Chol's profileอาจารย์บาทเดียวPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
March 31 Journal 31st0308หายกันไปนาานอีกแล้ว ... และจริงๆวันนี้ยังเหนื่อยๆไม่ค่อยมีอารมณ์จะเล่าอะไรเท่าไหร่
แต่อยากจะบอกคนที่บ้าน โดยเฉพาะคุณยายว่า ตอนนี้ชลทำ แกงเขียวหวานไก่ ผัดไท และต้มยำ(แบบใช้ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด จริงๆ) ได้แล้วนะคร้าาาบ และรสชาติแบบไม่เสียชื่อประเทศชาติด้วย รู้และประทับใจกันข้ามทวีปทีเดียว (มีเพื่อน ญี่ปุ่น เกาหลี โรมาเนีย ซูดาน และ อียิปต์ ร่วมขบวนการ ช่วยกันทำอาหาร ) ตอนนี้เลยรู้สึกมั่นใจกับฝีมือการทำอาหารเพิ่มขึ้นเยอะเลย วันนี้ก็กลับมาทำผัดกระเพราแบบของจริงๆ ใช้ใบกระเพราะจริงๆ ผัดพริกผัดกระเทียมจริงๆด้วย ... แต่ยังไม่ค่อยพอใจ ไว้ต้องลองใหม่ :P พรุ่งนี้จะทำต้มยำกินเองอีกที เพราะไม่อยากเสียเครื่องปรุงต่างๆไปโดยเปล่าประโยชน์ สำหรับแต๋ม ... โทษทีที่ไมไ่ด้อัพเดทเลย แต่หลังจากนั้นมันมีเรืองราวมากมายเกิดขึ้นน่ะ อยากคุยกับแต๋มนะ จะได้เล่าให้ฟัง (น้องสาวทั้งคนเนอะ) ... แล้วก็คงต้องเรียนรู้ที่จะปรับแผนการชีวิตต่อไป เฮ้อ... ทำไมมันยากจะวะกะอีแค่ทำตามแผนแค่นี้ ...เซ็งจริงๆ ป.ล. ตอนนี้อังกฤษเปลี่ยนกัลบมาใช้ British Summer Time แล้วครับ เลย กลับมาห่างเป็น 6 ชม.แล้วตอนนี้ เร็วขึ้นมาหน่อย March 22 Journal 21st0308I think these last two days my disciplines have collapsed again ... I haven't read books and done things as I plan. But everything went well ... although I've been unproductive.
Anyway, everyone must have some days they missed doing their plans... I will let it go and start it over tomorrow! ... By the way, I went to see the Vantage Point, the movie, with Mari (Norwegian) today. The movie is quite nice... it's a bit complicated more than a typical action movie. so it is acceptable. it made me excited, but somehow , the tempo is not that good coz we went back to 12 pm. to see event from each person's eyes too often, and it shows some synchronicity of events that each people experience... but some are not that reasonable, somehow.... otherwise, I might think that God plays important role behind this.... ... Today , there're some sad news in manager website...at least it is sad for me. The first one is the news about EconCU alumni committed suicide.. so sad. I mean , it's so difficult to be born as a human, especially those who are good looking, living in a rich family, have a good education and career path... She didn't die immediately when she fail down from 10th floor of a building but she died afterwards coz the injury was too bad. I think that is better than die immediately, coz she might had a chance to regain her consciousness before she died... if she died immediately after she decided, she would be depressed and stay there for a very longgggggggg time, .. longer than anyone can imagine and worse than being alive. Another news is the news that Thai youth use internet for pornographic movie and clip vdo, and also use hi5 at the second rank of the world!!!... In the news, they say TK park think we should have a campaign for more appropriate material and appropriate usage of internet regulations for children and youth. However, I really think that this is the symptom of a institutional failure of education system. Internet and software are just multi-purpose tools... the usage depend on users motivation. Do we have any motivation for our children to use internet creatively? ... I don't think so... coz at first, we limit our children dreams with a limited source of role model they can perceive from the media, and we should admit that the education and career guide in secondary school is not functioning. Moreover, the way the incentive is structured in each course is not well planned and consider much enough on whether the proportion of the marks on each task will influence students to work on their works or not, or much enough... and because of too many students in each class, and the lack of technology to help teachers, it's impossible to control the quality of the work. I mean, it is impossible to check the plagiarism ... Most of the Thai students don't even know how to write the report until the reach the second year of undergraduate study!! ... without plagiarizing ... and they are bad at citations and referencing. And , if Entrance exam is still the big barrier and the most important mission in students' lifes, it's impossible to fix these problems... Acquiring knowledge is the most important mission, how can we make them realise that and how can we give the right incentive within the education system might be the most important question when we reform the curriculum... and we should decide that we are gonna provide them everything in the world that they actually can acquire from all sources of information, or provide 'How' they are gonna acquire those knowledge and find answer for themselves along with provide the services that help them know what they want in life. Education research on these matters should be more emphasised... not just the incentive and institutions in the curriculum, but also the physical environment which is another condition for education.... it should be deeply researched, especially on how they affect learning productivities and which kind of physical area it should be to promote the learning environment. All about education issue in this country should be researched on interdisciplinary basis... and bring economist , architecture scientist, psychologist working along with the educationist ... And it should be done very soon... and continuously.. to improve our education system. Otherwise, it's just like giving the gun to those who know so well how to use it but, unfortunately, they are killers not the decent polices or soldiers. And they will hurt their own country...actually it's our own country in the future. ... Anyway, I'll do it better tomorrow. March 19 Journal 18th0308วันนี้เริ่มต้นวันใหม่ได้ดีทีเดียว กลับมาเล่นโยคะ (แค่ท่าไหว้พระอาทิตย์อย่างเดียวครับ) ตอนเช้าหลังอาบน้ำ พบว่า ช่วยให้กระชับกระเฉง รู้สึกได้เลยว่า มีไฟข้างในตัวเองมากขึ้น คือหัวใจเต้นเร็วขึ้น มาความร้อนในตัวมากขึ้น ซึ่งก็ทำให้รู้สึก Active ขึ้นจริงๆด้วยในวันนี้ !
