกลงอย่งาชัดเจน ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณเข้ามา จนกระทั่ง เสรีภาพสื่อเราต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกเสียอีก !!!
เสรีภาพของสื่อ นั้น เกี่ยวพันกับเรื่องคอรัปชั่นอย่างชัดเจน (ในเชิงวิชาการ ปล่อยให้เป็นหน้าที่นักวิชาการในเรื่องนี้บอกกล่าวก็แล้วกัน) หากคิดกันอย่างชาวบ้านๆ ก็คือ ถ้าคนมันทำอะไรในที่ลับได้ ก็จะละอายต่อบาปน้อยลง ก็ทำผิดมากขึ้น การมีสื่อเสรีคอยขุดคุ้ย หรือนำเสนอ เจาะลึกประเด็นที่ผิดทำนองคลองธรรม ก็เป็นการเปิดหน้าต่าง เปิดประตู ทำให้ที่ลับไม่ลับ ทำให้คนที่จะทำเลว ละอายต่อบาปมากขึ้น ประชาชนก็จะรับรู้รับทราบข้อมูลเกีย่วกับนักการเมืองมากขึ้น อันจะทำให้มีข้อมูลมากขึ้นในการเลือกผู้แทนของตนในอนาคต
ฉะนั้น เรื่องการปิดเสรีภาพสื่ออย่างรายการของอ.เจิมศักดิ์นี้จึงถือเป็นข่าวร้ายของชาติด้วย ในเชิงเศรษฐกิจ เพราะทรัพยากรที่ไม่ได้มีมากเลยของประเทศเราจะต้องถูกจัดสรรไปในมือของคนที่มีจะกินมากมายอยู่แล้วขนาดไหน ซึ่งจริงๆแล้วทรัพยากรเหล่านี้ หากถูกนำไปทำอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับคนที่ด้อยโอกาส ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ...นึกง่ายๆคือ ข้าวผัดกระเพราจานเดียวของคนจนๆ ย่อมให้ความพอใจมากกว่า ข้าวจานเดียวกัน ที่คนมีจะกินมากมายกินอยู่แล้ว ฉะนั้น ยิ่งทรัพยากรถูกจัดสรรไปให้คนที่มีใช้อยู่แล้ว ความสุขจากการใช้ก็ย่อมลดน้อยถอยลงไปมากแล้ว ... น่าจะถือได้ว่าเป็นการจัดสรรทรัพยากรที่ขาดประสิทธิภาพได้ ก็คือ ทรัพยากรไม่ได้ถูกจัดสรรไปในที่ที่มีประโยชน์สูงสุด
ในทางกลับกัน ข่าวนี้ก็เป็นข่าวร้ายของ อ.จักรภพ เพ็ญแข เหมือนกัน เพราะข่าวนี้ย่อมสร้างชื่อเสียงอันเสื่อมเสียแก่ คุณจักรภพเป็นแน่ ความเลื่อมใสเชื่อถือ ที่มีต่อคุณจักรภพ ในฐานะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นนักวิชาการ ย่อมหายไปแน่นอน (ไม่ใช่ลดลงนะ หายไป) เพราะคุณจักรภพได้เสียพรหมจรรย์ทางวิชาการไปแล้วโดยสิ้นเชิง เพราะบัดนี้ได้กลายเป็นนักการเมืองผู้หาผลประโยชน์ และรับใช้ผู้บังคับบัญชาโดยสมบูรณ์
นอกจากนี้ คุณจักรภพยังพัฒนากลายเป็นผู้พรากพรหมจรรย์จากวิชาชีพอื่นเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะวิชาชีพสื่อ
การกระทำของคุณจักรภพเป็นความพยายามพรากพรหมจรรย์ของสื่อ เนื่องจาก เป็นการกระทำเพื่อมุ่งหมายจะเชือดไก่ให้ลิงดู สร้างการรับรู้เกี่ยวกับการให้คุณให้โทษของการนำเสนอข่าวสารบ้านเมืองใหม่ ให้ชัดขึ้น ให้รู้ว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้ ซึ่งสื่อที่รักษาพรหมจรรย์ และยึดมั่นในพรหมจรรย์ย่อมไม่สามารถทนอยู่ได้ ยอมกลั้นใจตายดีกว่าจะถูกข่มขืนใจ ... ดังเช่นกรณี รายการของอ.เจิมศักดิ์ (บนฐานของข่าวตาม Link ข้างต้น)
ลองคิดดูว่า บ้านเมืองที่ปราศจากเพศพรหมจรรย์ คือ คนที่ดำรงตนโดยมุ่งหมายเพื่อจะศึกษาหาความจริงเพื่อประโยชน์ของมหาชน บ้านเมืองจะเจริญได้อย่างไร ...ถ้าเปรียบเทียบแบบแย่มากๆก็คือ หากบ้านเมืองเต็มไปด้วยคนที่สำส่อนทางเพศ ทั้งหญิงชาย เราจะเชื่อใจใครได้ว่ามีโรคหรือไม่มีโรค ความเชื่อใจกันย่อมตกต่ำ ระดับความรู้ย่อมลดลง บ้านเมืองย่อมถูกเลือก ถูกชี้นำไปในทางที่เป็นประโยชน์ของคนบางกลุ่มได้ง่ายขึ้น
โดยสรุปคือ ไม่เห็นทางอื่นเลยนอกจากบันไดที่เลื่อนลง ... และดูท่าแล้วอาจจกลายเป็นการดิ่งพสุทาลงเหวกันเลยทีเดียว February 12 ดนตรีนั้นคือชีวิต :Pไม่ใช่นักร้องลูกทุ่งนะ :P
วันอาทิตย์หลังจากกลับจากลอนดอน ไปงานเลี้ยงพิซซ่าบ้านของ แดน (ชาวเยอรมัน) อีกครั้ง คนเยอะมากๆ ประมาณ 20 กว่าคนได้ ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนๆจากเอกการศึกษาและการพัฒนาเป็นส่วนใหญ่ ทุกๆคนจะนำเครื่องที่ตนอยากรับประทานไปทำพิซซ่าหน้าของตัวเอง
ผมเอากีต้าร์ไป....แต่ไม่ได้เอาไปเป็นหน้าพิซซ่านะ
แดนบอกผมว่าให้ช่วยเอากีต้าร์ไปเล่นหน่อยในงาน ตอนนั้นเพื่อนๆญี่ปุ่นเริ่มเป็นแฟนเพลงผมอยู่บ้างแล้ว อิอิ ก็มี request เพลงล่วงหน้ากันบ้าง เราเริ่มเล่นดนตรีหลังทานอาหารเสร็จ ผมเล่นเพลงฝรั่งที่พอมีอยู่ใน stock บ้าง เปิดด้วย when you say nothing at all, September, How deep is your love., LOVE (Nat King Cole), I can't smile without you... ฯลฯ ตอนแรกไม่คิดว่า เล่นแล้วจะมีพลังมากขนาดนี้ ต้องขอคยนิดนึงว่า สาวๆ (หนุ่มด้วย บรึ๋ยยย) กรี๊ดกันสลบ ... อารมณ์ว่า ซาบซึ้งกับเพลงมาก พอจบเพลงเหมือนทุกคนเพิ่งกลั้นหายใจ ต้องถอนใจออกมาด้วยความซาบซึ้ง ... ผมนี่ไม่กล้ามองตาใครเลย กลัว ... หนุ่มๆนี่บอกว่า ผมก็หลงเสน่ห็ด้วยเหมือนกันนะเนี่ย ... เพื่อนบางคนบอกว่า จะถึงวาเลนไทน์แล้วอีกสามวัน ช่วยสอนกีต้าร์หน่อยดิ จะเล่นให้แฟนฟัง :)
ณ วันนี้ มี request เพิ่มมา 9 เพลงแล้ว !!!!