นึกๆดูก็คิดขึ้นได้ว่า จริงๆในวัตรปฏิบัติของพระที่ต้องออกเดินบิณฑบาต ก็มีส่วนช่วยในการทำให้เลือดลมไหลเวียนดีเหมือนกัน ทำให้ร่างกายแข็งแรง เลือดสูบฉีด แต่ก็ไม่ได้มากเหมือนตอนเล่นกีฬา ก็ช่วยให้การทำงานในแต่ละวันเป็นไปได้ง่ายขึ้นจริง เป็นผลพลอยได้ของการเดินบิณฑบาตนี่เอง ...ส่วนเราไม่ได้เป็นพระก็ควรจะต้องหากิจกรรมให้หัวใจได้เต้นแรงขึ้นบ้าง (จีบสาวก็ใจไม่เต้นแรงขนาดนี้นะเนี่ย :P) เสร็จแล้วก็ทำไข่เจียว ...ที่อร่อยที่สุดตั้งแต่เจียวเองมา เพิ่งรู้ว่ามันต้องตีนานๆให้ฟองขึ้น (มันดูเบสิคมากเลย แต่เพิ่งรู้จรงิๆแฮะ) เลยได้ไข่ที่อร่อยกว่าที่เคยมาก ตอนเที่ยงและเย็นกินหมูผัดถั่วฝักยาวใส่ซอสผัดกระเพราไปด้วย อร่อยดี ตบด้วยผลไม้ ช่วงนี้รู้สึกว่าต้องรักษาสุขภาพโดยการบาลานส์เรื่องกินเหมือนกัน เพราะไม่งั้นเดี๋ยวป่วย ...กีวีเลยกลายเป็นผลไม้ประจำตู้เย็นไปโดยปริยาย เพื่อป้องกันโรคหวัดนั่นเอง ส่วนเรื่องงานก็จัดการไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็มีความคืบหน้า ได้ไปเอาหนังสือที่ต้องอ่านมาแล้ว ของอ.ผาสุก จากจุฬา เขียนกับ คริส เบเกอร์ เกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจ อ่านสนุกดีจริงๆ รู้สึกกระตือรือร้นอยากอ่านเรื่องประเทศตัวเองโดยละเอียดมานานแล้วแล้ว เอกสารอื่นๆก็รวบรวมได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่คิดว่าจะเอาเท่าที่อ่านให้หมดก่อนอ่ะนะครับ -_-" ตอนค่ำก็ยังนั่งอ่านอยู่เลย เพลินดีจริงๆ ... แล้วก็เซ็นสัญญากับคณะเรียบร้อย (เศรษฐศาสตร์ มธ. ) แล้วก็ส่งไปรษณีย์กลับไปแล้วด้วย ..อีกทั้งยังจัดการเติมแบบฟอร์มที่ยังไม่เรียบร้อยเีก่ยวกับ dissertation ได้แล้ว ร๊อบ (ซุปของเรา) บอกว่ากำลังตอบอีเมล์อยู่ ต้องค้นข้อมูลให้เราเล็กน้อย ...(เรื่อง dissertation กับที่เรียนปริญญาเอกนั่นเอง) ตอนบ่ายๆค่ำๆก็คุยกับน้องฝ้าย ...คิดถึงจังง่ะ ...คิดถึงมากโดยเฉพาะเวลาที่เป็นแฟนที่ดี :D เหงามากคิดถึงแฟนก่อนเลย ไม่คิดถึงใครอื่น hehehe ... ตอนดึกนี่ก็เพิ่งคุยกับพ่อ แม่และยายไป แบบแยกกัน คุยกับยายเพราะอยากบอกยายว่าคิดถึงยาย ยายคงเหงาแบบที่เราเหงาเมื่อวานแน่เลย คุยกับแม่ เพราะแม่โทรมา ...จริงๆแล้ววันที่ 19 (พรุ่งนี้ ) วันเกิดแม่ แต่ลืมไปว่าเมืองไทยมัน 19 แล้ว :P ... แม่เลยทวงเลย ... โทษค้าาาาบ ขอให้แม่มีความสุข และสุขภาพดีมากๆด้วยคร้าบ คุยกับพ่อ เพราะพ่อก็แอบลืมวันเกิดแม่ แต่จำได้ตอนออกจากบ้านมาแล้วเลยโทรมาบอกเราให้โทรหาแม่ด้วย แล้วก็ถามไถ่ทุกข์สุข ...แล้วก็บอกว่าซื้อทีวีแบบอัดรายการได้ให้แม่เอาไว้ใช้สอนหนังสือ เห็นบอกแม่กรี๊ดกร๊าดใหญ่เลย ทำไมจู่ก็รู้สึกเป็นครอบครัวสุขสันตขึ้นมาก็ไม่รู้ ...นี่ขนาดอยู่อังกฤษนะเนี่ย สงสัยเป็นเพราะว่าเราเป็นห่วงเป็นใยกัน คิดถึงกันละมัง ...สำคัญกว่าอยู่ใกล้กันเป็นไหนๆเลยนเอะ ความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยและคิดถึงกันเนี่ย ...แต่อยู่ใกล้ๆด้วยจะดีมากๆ -_-" เรื่องเรียนต่อ เหมือนมีอยู่สองทางเลือกแน่ๆยังไงชอบกล ทางเลือกแรกคือ ไปเนเธอร์แลนด์ Erasmus University of Rotterdam เป็น Research Master Philosophy Institutions and Economics เป้นโทวิจัย แล้วต่อเอกเลย อันนี้อยากไปมาก เพราะดูคอร์สมันดีไซน์มาเพื่อนักเศรษฐศาสตร์สถาบันจริงๆ ขนาดวิชา quantitative ก็ดูจะเจาะทางด้านสถาบัน เลยคิดว่า ถ้าจะเอาดีทางด้านเศรษฐศาสตร์สถาบันแบบไปไกลๆจริงๆน่าจะเรียนที่นี่ เพราะมันจะเป็นฐานเรื่องวิธีการทำวิจัยด้านนี้ด้วย ... ทางเลือกที่สองคืออยู่ในอังกฤษ ด้วยความวุ่นวายช่วงปลายและต้นปี และการหาคอร์สอันยากลำบาก (ที่จะให้มันเกี่ยวข้องกับที่เราสนใจ) ... เลยทำให้การสมัครเอกที่ปิดตอนช่วงต้นปีพลาดไป ...