มีดนตรีนี่มันดีอย่างนี้ละน้า happy ดี ...ดนตรีบำบัด February 08 ประโยคเตือนใจ 8ถ้าจะไม่กำจัดเธอออกไปจากใจ ก็มองเธอเป็นลูกสาวเสีย
if you are not going to get rid of her from your heart, look at her as she is your daughter. ประโยคเตือนใจ 7ฝนก็ไม่ตก นั่งก็นั่งอยู่ในบ้าน แต่หลายๆทีคนก็ชอบถามว่า ทำไมชั้นถึงเปียกฝน
It's not raining... we are sitting in the house... somehow, sometimes , we ask why I am wet!
พุทธพจน์: ความสันโดษและความไม่สันโดษสันโดษ ความยินดี, ความพอใจ, ยินดีด้วยปัจจัย ๔ คือ ผ้านุ่งผ้าห่ม อาหารที่นอนที่นั่ง และยา ตามมีตามได้, ยินดีของของตน, การมีความสุขความพอใจด้วยเครื่องเลี้ยงชีพที่หามาได้ ด้วยความเพียรพยายามอันชอบธรรมของตน ไม่โลภ ไม่ริษยาใคร; สันโดษ ๓ คือ ๑. ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ คือได้สิ่งใดมาด้วยความเพียรของตน ก็พอใจด้วยสิ่งนั้น ไม่เดือดร้อนเพราะของที่ไม่ได้ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของคนอื่น ไม่ริษยาเขา ๒. ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลัง คือพอใจเพียงแค่พอแก่กำลังร่างกายสุขภาพและขอบเขตการใช้สอยของตน ของที่เกินกำลังก็ไม่หวงแหนเสียดาย ไม่เก็บไว้ให้เสียเปล่า หรือฝืนใช้ให้เป็นโทษแก่ตน ๓. ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควร คือพอใจตามที่สมควรแก่ภาวะ ฐานะ แนวทางชีวิต และจุดหมายแห่งการบำเพ็ญกิจของตน เช่น ภิกษุพอใจแต่ของอันเหมาะกับสมณภาวะ หรือได้ของใช้ที่ไม่เหมาะกับตน แต่จะมีประโยชน์แก่ผู้อื่น ก็นำไปมอบให้แก่เขา เป็นต้น;
http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%CA%D1%B9%E2%B4%C9&original=1?text=%CA%D1%B9%E2%B4%C9
“ภิกษุทั้งหลาย เรารู้ชัดถึงคุณ (คุณนี้หมายถึงคุณค่าก็ได้) ของธรรม ๒ ประการ คือ ความเป็นผู้ไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลายหนึ่ง ความเป็นผู้ทํา ความเพียรไม่ระย่อท้อถอยหนึ่ง ดังที่เป็นมา เราตั้งความเพียรไว้ไม่ย่อหย่อนว่า จะเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตามที แม้เนื้อและเลือดในสรีระเหือดแห้งไปก็ตาม หากยังไม่บรรลุผลที่บุคคลพึงบรรลุด้วย เรี่ยวแรง ความเพียรความบากบั่นของบุรุษแล้ว จะไม่หยุดความเพียรเสีย ภิกษุทั้งหลาย โพธิญาณเราบรรลุด้วยความไม่ ประมาท ธรรมอันเป็นเครื่องปลอดโปร่งรอดพ้นจากเครื่องผูกพัน เราบรรลุแล้วด้วยความไม่ประมาท”
http://118.175.68.30/books/pdf/kanpermprasittiphap.pdf February 05 ประโยคเตือนใจ 6จงเป็นผู้ไม่รู้จักพอในการศึกษาหาความรู้ และปฏิบัติธรรม
Do not feel enough for yourself in learning, acquiring knowledge and practicing
จงมีความเพียรอย่างไม่ย่อท้อเสมอ เพื่อให้ถึงจุดหมาย
Always try as hard as you can, to reach the goal. ผมกับคณิตศาสตร์ตอนนี้ตีสองยี่สิบแล้ว ยังนอนไม่หลับ เลยเขียนบล๊อกนิดนึงเพื่อแสดงความประหลาดใจกับปฏิกิริยาของตัวเองกับคณิตศาสตร์สักหน่อย
เมื่อวานมี workshop ของวิชา Macroeconomics of Development เป็น workshop ที่ให้แต่ละกลุ่มที่แบ่งไว้แล้วออกมาเฉลยการบ้าน อันเป็นโจทย์ให้เล่นกับ Solow growth Model ทั้งแบบ Textbook และแบบที่เพิ่มเติมทุนมนุษย์เข้าไปแล้ว (Augmented Solow Model) ซึ่งเต็มไปด้วยพีชคณิต และการใช้แคลคูลัสเต็มไปหมดเลยจริงๆ แต่ในห้องอาจจะประหลาดใจและคิดว่าผมชอบพีชคณิตและแคลคูลัสมาก เพราะว่าในห้องนี่ออกไป solve สมาการ ถูกบ้างผิดบ้าง ตามประสานักเรียน (ถ้าถูกหมดคงไม่มาเรียนเนอะ :P) หลังคาบไปกินข้าวกับเพื่อนนอเวย์ (Mari Kjenner) เธอก็ทักเหมือนกัน ว่าคุณคง enjoy คลาสตะกี้มากเลยนะ ...
จริงๆแล้วตอบไม่ค่อยถูก ... จะว่า enjoy ก็ใช่ สำหรับคนที่ไม่ชอบเลขมาตั้งแต่ม.3 เพราะตัวเองไม่ค่อยได้ทำแบบฝึกหัด พอฐานไม่แน่นก็เลยล้มครืนมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่เคยเข้าใจภาษาของคณิตศาสตร์อีกเลยว่ามันทำอะไรกันได้บ้าง สื่อความว่าอะไร
ตัวผมเองมองวิชาเลขว่าเป็นเหมือนอีกภาษาหนึ่ง เพราะประโยคยาวๆที่เราใช้คำพูดเขียนนั้นสามารถย่อให้สั้นลงด้วยตัวอักษรไม่กี่ตัว และแสดงความสัมพันธ์ (เหมือนคำกิิริยา) ด้วยเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ จุดเด่นของภาษานี้ก็คือ ในหนึ่งประโยค ที่มีความหมายเดียวกัน เราอาจจะมีวิธีพูดได้หลายอย่าง และแต่ละวิธีพูดก็อาจจะสัมพันธ์หรือเท่ากับประโยคอื่นได้อีกด้วย จุดด้อยก็คือ คำกิริยา อาจจะน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับภาษาปกติ และคำวิเศษณ์ (ค่าสัมประสิทธิ์) จะกำหนดขนาดได้คงต้องใช้ข้อมูลดิบๆมาต้มยำทำแกงอีกระดับหนึ่งจึงจะรู้ว่า คำวิเศษณ์ที่ขยายนั้นมันมีความหมายว่าอย่างไร
ฉะนั้น ถ้าเรารู้ภาษาแล้ว ใช้ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ก็ไม่ยากเลยที่จะเล่นหรือกระทั่งสร้างประโยคจากภาษานี้ เหมือนที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบทำกัน ...