ทางเลือกนี้คือ เลือกเรียน M.Phil ที่ UEA ก่อนแล้วดูลาดเลาสมัคร U ในอังกฤษปีถัดไป โดยสาขาอาจจะเป็นเศรษฐศาสตร์ หรือ development Studies ก็ได้ ใจจริงอยากเรียนเศรษฐศาสตร์แล้ว อยากเรียนทฤษฎีมากกว่าแฮะจริงๆแล้ว ... การเรียน M.Phil ทางเศรษฐศาสตร์ ยังทำให้มีทางเลือกมากกว่าด้วย คือจะต่อเอก Development Studies sรือเศรษฐศาสตร์ก็ได้ ใในขณะที่ถ้าสลับกันจะเลือกไปเศรษฐศาสตร์ได้ลำบาก ... ที่อยากไปเศรษฐศาสตร์อีกแเหตุผลหนึ่งเพราะว่า หากจะเรียนในอังกฤษ อยากไปเคมบริดจ์ เพราะมี Prof. Partha Dasgupta เป็นอ.เศรฐษศาสตร์ ที่ทำเรื่อง Economics of Knowledge ด้วย (คือแกทำเรื่องอื่นเยอะแยะเลย รวมทั้งเรื่องนี้) ถ้าจะเรียนในนี้ก็อยากให้แกเป็น advisor เพราะอยากทำเร่องนี้ต่อ เอาวะ อย่างน้อยก็เห็นทางเลือกแล้ว ... :) โดยรวมๆวันนี้ก็ืถือว่าโอเคในการเริ่มต้นวิถีการดำเนินชีวิตในแบบที่เราอยากใช้ละนะ ... :) March 18 What life I wanna live?จากคำถามท้าย Entry ตะกี้ นำมาซึ่งคำถามว่าแล้ว เราอยากใช้ชีิวิตแบบไหนกันล่ะเนี่ย ...เวลาเราอยู่ที่นี่
เลยลองระดมสมองด้วย Mind map ดูแล้วก็พบว่า เราอยากมีชีวิตที่ 1. Active - คือมีความกระตือรือร้น 2. Planned - มีการวางแผน 3. Disciplined - มีวินัย (ทำตามแผนได้นั่นเอง) 4. Worth - คุ้มค่า 5. Value - มีคุณค่า 6. Secure - มั่นคงปลอดภัย (ในทีนี่คือ มีการวางแผนทางการเงิน และ secure ที่เรียนป.เอกให้เร็วที่สุด)
และเราก็คิดว่า 3 ข้อแรกนั้นเป็นเหตุของ 3 ข้อหลัง และใน 3 ข้อแรกเองก็เป็นเหตุเป็นผลกัน ความกระตือรือร้นเป็นจุดเริ่มของหลายๆอย่าง
แล้วก็เลยเข้า google เพื่อดูว่า มันมีคำแนะนำของการเป็นคนแอคทีฟมั้ย และมีวินัยมั้ย ... ก็ได้แนวทางมาระดับหนึ่ง อยู่ใน Mindmap ที่แนบมาด้วยครับ Journal 17th0308 - Night timeคืนนี้เป็นคืนที่ความเหงาเข้าโจมตีมากเลย ... น่าแปลกที่ว่าเวลาอื่นก็อยู่คนเดียวแต่ไม่รู้สึกเหงา คงเป็นใจเราที่สร้งาความรู้สึกเหล่านี้ขึ้นมาเองเมื่อรับรู้ว่ามีใครคนหนึ่งขาดไป และใจเราไม่สามารถไปกระโดดเกาะกับใครได้อีก เพราะทุกคนหลับไปหมดเลย ...
ก็เลยกินอาหารที่เหลือจากตอนกลางวัน แล้วก็ล้างถ้วยชามรามไห ล้างไปก็เหงาไป หลายความคิดแว่บเข้ามามากมาย คิดถึงยาย ...รู้สึกว่า ยายคงเหงาอย่างงี้แน่เลย เวลาไม่มีใครอยู่บ้าน ทั้งคุณยายออ และคุณยายทัยเลย คงรู้สึกเหมือนกัน และก็รู้สึกว่าการทำงานบ้านเป็นตัวช่วยให้ไม่เหงามากๆเลย ฉะนั้นคุณยายออ คงจะเหงามากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จริงๆล่ะ เมื่อยายป่วย และใครๆก็ไม่ให้ลุกไปทำอะไร จนยายลุกไปทำอะไรไม่ได้จริงๆ ...ไม่รู้คุณยายผ่านช่วงเวลาแบบนี้ไปได้ยังไงนะครับ ...แต่หวังว่าตอนนี้คุณยายคงจะมีความสุขแล้วนะครับ :) .. เลยคิดถึงคุณยายทัยด้วยเลย โชคดีที่ยายยังพอแข็งแรงทำงานบ้านไปตามเรื่อง ถ้ากลับไปจะอยู่กับยายเยอะๆเลย คิดว่า นี่สินะเค้าเลยเขียนไดอารี่กัน เหมือนมีใครคนนึงให้คุยด้วย ไดอารี่กลายเป็นบุคคลจำลองให้เรานั่งคุยด้วย ...คนเราคงต้องการคนคุยด้วยจริงๆแหละเนอะ ...หรือเราต้องการแค่หุ่นจำลอง หรือต้นไม้ให้เราพ่นน้ำลายใส่เฉยๆหว่า??? ไม่น่า ... ถ้าเป็นคนด้วยกัน มันก็มีเรื่องคุยต่อ และเราก็ช่วยให้อีกคนนึงรู้สึกไม่เหงาด้วยเหมือนกันไง นี่เป็นข้อดีของการคุยกับคนด้วยยกัน ... สงสัยคงจะได้อ่านไดอารี่กันอีกหลายวันเลย ...เพราะเหงาจังง่ะ ... แล้วก็นึกว่า เออ มันคงดีอย่างงี้สินะที่มีแฟน มีเพื่อนๆ เพราะมันจะได้แก้เหงา แก้ว้าเหว่ ... คนเดี๋ยวนี้คงเหงากันมากเนอะ ถึงได้ถวิลหาความรักกันมากมายนัก ...คนถึงหาเครื่องแก้เหงา เล่นเกมส์ดูหนังกัน ฯลฯ ...คนถึงออกไปนั่งตามผับบาร์ กินเหล้า อะไรงี้ ... เมื่อวานมีแต๋มคุยด้วย .. โชคดีไป ตอนล้างจานอยู่ก็นึกได้ ว่า แต๋มนอนไม่หลับอยู่คนเดียวเหมือนกัน ก็น่าจะไปคุยกับแกหน่อย เพราะเค้าก็อุตส่าห์อยู่เป็นเพื่อนเราวันก่อน ...และก็จริงๆแกเหงาไม่มีคนคุยด้วยจริงๆไปเขียนในบล๊อก เลยได้นั่งคุยกัน ... แต่มันก็แปลกนะ หลายๆทีเราก็อยากอยู่คนเดียวและทำสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่พออยู่คนเดียว ความเหงา ความเครียด ก็ชุดรั้งไม่ให้เรา ทำงานแบบที่เราอยากจะทำ ... มันคงต้องมีความกระตือรือร้นอย่างแรงกล้า ..ถึงจะใช้ประโยชน์จากเวลาอยู่คนเดียวเนอะ .... เอ... แล้วความกระตือรือร้นมันสร้างยังไงนะ March 17 Journal 17th0308เมื่อวานเป็นวันที่ไม่ค่อยมีอะไรเลยเลยไม่ได้เขียน ... ทำอยู่สองอย่าง
อันแรกคือ มีเพลงที่เพิ่งโพสต์ไปออกมาจากหัวเลยจัดการทำเป็นเพลงซะ นี่เป็นเพลงแรกที่นี่ที่ไม่รักๆใคร่ๆ ออกจะแนวธรรมะซะมาก .... ทำเสร็จแล้วนี่โปรโมตทั่วปัฐพี กันเลยทีเดียว ใครโผล่มาใน MSN นี่แทบจะโปรโมตหมดเลย อันที่สองคือ พาจอร์แดนไปกินข้าวกลางวัน เพราะเค้าจะกลับบ้านช่วงอีสเตอร์ 20 วัน ... ก็คงจะเหงาไปอีกพักนึงเลยทีเดียว ... วันนี้เริ่มต้นด้วยการตื่นมาส่งจอร์แดน รู้สึกหวิวๆในใจชอบกล เพิ่งรู้สึกเหงาเมื่ออยู่คนเดียวก็คราวนี้ล่ะ น้องฝ้ายออนไลน์มาเจอกัน ก็ยิ่งรู้สึกว่า อยากอยู่กับเค้าให้มากๆ เหงาจริงๆ ... แต่ก็ช่วงเช้าแก้เหงาด้วยการโปรโมตเพลงและคุยกับผู้คนไปเรื่อยๆ เลยคลายเหงาไปได้ .... แล้วเดี๋ยวมันก็คงจะผ่านพ้นไปแหละเนอะ ... นอกจากนี้เช้าวันนี้ยัง นั่งวางแผนอีสเตอร์ด้วย ... เลยตระหนักได้ว่า ตูชะล่าใจไปแล้วนี่นา โชคดีที่อยู่ที่นี่ ไม่งั้นเสร็จแน่ ไม่มีทางเตรียมตัวสำหรับงานและสอบทันอย่างแน่นอนเลยทีเดียว ... หลังอีสเตอร์ สัปดาห์ติดๆกันเลย มี presentation หนึ่งงาน และสอบ International Economic Policy... สัปดาห์ถัดไปมีส่ง essay ของวิชา Macroeconomics (22 april) และ Rural Policy (24 april) .... สองสัปดาห์ถัดจากนั้นเป็นการสอบใหญ่ สามวิชา วันที่ 5 พฤษภาคม .... อ๊าาาาาาก ทันได้ยากยิ่ง นี่ยังดีที่เริ่มวางแผน นอกจากนี้ยังทำการสำรวจโครงการปริญญาเอกที่อยากจะจรลีไปเรียนด้วย โดยการลอง search article ในประเด็นที่สนใจใน scholar.google.com ซึ่งก็คือเรื่อง Institutions, Knowledge และ economics ... เพราะเราอยากทำป.เอกเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐศาสตร์สถาบันที่เกี่ยวโยงเกี่ยวกับการสร้างและจัดการความรู้ล่ะ เพราะคิดว่า หากเรารู้ว่าเงื่อนไข กติกา เป็นอย่างไร ในการทำให้เกิดการสร้างความรู้ และเรียนรู้ น่าจะทำให้สามารถนำไปประยุกต์ได้ในหลายๆ sector โดยเฉพาะในการทำให้ชนบทพ่งตนเองเชิงความรู้ได้จริงๆ พร้อมทั้งพัฒนาไปได้ด้วย ค้นไปค้นมาก็ยังคิดว่าท่ Rotterdam มันเจ๋งมากๆ และอยากไปเรียนมากๆ เพราะมันเป็นคอร์สสำหรับเศรษฐศาสตร์สถาบันโดยแท้ และมี quantitative สำหรับงานด้านนี้โดยเฉพาะด้วย ...นอกจากนี้มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Creation and Transfer of Knowledge : Institution and Incentives นี่มันเรื่องที่เราจะทำเลยนี่นา!!! ... แต่เวรกรรมก็คือ ในอเมซอนประมาณ 73 pound ห้องสมุดที่มหาลัยไม่มี ใกล้สุดคือ เคมบริดจ์ ...แต่ที่เจ๋งคือ ที่Rotterdamก็มี ฮี่ๆๆๆ สงสัยต้องไ Rotterdam 0ริงๆด้วย ... ท้ายสุดเลยลองส่งเมล์ไปหาซุป ว่ามีที่เรียนด้านนี้แนะนำมั้ย และถ้าเราจะทำเอกต่อที่นี่ในหัวข้อนี้นี่มันเป็นไปได้มั้ย (เผื่อมีอะไรผิดพลาด) กำลังรออยู่เลย ..ว่าแต่ทำไมถึงไม่เมล์ปรึกษาซุปตั้งานานแล้วน้าาาา ตอนบ่ายก็เลยเริ่มกับ essay ของ แมคโคร ... ทำเรื่อง financial crisis ของไทยเรา จะได้เข้าใจประเทศไทยมากขึ้น และก็ทำให้คนเข้าใจสถานการณ์บ้านเราได้ดีขึ้น ...