และจริงๆแล้วนี่ไม่ต่างอะไรกับโน๊ตดนตรี (score) ที่ใช้อย่างเข้มงวดในเพลงคลาสสิค ที่ผู้เล่นจะต้องอ่านภาษาดนตรีที่ผู้ประพันธ์นั้นจดบันทึกไว้ฉะนั้นดนตรีโดยเฉพาะดนตรีคลาสสิคกับคณิตศาสตร์มีความเหมือนกันตรงนี้นี่เอง ตรงที่ต่างเป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อสาร
อย่างไรก็ดี ความต่างกันนั้นมีอยู่ตรงที่ คณิตศาสตร์นั้นสื่อสารในสิ่งที่เป็นนามธรรม เป็นสัญลักษณ์อื่นอีกทีหนึ่ง เช่น ประโยคยาวๆ ใช้สมการคณิตศาสตร์แทนได้ หรือ ความสัมพันธ์เชิงตรรกะ ก็ใช้คณิตศาสตร์เขียนเป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารและปรับเปลี่ยนแปรรูปมันได้ เป็นการแปลสัญลักษณ์และการกระทำกับสัญลักษณ์ ให้กลายเป็นอีกภาษาหนึ่งที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น รู้กันเป็นสากล ดูจะเป็นงานของสมองซีกซ้ายล้วนๆ ... จะไม่ล้วนก็ซะทีเดียวก็น่าจะเป็ฯตอนที่คนเขียนถนัดซ้ายนี่ละมังครับ
ในขณะที่ดนตรีนั้น เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นการใส่รหัสสิ่งที่เป็นรูปธรรม ในที่นี้คือเสียง และการกระทำ คือ การสั่งการให้กล้ามเนื้อทั้งตา แขน มือและนิ้วขยับเพื่อเล่นดนตรี ฉะนั้นคนที่อ่านโน้ตดนตรี แล้วเล่นได้ จะมีการใช้สมองสองฝั่งพร้อมๆกัน คือ เมื่่อตาเห็นโน้ต สมองจำสัญลักษณ์ได้ อันนี้ฝั่งซ้าย แล้วจึงเอาสัญลักษณ์เชื่อมโยงกับเสียงที่อยู่ในสมองฝั่งขวา และสมองที่บังคับกล้ามเนื้อที่มีอยู่ในทั้งสองฝั่ง (ซ้ายบังคับขวา ขวาบังคับซ้าย)
ส่วนนักแต่งเพลงก็จะมีกระบวนการที่ส่วนทางคือ นึกถึงเสียง แล้ว encode ออกมาเป็นโน้ตได้ จบลงที่สมองส่วนที่บังคับกล้ามเนื้อให้ใช้มือเขียนออกมาเป็นโน๊ตนั่นเอง
ยิ่งทำให้นึกถึงคำที่คุณแม่เล่าให้ฟังว่า ในการเรียนระดับสูงๆขึ้นไป อย่างในเยอรมัน คนเรียนคณิตศาสตร์ต้องเล่นดนตรีได้นั้น จริงมากๆ เพราะจะทำให้การใช้สมองเป็นไปอย่างสมดุล และดึงศักยภาพทั้งหมดออกมาใช้ในการเรียนการศึกษาได้
....... มา เล่าต่อๆ ...
จริงๆวิชาเลขๆที่ผ่านมาตอนมหาวิทยาลัยนั้นถ้าพูดจริงๆคือ เป็นฐานในระดับที่อยู่ต่ำกว่าจิตสำนึกมากๆ คือให้นึกเนี่ย จะบอกว่าไม่รู้เรื่อง แต่ปรากฎว่าพอเรียนอีกรอบแล้วมันทำให้เข้าใจขึ้นเยอะเรย เลยบอกว่าเป็นฐานอยู่ในจิตใต้สำนึก
มาอยู่ที่นี่ก็ตั้งใจจะสร้างเนื้อสร้างตัวเรื่องคณิตศาสตรืเพื่อต่อสู้กับการเรียนใหม่ โชคดีเค้ามีพรีคอร์สคณิตศาสตร์ให้ด้วย ต้องขอคุยนิดนึงว่าตอนสอบประเมินได้ Top ห้องด้วย แต่สงสัยไม่มีใครสนใจจะอ่านหนังสือกัน และก็อ่อนคณิตศาสตร์ด้วยกันหมด เราเลยได้ Top เพราะตั้งใจกว่าเพื่อน แม้จะอ่อนคณิตศาสตร์พอๆกัน :P
ตอนทำการบ้าน Workshop นี่ก็ถูๆไถๆเหมือนกัน โชคดีมีเพื่อนในกลุ่มจากกาน่า ชื่อ Isaac Kwarteng แกจบป.ตรีด้านคณิตศาสตร์ ก็ช่วยถูไถ ไปได้ และคืนก่อน workshop ก็นั่งทวน solve สมการและตอบคำถามพร้อมอธิบายอีกที ...
ปรากฎว่า พอเฉลยในห้องแล้วเลยเห็นว่า วิธีการเราอ้อมโลกไปมาก แล้วก็ ติดขัดอยู่ในหลายส่วน นั่นยิ่งกระตุ้นให้ในห้องเรียนยิ่งสนใจเพราะอยากรู้ว่าจะต้องทำยังไงกับมันบ้าง ... สรุปแล้วทำไปนี่ ถูกครึ่งนึง ผิดครึ่งนึง ... แต่ท้ายที่สุดแล้ว สรุปกับเพื่อนนอร์เวย์ได้ว่า สนุกดี และมันจะสนุกถ้าเรามีเครืองมือที่ดีพอ ใช้เครื่องมือเป็น ทำได้ยากบ้างง่ายบ้าง ไม่ใช่ ไม่รู้ภาษามันเลย ยากไปหมดเลย ก็งืด ไม่อยากทำแล้ว และก็รู้สึกว่าทัศนคติต่อคณิตศาสตร์น่าจะดีขึ้นมาก ...
สะท้อนได้จาก การเอาโจทย์เดิมแต่ของกลุ่มอื่นมานั่ง solve ก่อนนอนเพื่อให้ง่วงนอนนี่แหละ .... :P
ป.ล. ผู้มีความรู้ทางจิตวิทยา หรือสมอง และทางคณิตศาสตร์ หากจะช่วยแลกเปลี่ยนหรือแก้ข้อเข้าใจผิดของผมก็จะเป็นวิทยาทานมากๆครับ :D February 02 First Snow!!!.... for me :Pวันนี้เป็นวันแรกที่ผมเจอหิมะที่นี่ !!!! ที่บอกว่าเป็น First Snow for me ก็เพราะว่า เหมือนว่านี่จะเป็น Second Snow ของที่นี่ แต่ยังไงก็ดีใจล่ะ ขอกระดี๊กระด๊าเล็กน้อย
ตอนแรกก็ได้ยินข่าวมาเหมือนกัน ว่าวันนี้หิมะจะตก เช็คพยากรณ์อากาศก็บอกจะตกตอนบ่ายสาม ... ดูๆแล้วไม่เห็นตกซักที ฝนตกแทน เสร็จแล้วตอนค่ำพอคุยกับน้องฝ้ายเสร็จกำลังตั้งท่าจะไปอาบน้ำนอน ก็เห็นหิมะตกนอกหน้าต่าง ตกใจ! เลยชวนจอร์แดน เมทสุดเลิฟ ออกไปถ่ายรูป
มันก็คล้ายๆ มีคนทำน้ำแข็งใสแล้วเอามาโปรย บวกกับเอาพัดลมเป่านะครับ ผมว่า เดินบนพื้นจะเปียกๆ แหยะๆ นิดนึง :P แต่ลมแรง และรู้สึกว่าจะหนาวเพราะลมนี่แหละ ส่วนที่หนาวที่สุดของร่างกายคือมือที่ต้องเอาออกมาถือกล้องค้างไว้แล้วกดชัตเตอร์ จะเห็นได้ว่าบางภาพมันสั่นดิกๆ นั่นเป็นเพราะว่ามันหนาวนั่นเอง
เสร็จแล้วก็รีบขึ้นมาบนห้อง อุตส่าห์ยอมเสียตังค์โทรไปปลุกน้องฝ้ายขึ้นมาเพื่อดูหิมะด้วยกัน :D คือว่า ผมว่านี่เป็นเหตุการณ์พิเศษของผมเหมือนกันนะ แต่ก็คิดได้ว่า เหตุการณ์พิเศษ มันคงไม่พิเศษ ถ้าไม่ได้อยู่กับคนพิเศษด้วย ... และพอดีน้องฝ้ายเพิ่งลงไปนอน เลยยังไม่น่าจะง่วงมาก :P (คิดเองซะงั้น)
เพื่อนนอร์เวย์บอกว่า คุณควรจะลงไปวิ่งเล่นและทำตุ๊กตาหิมะนะ และคุณเธอก็ว่าจะมาสอนให้ เสียอย่างเดียว เราพักกันคนละที่ที่ค่อนข้างไกล ไม่งั้นละก็ ได้ปั้นตุ๊กตาหิมะแล้ว ... ผมเพิ่งบ่นว่ามันน่าจะหนาวที่นอร์เวย์นะ เธอบอกว่า ในนอร์เวยมันมีคำพูดที่ว่า "there is no such thing as bad weather, only bad clothes!" เห็นจะจริงนะ ผมว่า ... ซึ่งนั่นก็ดูจะเป็นข้อดีของประเทศในเขตหนาว เพราะว่า ไม่ว่าหนาวเท่าไหร่ก็ใส่เสื้อให้อุ่นได้ ไม่เหมือนประเทศเขตร้อน จะใส่ยังไง สั้นกุด หรือแทบจะแก้ผ้าแค่ไหนมันก็ยังร้อนอยู่ดี
จะว่าไป เล่าเรื่องเพื่อนนอร์เวย์คนนี้อีกนิดน่าจะดี แต่ยังไม่มีรูป ไว้วันหลังจะหามาลงไว้ครับ เธอชื่อ Mari Kjenner เป็นชาวนอร์เวย์ เรียนคอร์ส Conflict, Peace and Development (ประมาณนี้) เธอมาเรียนวิชา Macroeconomics for Development กับผม ข้อเด่นอย่างยิ่งของเธอคนนี้คือ เธอเคยเป็นนักฟุตบอลทีมชาตินอรเวย์ทีมเยาวชน ! และจากการคุยกับน้องคนไทย ที่ไปเล่นบอลกับเธอก็พบว่า เธอช่างทักษะสุดยอดจริงๆ แต่ว่า เธอบ่นกับผมว่าตอนนี้เธอไม่ฟิตอย่างแรง.... ก็นะ คงไม่ต่างกัน
เริ่มรู้สึกว่า เพื่อนๆของเรานี่เจ๋งดีจริงๆ ...
ป.ล. อันนี้อัพเดทหลังจากที่อัพไปเมื่อวาน แค่จะบอกเพิ่มเติมว่า ตอนเช้าตื่นขึ้นมาแล้วสวยดี ภาพโดยรอบ แตออกไปนี่หนาวเหน็บจริงๆ ทำให้นึกถึงว่า หิมะนี่ก็เหมือนละครน้ำเน่าเรื่องหนึ่ง ถ้าเราดูจากตู้กระจกเราก็มีความสุขนะ เห็นเรื่องราวอันสวยงาม และเราก็รู้ว่าในเรื่องราวอันสวยงามนั้นมันก็มีความทุกข์อยู่คือความหนาว และมันคงไม่ดีถ้าเราต้องออกไปอยู่ในความหนาวนั้นซะเอง คือ ไม่เจอเรื่องละครๆในชีวิตจริงก็ดี ... ที่สำคัญ พออากาศเริ่มอุ่น มันก็ละลายหายไป ...ช่างเหมือนความสุขที่ไม่จีรังจริงๆเรย
เป็น ป.ล.ทีี่ยาวจริงเชียว February 01 บทความสัมภาษณ์ พี่ชล บุนนาค...ชีวิตคือการเรียนรู้บทความสัมภาษณ์ พี่ชล บุนนาค…ชีวิตคือการเรียนรู้ น.ส.บุศราพรรณ ประจง คณะศิลปะศาสตร์ ๔๘๐๖๖๑๑๑๐๑ รายวิชา ท๓๔๖
“...ให้ทุก ๆ ครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ ก็ขอให้รู้ที่แห่งนี้นั้นยังมีรักอยู่ เคยเป็นยังไงในตอนนี้ขอให้รู้ ว่าจะไม่มีเปลี่ยนไป และทุก ๆ ครั้งที่ได้ฟังเพลงนี้ ก็ขอให้รู้ที่ตรงนี้ไม่ว่าจะนาน เท่าไหร่ เราจะมีกันและกัน เป็นหนึ่งในดวงใจตลอดไป ก็เพราะหัวใจเราผูกกัน...”เสียงเพลงที่ทุกคนร่วมกันร้องให้กำลังใจซึ่งกันและกันและรวมความเป็นหนึ่งของคนในค่ายจากค่ายเล็กๆ แต่แฝงไว้ด้วยความอบอุ่นอย่างเต็มเปี่ยมดังแว่วอยู่ในโสตประสาทของดิฉันวนเวียนไปมาอยู่หลายรอบในตอนนี้ราวกับว่าเหตุการณ์ต่างๆเพิ่งจะผ่านพ้นไปไม่กี่วันนี้เอง ทั้งที่จริงแล้วเรื่องราวได้เกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งที่ดิฉันยังเรียนอยู่ปีหนึ่งด้วยซ้ำ ภาพที่ยังคงแจ่มชัดและประทับอยู่ในใจของดิฉันอย่างไม่รู้ลืม เป็นภาพของพี่ชายคนหนึ่งที่กำลังดีดกีตาร์คลอเบาๆไปกับเสียงเพลงที่น้องๆนั่งร้องอยู่รายล้อมรอบตัวเขา นั่นเป็นค่ายครั้งแรกในชีวิตมหาวิทยาลัยของดิฉันและเป็นครั้งแรกที่ดิฉันได้มีโอกาสรู้จักกับพี่ชายที่มากความสามารถอย่าง “พี่ชล บุนนาค” เมื่อได้ร่วมงานกันในครั้งต่อๆมา ความเป็นพี่ชลก็ยิ่งสร้างความประทับใจและเพิ่มความน่าสนใจเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติตัวของพี่เขาเพื่อนำมายึดถือเป็นแบบอย่างให้กับผู้ที่อยู่รอบข้างได้มากขึ้นเรื่อยๆ จากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นเวลาเกือบๆสองปีที่ดิฉันได้กลับมาพบกับพี่ชลอีกครั้ง และเมื่อได้พูดคุยกับพี่ชลในวันนี้ ทำให้ได้รับรู้และร่วมชื่นชมยินดีกับความสำเร็จทุกๆความเป็นไปที่ได้เปลี่ยนแปลงพี่ชลไปในทางที่ดียิ่งๆขึ้นไปอีก จากภาพผู้นำนักศึกษา ผู้นำน้องๆในรั้วมหาวิทยาลัยไปสู่ภาพของอาจารย์หนุ่มผู้มีพลังกายใจมากล้นที่เป็นทั้งนักพูด นักคิด นักกิจกรรม นักวิชาการ นักดนตรี นักธรรมและที่สำคัญคือนักทำในตัวคนๆเดียวกัน และพร้อมที่จะพัฒนาตน พัฒนาคน และพัฒนาสังคมในทุกๆย่างก้าวที่เขาย่ำไป หลังจากพี่ชลเรียนจบปริญญาตรีที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เข้าเป็นอาจารย์ประจำในที่เดียวกันทันที เก็บเกี่ยวประสบการณ์การเป็นพ่อพิมพ์ของชาติได้ประมาณหนึ่งปี ก็ได้รับทุนการศึกษาต่อในคณะเศรษฐศาสตร์ สาขาพัฒนา ที่มหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย เมืองนอริช ประเทศสหราชอาณาจักร พี่ชลจึงมีฐานะเป็นทั้งอาจารย์และนักศึกษาปริญญาโทควบอีกตำแหน่งหนึ่งในเวลาเดียวกัน การที่คนๆหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีศักยภาพได้นั้น การอบรมเลี้ยงดูทั้งความคิดและการกระทำ การฝึกฝนตัวเอง การเลือกทำกิจกรรมต่างๆในวัยเด็กเป็นพื้นฐานที่สำคัญอย่างมากและดิฉันเองก็ไม่รู้สึกแปลกใจเลยเกี่ยวกับความรู้ความสามารถรอบด้านของพี่ชล เมื่อพี่ชลพูดถึงกิจกรรมที่ยกมาเพียงบางส่วนเท่านั้นจากหลายๆกิจกรรมที่พี่ชลร่วมทำในอดีตที่ผ่านมา “กิจกรรมที่เข้าร่วมส่วนใหญ่ เป็นเหมือนองค์กรนักเรียนนักศึกษามากกว่า จะมีบำเพ็ญ ประโยชน์ กีฬา และดนตรีบ้าง แต่ที่ผ่านมาก็ องค์กรนักเรียนนักศึกษาครับ ไล่มาตั้งแต่ ประธาน นักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ประธานคณะกรรมการนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานเครือข่ายนิสิตนักศึกษาเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ปัจจุบัน เป็นประธานสมาคมนักเรียนไทย แห่งมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย ที่เหลือก็เป็นประธานชุมนุม ลูกเสือตอนอยู่สวนกุหลาบฯ ส่วนที่เป็นส่วนร่วมก็จะเป็นเรื่องการประชุมและฝึกอบรม ที่ใหญ ที่สุดเป็นการประชุมของที่ญี่ปุ่นและนิวยอร์ค…ปกติยามว่างก็อ่านหนังสือ เล่นกีฬาบ้าง นั่งสมาธิ เล่นดนตรี แต่ปกติก็ไม่ค่อยว่างนะ (ยิ้ม)” จากผลงานเหล่านี้ เรียกได้ว่าพี่ชลเป็นนักกิจกรรมตัวยงคนหนึ่งก็ว่าได้เลยทีเดียว สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนฉากหลังของชีวิตที่สะท้อนให้เห็นสิ่งที่เป็นในปัจจุบันให้เราพอที่จะคาดคะเนได้เลยว่าสิ่งที่พี่ชลทำในตอนนี้และที่จะทำต่อไปในอนาคตนั้นเป็นอย่างไร และเมื่อได้ฟังจากคำบอกเล่าของพี่ชลก็ไม่ได้ทำให้ดิฉันรู้สึกผิดหวังแต่อย่างใด “ตอนนี้พี่เป็นประธานสมาคมนักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลียครับ แล้วก็เป็น director ของกลุ่ม ITEM (กลุ่มศึกษาและพัฒนากิจกรรมนักศึกษา)” จากอดีตประธานนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ประธานคณะกรรมการนักศึกษาคณะ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานเครือข่ายนิสิตนักศึกษาเศรษฐศาสตร์แห่ง ประเทศไทย มาสู่ตำแหน่งหน้าที่สมาคมนักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย ประเทศ สหราชอาณาจักร เป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันความคิดอย่างหนึ่งของดิฉันได้เป็นอย่างดีว่า คนเราถ้าคิดจะสู้ ถ้าคิดจะทำสิ่งดีๆแล้ว อยู่ที่ไหนก็ได้ สถานที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ขนาดของหัวใจต่างหากที่สำคัญ สิ่งที่สังเกตได้คือ ไม่ว่าจะอดีตหรือปัจจุบัน ไม่ว่าขณะเรียน หรือทำงานแล้วก็ตาม สิ่งที่พี่ชลไม่ละทิ้งคือการทำกิจกรรมต่างๆควบคู่กันไปกับงานหลัก ด้วยเหตุผลบนฐานความคิดและจุดประสงค์ในการทำกิจกรรมต่างๆที่พี่ชลกล่าวไว้ว่า “แต่ละอันมันก็แตกต่างกันนะครับ แต่ส่วนใหญ่ในการเป็นผู้ก่อตั้งหรือริเริ่มกิจกรรม มันจะเป็นการทดลองของพี่มากกว่า ว่าสิ่งที่เราคิดจะทำนั้นได้ผลจริงหรือไม่อย่างไร และมองว่าการทำกิจกรรมเป็นการเรียนรู้ที่จะพัฒนาทักษะของเราไปเรื่อยๆ ทั้งใน ด้านการคิด การทำงาน หรือการบริหารก็ตาม” ในขณะที่หลายๆคนเมื่อจบการศึกษาไปแล้วก็ทำงานเพียงอย่างเดียว ในส่วนนี้พี่ชลได้พูดถึงแรงบันดาลใจที่ช่วยให้พี่ชลมีพลังมากมายที่จะยังคงทำกิจกรรมที่มีประโยชน์เหล่านี้อยู่ว่า “พลังมากมายมาจากฝันที่ยิ่งใหญ่ ความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง ประกอบกับหลัก คิดและมุมมองต่อโลกที่ถูกและสร้างสรรค์ครับ ฝันยิ่งใหญ่นี่ไม่ต้องใหญ่ยิ่งนะครับ ยิ่งใหญ่คือ เป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก ทำแล้วจะช่วยแก้ปัญหาในสังคมได้มาก และพี่ไม่เชื่อว่าเราต้องดีก่อนแล้วค่อยช่วยคนอื่น อันนี้มันระดับวิกฤต คือ ถ้ายากจนแบบจะขาดปัจจัยสี่อันนี้โอเค แต่คนชั้นกลางแบบพวกเราที่ได้เรียนมหาวิทยาลัยของรัฐนี่ ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้นครับ เราสามารถทำสิ่งดีๆไปตลอดทางได้เช่นกัน เหมือนจะไปทำค่ายเชียงใหม่ แต่เราจะไม่ช่วยเก็บขยะที่เห็นตกระหว่างทาง จะไม่ช่วยคุณยายที่จะข้ามถนนตรงสถานีหัวลำโพงกระนั้นหรือประกอบกับปัจจัยทางบ้านไม่ได้ขัดสน