ก็นะ อาจารย์เล่นสอนเรื่องนี้แค่ 3 สไลด์เองง่ะ ช่วงอื่นล่อไป7 สไลด์ ... เลยน่าจะเป็นอานิสงฆ์แก่วิชานี้ด้วย อิอิ หวังว่านะ นี่ก็กำลังนั่งอ่านอยู่ เกิดอาการเซ็ง ... เรยมาเขียนบล๊อก เพราะเมื่อคืนก็ไม่ได้เขียนอีกและ ... สำหรับคนที่ใช้ macbook และ office 2008 ... entourage กับ iCal มัน Sync กันอัตโนมัติด้วยล่ะ :D งงไปเรยย เจ๋งมากๆ อ่าา ..ง อ่อ เพลงใหม่ มีความเห็นหลากหลายมากเลย ... หลายคนชอบ เพราะตรงใจ หรืออาจจะเบื่อเพลงรัก ... หลายคนคิดว่าน่าจะมีอารมณ์กว่านี้ หรือเนื้ออาจจะให้ลงตัวกว่านี้ ... บางคนว่า ดีแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรมันมาก ... เพื่อนต่างชาติฟังแล้วบอก relax ดี ก็ดีครับ ลองไปฟังกันดูนะครับ แนะนำๆ ตอนนี้ set ให้โหลดได้แล้วด้วย วันนี้กินหมูผัดเห็ดและพริกหยวก ...ตอนเช้าไม่ค่อยได้กินอะไรเป็นชินเป็นอันเลย กินบราวนี่กับกล้วย เมนูหมูนั่นคือกลางวัน ตบท้ายด้วยบราวนี่ที่เหลือ กล้วย และกีวีหนึ่งลูก เป็นยากันหวัด :P ตอนเย็นนี้คงกินที่เหลืออยู่ ออกแนวประหยัดนะเนี่ย ไว้มีอะไรจะมาเพิ่มเติมต่อตอนค่ำๆละกันนะ New song!! : มาแล้วก็ไป (Come&Go)สามารถฟังเพลง "มาแล้วก็ไป (Come&Go)" และดาวน์โหลด ได้จาก http://www.myspace.com/commonroomectu เพลง มาแล้วก็ไป (Come&GO) เนื้อร้องและทำนอง : ชล บุนนาค มาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป .... ชีวิตคนเรามีดีมีร้ายมีทุกข์มีสุขปนกันไป มีเหมือนกันทุกคน หัวเราะร้องไห้ สดใสเศร้าซึม หดหู่เบิกบาน รำคาญใจ ก็เป็นกันทุกคน ไม่มีอะไรคงอยู่อย่างนั้นตลอดไป เหมือนฤดูกาล ต้องผ่านพ้นไป มีร้อนก็มีหนาว เมื่อมีฝนก็มีวันที่สดใส ทุกสิ่งที่ผ่านมากระทบหัวใจ ..ลองมาดูว่าใจมันจะเป็นอย่างไร ... แต่เวลาหนึ่งมันก็ต้องผ่านพันไป ... แล้วเจ้าหัวใจจะไปรั้งมันไว้ทำไม ก็ปล่อยมันผ่านไป ... มาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป คนทุกๆคนมีเกิดมีตาย มีป่วย มีดีเลี่ยงไม่ได้ ต้องเป็นกันทุกคน คนที่เข้ามาในชีวิต ให้รักให้ชัง คิดถึงนินทา ก็ต้องตายทุกคน ไม่มีใครๆจะอยู่อย่างนั้นตลอดไป ทุกคนเข้ามาก็ต้องจากไป ในเมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็ควรรู้สึกดีต่อกันไว้ ... ทุกสิ่งที่ผ่านมากระทบหัวใจ ..ลองมาดูว่าใจมันจะเป็นอย่างไร .. แต่เวลาหนึ่งมันก็ต้องผ่านพันไป ... แล้วเจ้าหัวใจจะไปรั้งมันไว้ทำไม ก็ปล่อยมันผ่านไป ... ไม่มีใครๆจะอยู่อย่างนั้นตลอดไป เหมือนฤดูกาลต้องผ่านพ้นไป ในเมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็ควรรู้สึกดีต่อกันไว้ ... ทุกสิ่งที่ผ่านมากระทบหัวใจ ..ลองมาดูว่าใจมันจะเป็นอย่างไร ... แต่เวลาหนึ่งมันก็ต้องผ่านพันไป ... แล้วเจ้าหัวใจจะไปรั้งมันไว้ทำไม ก็ปล่อยมันผ่านไป ... มาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป
March 16 Journal 15th0308พอดีเมื่อวานเกิดจะหลับไปก่อน เลยไม่ได้เขียน Journal เลยแฮะ เมื่อวานตัดสินใจใหม่ไปอ่านหนังสือในห้องสมุด เผื่อว่าจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นบ้างในการอ่าน ปรากฎว่า ไม่ค่อยจะได้ความเท่าไหร่ คือ ไปอ่านในห้องสมุดชั้น 3 ริมหน้าต่าง วิวดีมากๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆถึงสมองตื้อๆก็ไม่รู้ แต่กลับมาห้องแล้วไม่เป็นนะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแพ้แสงแดดหรือเปล่า หรือโดนประจุไฟฟ้าในอากาศมันกวนสมอง หรือไม่ก็ดื่มน้ำน้อยเกินไป ... อย่างหลังสุดอาจจะเป็นเหตุ แต่ที่ต้องอ่านหนังสือก็เพราะว่า ดูเผินๆเหมือนช่วงอีสเตอร์จะเป็นช่วงพักผ่อน แต่จริงๆแล้วไม่เลย เพราะว่า เมื่อเปิดเทอมอีสเตอร์ วันที่ 14 เมษายนแล้ว ก็มีสอบ International Economic Policy ในวันพฤหัสฯที่ 17 มีส่งงาน Macroeconomics ในวันที่ 22 เมษายน และส่งงาน Rural Policies ในวันที่ 24 เมษายน เท่านั้นยังไม่พอ ...