และเป็นอาจารย์ก็มีความมั่นคงและเวลาอยู่ระดับหนึ่ง ถ้าจะมีใครออกมาทำธุรกิจส่วนตัว พี่ก็ออกมาทำองค์กรพัฒนาเอกชนของตัวเองเหมือนกัน ก็ตามฝันกันไปครับ (ยิ้ม) อย่างไรก็ดี สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องมีการจัดการตัวเองที่ดีด้วย ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และทรัพยากรที่เรามีด้วยครับ ยิ่งจัดการกับงานในหน้าที่รับผิดชอบเราดีเท่าไหร่ ย่อมมีเวลาส่วนเกินไปทำตามฝันครับ” ด้วยความฝัน ความมุ่งมั่น ความคิดและมุมมองของพี่ชล รวมถึงความเป็นคนจริง คือคิดจริง ทำจริง คิดแล้วทำเลยของพี่ชลนี้ส่งผลให้สิ่งต่างๆที่พี่ชลวางแผนไว้นั้นส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จได้ด้วยดี การทำสิ่งต่างๆให้ได้ดีนั้นจำเป็นที่จะต้องทำตัวเราเองให้มีประสิทธิภาพก่อนความคิดของเราจึงจะเป็นรูปร่างได้ ดังที่พี่ชลกล่าวให้คำแนะนำแนวทางในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆโดยไม่ส่งผลเสียต่อการเรียนหรือหน้าที่การงานหลักและพูดถึงเคล็ดลับในการทำงานร่วมกับผู้อื่นไว้ว่า “ทำตัวเองให้มีประสิทธิภาพภาพครับ ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ โดยเฉพาะเรื่องเรียนเป็น สำคัญครับ ทีนี้หลักคือต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียน คือ ทักษะ ฟังพูดอ่านเขียนและการคิด นั่นเอง ถ้าทักษะเหล่านี้เราดี เราจะสามารถทำเรื่องเรียนได้ดี ทำกิจกรรมได้ดีด้วย เพราะมีเวลาเหลือ และมีทักษะจากการเรียนและความรู้จากห้องเรียนมาช่วยส่งเสริม ซึ่งทำให้เราชำนาญความรู้เหล่านั้นด้วย ส่งผลกลับมาที่การเรียนอีกทีหนึ่ง นักกิจกรรมที่ดีในความเห็นของพี่ ขอยกเอาสัปปุริสธรรม ๗ มาเป็นหลักก็แล้วกันครับ คือ ๑. รู้จักหลักเหตุผล หลักความจริง หลักเกณฑ์ กฎกติกาต่างๆ ๒. รู้จักความหมาย ความมุ่งหมาย รู้เป้าหมายประโยชน์ที่ต้องการ รู้ผลของการกระทำ ๓. รู้จักตนเอง ด้วย ฐานะ ภาวะ เพศ กำลัง ความรู้ ความสามารถ ความถนัด รู้แล้วประพฤติให้เหมาะสม และรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุง ๔.รู้จักประมาณ คือ ความพอดี รู้ความเหมาะสม อะไรเหมาะสม ๕. รู้จักกาล คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสม ระยะเวลาที่จะต้องใช้ประกอบกิจ กระทำหน้าที่การงาน ให้ตรงเวลา เป็นเวลา ทันเวลา พอเวลา เหมาะเวลา ๖. รู้จักบริษัท คือ รู้จักที่ประชุม รู้จักชุมชน รู้กิริยาที่จะประพฤติต่อชุมชุนนั้น ต้องพูดอย่างนี้ จะต้องสงเคราะห์อย่างนี้ ๗.รู้จักบุคคล คือ รู้ว่าคนนั้นแตกต่าง โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม ว่าใครยิ่งหรือหย่อนอย่างไร เพื่อจะรู้ที่จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นด้วยดี ควรคบหรือไม่ จะตำหนิยกย่อง หรือสั่งสอนอย่างไรครับ (อ้างจาก พุทธธรรม ของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ส่วนเคล็ดลับในการทำงานร่วมกับผู้อื่น คือ เป็นตัวของตัวเองครับ อ่อนน้อมถ่อมตน ในขณะเดียวกันก็ต้องเคารพตนเอง เท่าๆกับที่เคารพคนอื่น คือไม่ดูถูกตัวเอง และไม่ดูถูกคนอื่น พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ มองคนอื่นในแง่ดี อย่าไปคิดเลยเถิด เอาใจเขามาใส่ใจเราครับ มุ่งประโยชน์ของงานเป็นสำคัญครับ” ด้วยเคล็ดลับและวิธีการเหล่านี้ทำให้พี่ชลสามารถทำงานกับผู้อื่นได้อย่างลื่นไหล แต่ขึ้นชื่อว่าการทำงาน ทำกิจกรรมแล้วจะปราศจากอุปสรรคข้อขัดแย้งไปเสียทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของคนๆหนึ่งก็อยู่ที่มุมมองของแต่ละคนที่เห็นต่างกันไปขึ้นอยู่ว่าใครจะมองแล้วนำมาทำให้เกิดประโยชน์หรือโทษกับตัวเองเท่านั้น ในข้อนี้พี่ชลได้ให้ข้อคิดไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า “วิกฤตในการทำกิจกรรม เป็นเรื่องปกติครับ มีมากมายและหลากหลายปัญหาล้านแปด และวิธีแก้อีกมากกว่านั้น เรียกได้ว่า ใครไม่เคย “พลาด” ในการทำกิจกรรม ก็คือ พวกที่ไม่เคยทำอะไรเลย ย้ำว่า “พลาด”นะ ไม่ใช่ “ผิด” เรื่องผิดนี่ไม่ควรยอมรับ รับไม่ได้ วิกฤตหนึ่งที่สมควรแก่การยกขึ้นมาพูดถึงก็คือ วิกฤตภายในตนเอง โดยเฉพาะจากการทำงานพลาด หรือ ไม่ถึงเป้า หรือ ล้มเหลว เรื่องนี้สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องยอมรับผลของมัน พร้อมๆกับให้อภัยตัวเอง เรียนรู้และมองมันอย่างเป็นกลาง แล้วก้าวต่อไป แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และอย่าให้สิ่งเหล่านั้นเกิดอีก การให้อภัยตัวเองเป็นจุดสำคัญที่สุดครับ ให้จำไว้ว่า พลาดเป็นครูเรา แต่ก็อย่าให้ครูเยอะมากเกินไปละกันครับ เตรียมตัววางแผนรับมือดีๆ เคยดูหนัง ประโยคนี้น่าจะใช้ได้ Hope for the best, prepare for the worst. ปัญหาเกิดขึ้น อย่าร้อนรน ร้อนรนไปไม่ได้ช่วยอะไร สงบใจ มองหาเหตุแล้วแก้ซะ” วันเวลาทำให้พี่ชลผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย พบเจอผู้คนมากมายที่มีพื้นฐานนิสัยที่แตกต่างกัน และมีเรื่องราวที่ทำให้พี่ชลต้องแก้ไขสิ่งที่หลายต่อหลายคนเรียกว่า ปัญหา แต่ดูเหมือนพี่ชลกลับมองมันเป็นเพียงคำถามที่ถูกตั้งขึ้นให้หาคำตอบเพื่อที่จะได้คิดตัดสินใจต่อไปอีกครั้ง เรื่องราวที่ชวนให้วุ่นวายปวดสมองจึงอาจเกิดขึ้นได้ไม่เว้นแต่ละวัน แต่สิ่งดีๆที่ได้จากการทำกิจกรรมเหล่านี้ก็มีแฝงไว้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว พี่ชลได้พูดถึงประโยชน์และยกตัวอย่างสิ่งที่ประทับใจที่สุดในการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นไว้ว่า “สิ่งที่ประทับใจที่สุดจากการทำกิจกรรม คือ มันทำให้เราตั้งคำถามกับชีวิตครับ และสอน ให้เราไม่กลัวที่จะพลาด เพราะความพลาดเป็นครูเรา เราก็เลยเดินทางหาคำตอบเรื่อยมา จน ท้ายที่สุด ประสบการณต่างๆ ก็สั่งสมมาเป็นตัวเราในวันนี้ ฉะนั้น ก็จะประทับใจคนต่างๆที่ได้ เจอด้วย เพราะเค้าทำให้เราคิดและตั้งคำถามกับชีวิตเหมือนกัน แม้ว่าเค้าจะไม่รู้ตัวก็ตาม ส่วนประโยชน์ที่เราได้รับจากการทำกิจกรรมนั้นมันมากเท่า เอาปัญหาที่เจอ บวกกับ จำนวนคนที่เจอน่ะครับ(ยิ้ม) แต่หลักๆที่ได้ประโยชน์คือ ทำให้เราได้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาครับ การเจอคนอื่นทำให้เราได้เรียนรู้ การทำสำเร็จหรือทำพลาดก็ทำให้เราได้เรียนรู้ นอกจากนี้ยังคอยเติมคุณค่าในชีวิตเราด้วย ทำอะไรเพื่อตัวเอง ชีวิตมันไม่มีคุณค่าขนาดนั้นหรอกครับ ต้องซื้อหาสิ่งต่างๆมาปรนเปรอ ซึ่งเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม ทำชีวิตให้มีค่าด้วยการทำสิ่งดีๆดีกว่า เต็ม” มุมมอง ความคิด การกระทำและตำแหน่งหน้าที่การงานซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งที่รับประกันคุณภาพและความน่าเชื่อถือในคำพูดของพี่ชลในวันนี้ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า พี่ชลเป็นนักกิจกรรมที่สมบูรณ์แบบได้คนหนึ่งเลยทีเดียว ความเป็นตัวตนของพี่ชลในแง่นักคิด นักวิชาการ นักศึกษา นักปฏิบัติ และนักกิจกรรม ถูกแสดงออกผ่านกิจกรรมหลากหลายที่ปรากฏผลงานไว้อย่างเด่นชัด แต่ในขณะเดียวกัน ตัวตนอีกด้านหนึ่งที่ดูเหมือนจะมีความขัดแย้งกันกับแวดวงวิชาการในด้านความคิดของคนทั่วไป แต่พี่ชลก็สามารถที่จะนำทั้งสองส่วนมารวมไว้ในตัวตนของคนๆเดียวกันได้อย่างลงตัวในแง่ของการกระทำ สิ่งนั้นคือ พี่ชลมีจิตวิญญาณของศิลปิน สามารถถ่ายทอดความรู้สึกผ่านบทเพลงและกีตาร์ตัวโตได้อย่างไพเราะ ทุกท่วงทำนองที่เสียงดนตรีบรรเลงราวกับจะสื่อความบอกผู้ฟังว่า ถ้าการที่จิตรกรแต่งแต้มสีสันลงบนผ้าใบคือศิลปะที่ช่วยจรรโลง ช่วยผ่อนคลายจิตใจของผู้คน ดนตรีก็คงเป็นงานศิลป์ชิ้นเอกที่ไม่ต่างกัน ในทางตรงกันข้าม การรวมตัวกันของศาสตร์คู่ขนานกลับสร้างประโยชน์ทวีคูณให้แก่พี่ชล ผลัดกันเป็นตัวรับ ตัวส่ง ซึ่งให้การสนับสนุนส่งเสริมซึ่งกันและกัน ดังคำยืนยันในคำพูดของพี่ชลที่ว่า “ถ้าคำถามคือการผสมผสานทั้งสองส่วนคือความเป็นนักวิชาการและความเป็นศิลปินไว้ในตัวคนๆเดียวกันได้อย่างไร คำตอบอาจจะง่ายตรงที่ ก็เพราะว่าทำทั้งสองอย่างน่ะครับ ไม่มีกฏใดในโลกที่บอกว่าสองอย่างนี้จะต้องแยกจากกันนี่ ในเยอรมัน คุณแม่เล่าให้ฟังว่าคนที่จะเรียนปริญญาเอก คณิตศาสตร์ จะต้องเล่นดนตรีได้อย่างน้อยหนึ่งอย่าง สองสิ่งนี้มันเสริมกันครับLogic (ตรรกะ) กับ Intuition (ญาณทัศนะ) พี่ให้ความสำคัญกับการเรียน ชอบคิดวิเคราะห์แยกแยะ โดยเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายคือ การทำสังคมให้ดีขึ้น แต่พอดีพี่เริ่มจากสังคมใกล้ตัว เลยมีอะไรให้วิเคราะห์จริงจังและทดลอง ไม่ได้ไปเพ้อบ่น กับสังคมภายนอกมากนัก ดนตรีพี่เรียนมาตลอดตั้งแต่เล็กๆ เริ่มจากเปียโน มาดนตรีไทย แล้วถึงมาเล่นกีตาร์กับร้องเพลงทีหลัง เรียนแบบรู้ทฤษฎีเลย ไม่ได้มาจับๆ เล่นๆ ก๊องแก๊งๆ จริงๆแล้วกีฬาก็เล่นหลายอย่างเลยครับ เรียนแบบจริงจัง พอไปวัดไปวา ไปแข่งกับเค้าได้เลย เมื่อการคิดวิเคราะห์มาประกอบในการเรียนศิลปะดนตรี ย่อมทำให้เราเข้าใจหลักการของมันได้ง่ายขึ้น พอมีหลักให้จับ ก็ปล่อยใจไปให้สอดกับหลักการได้ ในทางกลับกันการคิดวิเคราะห์ด้วยเหตุและผล บางครั้งเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยให้จิตของเราหาคำตอบเอง เหมือนกัน การปล่อยจิตไปหาคำตอบนั้นก็ได้จากการเล่นดนตรีครับฉะนั้นมันไปด้วยกัน ที่เห็นไม่ไปด้วยกัน ส่วนใหญ่เพราะคิดกันไปเอง เล่นดนตรีเอาเท่ห์ ไม่ได้เล่นเพื่อพัฒนาตนเอง เลยย่อท้อต่อความลำบากของการเรียนและการซ้อมดนตรียังเป็นเครื่องย้อมใจในการเรียน ทำให้เรามีความมั่นใจในสังคมที่เราอยู่เพราะได้รับการยอมรับจากเพื่อน และมีความสามารถพอที่จะไปวัดไปวา โชว์ได้ว่าเราก็มีดีเหมือนกัน ความมั่นใจเหล่านี้ส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้เช่นกันครับ สมาธิจากการฝึกซ้อมยังเป็นตัวช่วยเสริมสมรรถนะของจิตในการเรียนรู้อีกด้วย ส่วนความอ่อนไหวและอ่อนโยนเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องการเรียนรู้ที่จะปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เข้าใจคนอื่น และรู้วิธีการแสดงความรู้สึกของตัวเองมากกว่า การเล่นดนตรีไม่ได้ทำให้การแสดงความรู้สึกดีขึ้น แต่การรู้จักแสดงความรู้สึกจะทำให้เล่นดนตรีได้ดีขึ้น