ยังมีสอบไฟนอลของแท้แน่นอนในวันที่ 5 พฤษภาคมอีกต่างหาก!!! ซึ่งเป็นการสอบ 3 วิชา Micro, Econometrics และก็ Macro ที่เรียนเทอมนี่ ... ฉะนั้น จนถึงสอบไฟนอล ประมาณ 7-8 สัปดาห์ผนวกกับงานที่ต้องทำให้เสร็จแล้วมันช่างน้อยมากๆจริงๆเลย ... ต้องวางแผนดีๆ และที่สำคัญคือ ทำตามแผนด้วย !!!!! จะว่าไปเรื่องทำตามแผนนี่ก็มีปัญหาทุกทีเลยทีเดียว ไม่รู้เป็นอะไร ... บางทีอ่านๆอยู่ก็เกิดความเครียด ขับดันให้เราไปทำอย่างอื่นเสียบ่อย ๆ บังบอกว่าเป็นตัณหา ....(คือความอยากสุขใจ และความไม่อยากทุกข์ใจ ) ...ก็บอกให้จับตาดูมันไว้ ... แต่ก็มีอาการสมองตื้ออีก ...สงสัยจะต้องดื่มน้ำเป็นระยะๆ น่าจะดี ตอนค่ำๆก็เล่นดนตรีให้น้องแต๋มฟัง สดด้วย!! พอดีแต๋มบ่นๆอยากฟัง เลยให้ไปดาวน์โหลด Skype มาเสีย ก็เลยได้เล่นให้ฟัง ...น้องฝ้ายไม่อยู่ง่ะ ไปกระบี่ เหงาจัง ... ได้คุยกับฝนด้วย เพราะพอดีฝนมี Skype account เหมือนกัน ... แต่คุยได้สักสามคำก็หลุดไป ไม่รู้แกต้องไปทำอะไร แต่ก็นะ สักตีสามกว่าเมืองไทยได้แล้ว ก็ควรจะไปนอน และก็ตอนค่ำจริงๆตั้งใจจะเข้าไปอ่านและแลกเปลี่ยนในบอร์ดลานธรรม ก็ทำได้แค่อ่าน เพราะเมื่อวานโพสต์เกินห้าครั้ง ต้องรออีก 24 ชม. ... รอไม่หวายยย เลยนอนก่อน ... แต่เมื่อวันก่อนก็ตลกดี เข้าไปตอบกระทู้พระพยอม ที่บอกว่า "ไม่คัดค้านแต่ไม่สนับสนุน" บ่อนคาสิโน แม้แต่ในบอร์ดลานธรรมก็ยังเห็นต่างกัน ตัวผมมองว่า ท่านทำเต็มที่ในสถานการณ์นั้นแล้ว ...และถ้าดูให้ดีในวลีนั้นก็ครบถ้วนเหมาะสมแล้ว แต่ปัญหาคงเป็นเรื่องการตีความวลีนั้นของคนทั่วไปล่ะกระมัง ที่ถือเป็นเดือดเป็นร้อน พร้อมทั้งสาปแช่งพระพยอมกันเป็นการใหญ่ ... กระทั่งผมที่แสดงตัวแก้ต่างก็มีกระแสตอบโต้เป็นระยะๆ ...จนตัวเองรู้สึกได้เลาๆว่ามีโทสะ เลยระลึกได้และโพสต์บอกว่า มันช่างดีจริงๆกระทู้นี้ ทำให้ได้เรียนรู้หลายอย่างทั้งเรื่องโทสะ ระวังวจีกรรม และควรปล่อยวางเมื่อไหร่... ก็ดั้นนนอุตส่าห์มีคนมาโพสต์ต่อ แต่ผมก็ขำๆละ ...ไม่รู้บาปหรือเปล่า เพราะเห็นต่างกับพระท่านที่เข้ามาโพสต์...แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจดูหมิ่นหรือว่ากล่าวนะคร้าบ ถ้าล่วงเกินไปก็ขออภัย แต่มันเห็นได้ชัดเจนเลยว่า แม้เราพูดอะไรออกไปแล้ว ผิด"หู"คนอื่น มันก็ทำให้เค้าเกิดทุกข์อยู่ดี แม้ว่าเราไม่ได้มีเจตนาใดๆเลยที่อยากให้เค้าเป็นทุกข์ แต่ถ้าเค้าทุกข์กันไปเองนี่จะทำยังไง ...ก็ยังสงสัยอยู่ ...ก็ยังยืนยันที่เรียนรู้มาตั้งแต่เทอมี่แล้วว่า พูดน้อยๆน่าจะดีที่สุด .... ถ้าพูดแล้วตรวจสอบแล้วว่าไม่มีเจตนาร้าย และคิดว่าที่พูดออกไปรัดกุมพอก็พูดออกไป จะเป็นยังไงก็แล้วแต่เวรกรรมของสัตว์โลกก็แล้วกันนะ การสำรวมกาย วาจาและใจสมควรกระทำอย่างยิ่งเลย แต่รวมๆเมื่อวานนอกจากการพยายามทำตามแผนก็ไม่มีอะไรโดดเด่นนะครับ น่าจะขอจบไว้เท่านี้ เดี๋ยววันนี้คงได้มาเขียนอะไรต่อ March 15 Pre-Journalวันนี้ได้ดู powerpoint ของครูหนูดี วนิสา เรซ แล้วทำให้เตือนตัวเองว่าน่าจะกลับมาเขียน Journal รายวันอีก เพราะก็ช่วยเก็บกวาดความคิดความอ่านในแต่ละวันได้ดีทีเดียว ตอนแรกคิดๆอยู่ว่า ควรจะเขียนลง space ดีมั้ย เพราะดูไม่มีความเป็นส่วนตัวจริงๆเลย แต่พอคิดไปคิดมาแล้วคิดว่า การเปิด public ก็ดีเหมือนกัน ถือเป้นการคุมความคิดความอ่านเราไปในตัว ให้สำรวมอยู่เสมอ และพยายามมองโลกในแง่ดี ไม่คิดร้ายถึงผู้อื่นในใจ แม้ต่อหน้าและลับหลัง และช่วงนี้เองก็เพิ่งปิด Easter คงมีเวลาเยอะขึ้น อย่างน้อยก็เวลาสงบใจล่ะนะ โชคดีมากที่ก่อนปิดอีสเตอร์ไม่มี assignment อะไรต้องทำให้เสร็จ มีเวลาเดือนนึงในการเตรียมสอบและทำ assignments ที่ต้องส่งหลังช่วงนี้ จึงเริ่มย้อนกลับมามองและให้ความสำคัญกับวินัยในชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ช่วงก่อนนี้ เป็นช่วงที่วินัยในชีวิตล้มระเนระนาดจริงๆ สาเหตุประการสำคัญที่สุดที่ทำให้มันล้มระเนระนาดก็คือ รู้สึกว่าเราจะเอาตัวไปผูกพันกับชาวบ้านชาวเมืองเค้ามากไปหน่อย ทั้งในเชิงส่วนตัว และกิจกรรมส่วนรวมอย่าง Thai Society และ สามัคคีสมาคมเป็นต้น นอกจากนี้ความไม่สงบในจิตใจ อันเป็นผลมาจากการขาดวินัย จึงขาดการทำสมาธิ ก็ยิ่งกลายเป็นวงจรอุบาทว์ทำให้ควบคุมตัวเองทำตามวินัยหรือแผนที่ตัวเองวางไว้ไม่ได้อีก พอมาช่วงนี้ เริ่มห่างไกลผู้คนมากขึ้้น เพราะคนอื่นเค้ายุ่งกับ assignment เราว่างแล้ว และก็มีเวลาทบทวน คิดวางแผนงานในช่วงหนึ่งเดือนนี้ เลยเริ่มเห็นเค้าลางของวินัยที่ควรปฏิบัติมากขึ้น
ณ วันนี้ยังเห็นว่า ต้อง Balance เรื่องเรียน เรื่องจิตใจ ร่างกาย และสังคม ให้ได้ ... เรื่องเรียนต้องได้ส่วนในเวลาของวันมากที่สุด เรื่องจิตใจควรได้เวลาในช่วงต้นและช่วงท้ายของทุกๆวัน ประกอบกับการมีสติตลอดวัน เรื่องร่างกาย เช่นการออกกำลัง และเรื่องสังคม ควรจะมีอย่างมากไม่เกิน 3 วัน (นั่นคือเยอะสุดๆจริงๆ) ... แต่วิถีต่างๆก็จำเป็นต้องปรับให้ยืดหยุ่นได้จริง ...ให้เหมาะกับช่วงว่าง ช่วงยุ่ง และลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆในแต่ละช่วง ... แต่สำคัญที่สุดในวิถีนี้คือ การฝึกสมาธิและสติเป็นสิ่งสำคัญประเภทวาขาดไม่ได้จริงๆ ขาดแล้วนี่เหมือนหลับตาเดินเลย ก็เป็นสิ่งท่ีต้องเรียนรู้ต่อไป .... แหม ใช้ชีวิตให้มีคุณภาพนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ แต่จะทำให้ได้ ป.ล. อยู่เมืองนอกหาส้ม หาฝรั่งกินยาก กินกีวี (Kiwi) เพื่อนที่เป็นหมอบอกว่าวิตามินซี เยอะกว่าส้มกว่าฝรั่งอีก ...กินแล้วหายหวัดเลยครับ March 08 ค้นหาตัวเองอันนี้เป็น entry ที่เขียนทันทีหลังจากเข้าไปอ่าน Entry ของ FirstatLast ทันที (http://spacewaywalker.multiply.com/journal/item/16) เพราะว่าเป็นประเด็นที่ได้ครุ่นคิดมาอยู่นานเหมือนกันในฐานะที่เป็นหนึงในคนร่วมยุคสมัยกับเจ้าของบล๊อก (คือเป็นเพื่อนบังนั่นเอง) แต่ว่า สไตล์การเขียนอาจจะไม่แฟนซีเหมือนบัง ก็ต้องขอออกตัวไว้ก่อน
ตอนเป็นรุ่นพี่เค้า เป็นอาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษา นี่ก็เป็นหนึ่งในคำถามยอดฮิตอย่างจริงจัง สำหรับคำถามเกี่ยวกับเรื่อง "การค้นหาตัวเอง"
"การค้นหาตัวเอง" เป็นประเด็นที่สะท้อนมุมมองต่อโลกและตัวเองอย่างหนึ่งคือ เราเชื่อว่าเรามี "ตัวเอง" อยู่ข้างในให้ค้นหา ตัวเองที่ซ่อนอยู่ และต้องการกระบวนการบางอย่าง การตรึกหนึกด้วยคำถามบางอย่าง การพบเจอ พบเห็นอะไรบางอย่าง เพื่อให้ "ตัวตน" ข้างในเปิดเผยออกมา
แต่คำถามสำหรับประเด็นนี้ที่ผมเคยตั้งกับตัวเองคือ "มันมีตัวตนที่ว่าข้างในจริงๆหรือเปล่า?"
ในฐานะคนที่นับถือศาสนาพุทธคงปฏิเสธไม่ได้ว่า มันคงมีความสนใจอะไรบางอย่างติดมาแต่ชาติปางก่อน และเราก็รับรู้ได้ลางๆ นี่อาจจะเป็นตัวตนที่ซ่อนอยู่จริงๆ แต่ว่า ตัวตนนี้จะสำคัญอะไรนอกจากเป็นเครื่องช่วยสะกิดเราว่า "เออ อันนี้ดูน่าจะใช่แฮะ" เพราะว่าตัวตนในอดีตของเรานั้นดับไปแล้ว ชาติก่อนเราอาจจะเป็นพราหมณ์ทำพิธีกรรมทางศาสนา ถ้าเราค้นพบตัวเองในวันนี้ว่าเราเป็นอย่างนั้นมาก่อน เราก็คงไม่ได้จะกลับไปเป็นพราหมณ์หรอกใช่หรือไม่ ?(บางคนอาจจะกลับไปเป็นก็ได้เนอะ) และคงมีเเพียงผู้มีอภิญญาเท่านั้นที่สามารถระลึกรู้ได้ว่าชาติก่อนเราทำอะไรมาบ้าง
ผมคิดว่า ในชาติปัจจุบัน "ตัวตน" ของเรานั้นคงมีอยู่ แต่มันไม่ใช่ตัวตนอันคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง และฝังอย่ในตัวเราอยู่ก่อนรอการค้นหา ...แต่มันเป็นตัวตนที่ค่อยสั่งสมผ่านประสบการณ์ตั้งแต่เล็กแต่น้อย และเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเมื่อเหตุปัจจัยพาเราผ่านสถานการณ์และประสบการณ์ต่างๆในชีวิต ...ความคิดอ่านในวันวานเมื่อสมัย ป.2 กับวันนี้ต่างกันอย่างไร ฉันใดก็ฉันนั้น ...