จริงๆแล้วทำให้ทักษะการพูดและเขียนดีขึ้นไปด้วย การแสดงความรู้สึกไม่ใช่แค่คำพูด แต่รวมถึงอวัจนภาษาต่างๆ กล้ามเนื้อบนใบหน้าแววตา ปาก การขยับคอ ระดับเสียงดังเบา สูงต่ำ อีกด้วย สิ่งเหล่านี้ได้มาจากการปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิด เชิงความรู้สึก ส่วนตัวพี่ได้มาจากการมีแฟนครับ (ยิ้มหน้าทะเล้น) ฉะนั้นสรุปคือ อย่าไปคิดเอาเองว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้มันเต็มที่ทุกอย่างนั่นแหละครับ เวลาไม่ได้เยอะอย่างที่คิด อย่าประมาท มีอะไรทำได้รีบทำ รีบเรียนรู้” จากทุกๆคำพูดก็เป็นสิ่งที่ยืนยันแล้วว่า ความสามารถที่มีอยู่รอบด้านของพี่ชลนี้ มิใช่ได้มาแต่เพียงการมีพรสวรรค์ หากแต่มีพรแสวงรวมอยู่ด้วยเกินกว่าครึ่งในทุกๆการเรียนรู้ของพี่ชล และความเพียรพยายามฝึกฝนตนนี้เองที่ทำให้พี่ชลมีอัลบั้มเพลงและกลุ่มแฟนคลับเป็นของตัวเอง แม้พี่ชลจะพูดด้วยความถ่อมตัวในความสามารถอย่างที่คนเก่งหลายๆคนมักทำกัน แต่กระแสเสียงที่พูดถึงผลงานของตนเองนั้นแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจอย่างเต็มเปี่ยม ประกอบกับคำล่ำลือจากปากต่อปาก รวมถึงประสบการณ์ตรงของตัวดิฉันเองที่เคยฟังน้ำเสียงและลูกเล่นในการเล่นดนตรีของพี่ชล ทำให้ดิฉันอดที่จะยิ้มด้วยความชื่นชมไปด้วยไม่ได้เลย เมื่อพี่ชลเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าที่มีความสุขฉายชัดอยู่ในแววตาว่า “งานในอัลบั้มนั้นยังเด็กอยู่ครับ แต่ก็แต่งเพลงเองทั้งหมด และร้องเองทั้งหมด เสียง ร้องก็เลยยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ดนตรีเจ๋งมากครับ คุณจิรพรรณ อังศวานนท์ ทำดนตรีให้ การ เล่นที่ร้านช่วยฝึกปรือฝีมือมากครับ ตอนนี้พอใจกับเสียงร้องดีครับ ดนตรีช่วย Balance ความเครียด และการใช้สมองซีกซ้าย มาใช้ซีกขวาบ้างครับ (ยิ้ม) ที่ร้านเล่นที่ร้านบาร์บาหลีครับ ตอนนี้หยุดเล่นไปเพราะไปอังกฤษ เล่นทุกวันศุกร์ มีแฟนเพลงด้วยครับ (ยิ้มกว้าง) ตอนนี้ที่ อังกฤษก็เล่นตามงานคนไทยบ้างครับ” ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การทำในสิ่งที่ตัวเองรักและชอบ หรือแม้แต่การเห็นคุณค่าในทุกๆสิ่งที่ ทำและให้ความสำคัญใส่ใจกับมันนั้น สิ่งที่เรารัก เราชอบ หรือสิ่งที่เราทุ่มเทกับมันอย่างเต็มที่นั้นก็ จะส่งผลตอบแทนต่อตัวเราด้วย ไม่ใช่แต่เพียงเม็ดเงินเท่านั้น แต่ความสุขทางใจจากการได้ทำ ต่างหากคือผลพวงแห่งการกระทำที่หาสิ่งใดมีค่าเทียบเท่าไม่ได้เลย สิ่งเหล่านี้ที่หลอมรวมอยู่ในตัวตนของพี่ชล จึงไม่ใช่สิ่งที่เกินความคาดหมายเลย หากจะมี น้องๆทั้งนักศึกษาและเยาวชนยึดเอาแนวคิดและหลักการปฏิบัติตัวของพี่ชลมาเป็นแบบอย่างในการ ดำเนินชีวิต ก่อนสิ้นสุดการสัมภาษณ์ในวันนั้นพี่ชลได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ให้น้องๆได้คิดตามกัน ซึ่ง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อน้องๆเยาวชนและนักเรียนนักศึกษาเป็นอย่างมาก “อยากให้น้องๆเป็นคนดีมีคุณธรรม หาประสบการณ์ให้มากที่สุด หลากหลายที่สุด แล้ว จึงกลับมานั่งทบทวนตนเอง ประสบการณ์เหล่านั้นจะช่วยได้มากในการที่เราจะมองหาฝันของเรา การนั่งเฉยๆ แล้วคิดว่าเราชอบอะไร อยากทำอะไร ไม่มีทางเลยที่จะเจอ มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ตัว เรา” ซ้อนอยู่ให้ค้นหาหรอก “ตัวเรา” เป็นชุดประสบการณ์ในชาติก่อนสืบเนื่องมา ณ เวลานี้ แต่ ในชาติก่อนเราก็จำไม่ได้ อาจมีความสนใจพิเศษติดมาบ้าง ... ถ้าตัวเรามีประสบการณ์น้อย “ตัว เรา” ก็จะเจือจางเบาบางตามไปด้วย ...ฉะนั้นไปเติมสีให้มันเข้มหน่อย ด้วยการทำกิจกรรมให้ มาก เจอคนให้มาก จะได้เห็นความเป็นตัวเรามากขึ้น เส้นทางชีวิต และการเลือกของเราจะพาเรา ไปเอง ...อย่างไรก็ดี เพื่อให้เราเลือกได้ถูกทาง และรับมือกับผลของมันได้โดยไม่ทุกข์ใจหนัก หาหลักจับให้ดี ... เรามีขุมทรัพย์อยู่ตรงหน้าคือหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ... ใน หลักธรรมนั้นมีเรื่องราวมากมายที่เราไม่คิดว่าจะมีการอธิบายอยู่ ... อย่ารอจนกระทั่งทุกข์มาก หรือจนใกล้จะตายแล้วถึงถามหาพระธรรม ความสุขจากธรรมไม่ต้องรอชาติหน้า ... แค่ หลักธรรมที่ทำให้เรามีหลักในการเลือกเส้นทางชีวิตที่ถูก ก็นำมาซึ่งผลดีต่อชีวิตโดยไม่ต้องรอชาติ หน้าแล้วมิใช่หรือ ... อย่างน้อยที่สุด อยากให้เอาหลักสัปปุริสธรรม ๗ เป็นหลักในการ ดำเนินการสิ่งต่างๆ ดูว่าเรารู้ทั้ง ๗ อย่างนั้นหรือยังทั้งหมดทั้งมวล จงถ่อมตน เคารพตนเองและ ผู้อื่น มุ่งประโยชน์ของคนหมู่มาก ปรารถนาดี มองโลกในแง่ดี และใฝ่ใจเรียนรู้เสมอๆครับ” เรื่องราวประสบการณ์ของชีวิตจริง คนจริง ทำจริง ที่มีความฝันเป็นแรงขับเคลื่อน มีความ ฝักใฝ่เรียนรู้เป็นล้อเป็นลูกธนูที่เตรียมพร้อมเสาะแสวงไปในทุกที่ และมีจิตใจที่ยึดมั่นคุณธรรมนี้จะ ย่างก้าวไปในทิศทางใด เป็นการยากที่จะพูดถึงอนาคตเมื่อยังก้าวไปไม่ถึงบทสรุปของชีวิต...หากแต่ สำหรับดิฉันแล้ว เชื่ออย่างเหลือเกินว่า จะเกิดการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาอย่างสูงสุดในทุกๆย่างก้าว ของพี่ชายคนนี้....พี่ชล บุนนาค |
|
|