การค้นพบตัวเองน่าจะเป็นการที่คนแต่ละคนได้มีเวลานั่งทบทวนชีวิตและประสบการณ์ตนเอง เพื่อให้พบเจอ "ตัวตน"ที่สั่งสมผ่านกาลเวลาในชาติปัจจุบันมามากกว่า
แต่ก็จะมีอีกคำถามนึงต่อมาคือ ...เจอแล้วไงวะ ? ...หมายควมว่า บางคนนั่งทบทวนว่าตัวเองผ่านอะไรมาบ้าง แต่ก็ยังไม่รู้ทางไปอยู่ดี หรือก็ยังไม่เห็ฯตัวเองหรือเห็นแค่ลางๆอยู่ดี ในกรณีหลัง สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่ามันเป็นปัญหาของการถูกจำกัดประสบการณ์ของเด็กและเยาวชนอย่างเราๆ คือ พอเราถูกกดดันด้วยการเรียนอย่างเข้มข้น หรือ ความเป็นเห่วงเป็นใยของผู้ปกครองอย่างเข้มข้นจนเราไม่สามารถมีโอกาสออกไปทำกิจกรรม เจอผู้คน เจอโลกและประสบการณ์อื่นๆได้ ...มันจึงยากที่เราจะเห็นตัวตนของเรา เพราะเหมือนว่า ผ้าใบชีวิตของเราเพิ่งถูกร่างด้วยดินสอ จึงเห็นรางๆ ในขณะคนที่เค้าออกไปลองทำกิจกรรมใหม่ๆ เจอผู้คน ผ้าใบชีวิตของเค้าถูกเขียนเป็นรูปเป็นร่างที่เห็นได้ชัดกว่ามาก
ความชัดของภาพตัวตน นอกจากการออกไปพบเจอโลกแล้ว การที่แต่ละคนได้ลองฝึกฝนฝึกปรือกิจกรรมที่ตนทำอย่างจริงจังก็จะเป็นอีกทางหนึ่ง คือ ถ้าออกไปเจอโลกแค่ผิวๆ จริงๆก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ ต้องมีโอกาสได้คลุกคลีด้วย ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องใช้วินัย และความอดทนระดับหนึ่ง ที่จะไปให้จนสุดทาง
ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นการเล่นกีต้าร์ จริงๆเด็กวัยรุ่นทั้งปวงในปัจจุบันก็ถูกกระตุ้นโดยสื่อมากมายให้เห็นว่าดาราและการเล่นดนตรีเป็นของน่าพิสมัย แต่ถามว่า มีเด็กเยาวชนสักกี่คนที่มีโอกาสได้คลุกคลี ฝึกปรือตนเองในทักษะ และสาระสำคัญของมันจนถึงแก่นบ้าง นอกเหนือจากการเล่นด้วยความเท่และความสนุกไปวันๆ หรือการทำกิจกรรมก็ตาม มีไม่น่าจจะเกิน 20% ของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยทำกิจกรรมหรือถือว่าตนเองเป็นนักกิจกรรม แต่จะมีนักกิจกรรมสักกี่คนที่ทำอย่างมีเป้าหมายชัดเจน และต้องการไปให้สุดทาง .... ถ้าไปไม่สุดเลยซักทางจะรู้มั้ยว่าเราชอบชีวิตแบบนั้นมั้ย
สำหรับประเด็นส่วนแรกที่ว่า แม้ไปเจองโลกมากๆก็ใช่ว่าจะตอบ คำถามเรื่องการค้นหาตัวเองได้ ต้องตั้งคำถามให้ถูกด้วยเวลาที่เราทบทวนประสบการณ์
คำถามหลักในการค้นหาตนเอง ผมเห็นว่าน่าจะเป็นคำถามเรื่อง คุณค่า และความชอบ พูดอีกแบบหนึ่งคือ ความรุ้สึกว่าตนเองมีคุณค่าจากกิจกรรมนั้น กับคุณค่าที่เราให้กับกิจกรรมหรือทางเลือกนั้น
ผมว่า(จากประสบการณ์) ทางที่ใช่ ของคนแต่ลคนคือเส้นทางที่เราเข้าไปทำแล้วรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าเพิ่มขึ้น และเราเองก็ชอบกับงานที่ทำ อันนี้คือเยี่ยม ความรู้สึกที่บอกอันนี้ก็คือ เมื่อทำแล้วรู้สึกกระตือรือร้นอยากำงานไปเรื่อยๆ อยากพัฒนางานของเราจนสุดทาง เต็มความสามารถ ...ถ้าทำแล้วรู้สึกแห้งแล้ง พลังชีวิตหมดลงทุกที ความกระตือรือร้น ความใฝ่รู้ลดลงเรื่อย นั่นน่าจะเป็นตัวชี้วัดที่บอกได้ว่า นั่นอาจจะไม่ใช่ที่ของเราก็ได้
อย่างไรก็ดี เราจะไม่มีทางรู้เลยจนกว่าเราจะมโอกาสได้ลอง คนที่มีโอกาสทำกิจกรรมอย่างเอาจริงเอาจังและหลากหลายในระดับมหาวิทยาลัยน่าจะมีโอกาสมากกว่าเพื่อนหน่อย คำที่ต้องบอกว่าหลากหลายด้วยก็เพื่อให้เราเห็นความแตกต่าง ถ้าไม่มีความชั่วเราอาจจะไม่รู้ว่ามีความดี ไม่มีกลางคืนก็ไม่รู้ว่ามีกลางวัน ถ้าไม่เจอทางที่ไม่ชอบเลยจะรู้ได้ไงว่าชอบทางไหนมากกว่ากัน ทางไหนจะให้รามีคุณค่ามากกว่ากัน
ถ้าถามต่อว่าแล้วจะเลือกได้ไง ทางเลือกมันมีตั้งมากมาย ถ้าถามผม ผมว่าทางเลือกมันมีไม่มากหรอกนะครับ มันขึ้นอยู่กับว่าใครสร้างฐานของตัวเองในวัยเด็กมายังไงมากกว่า คือถ้าเรามีฐานมาจากวัยเด็ก มันจะสานต่อได้ง่ายมากๆ มันจะเป็นตัวบอกเราเองว่าเราควรจะไปทางไหน เลือกอะไร แล้วก็หมั่นทำความดี เป็นคนดีเอาไว้ครับ กรรมและสภาวะจิตของเราจะได้นำพาเราไปพบคนดีๆ ที่ีดีๆ
ฉะนั้นโดยสรุปแล้ว ผมคิดว่า "ตัวตน" ของแต่ละคนมันสั่งสมผ่านประสบการณ์มาเรื่อยๆ และเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย การได้ลองทำกิจกรรมต่างๆอย่างเต็มที่และหลากหลายจะทำให้เรารู้ว่า กิจกรรมไหนทำให้เรารู้สึกมีคุณค่า มีความกระตือรือร้นมีฉันทะมากน้อยกวากัน และเราสร้างคุณค่าให้ตนเองและสังคมจากสิ่งนั้นได้มากน้อยแค่ไหน ...
March 07 ฝ่าด่านอรหันต์ไม่มีที่สิ้นสุด...ฝ่าด่านแรก ก็เจอด่านที่ยากเข้าไปอีก ...ยิ่งฝ่ายิ่งเจอ ...ยิ่งฝ่ายิ่งเจอ ยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ...
เราไปเองไม่เป็นไร ...แต่เค้าจะไปกับเราด้วยเหรอ? ... หรือเค้าควรจะไปกับเรามั้ย? March 04 พระอาจารย์ประสิทธิ์ ถาวโร , วัดถ้ำยายปริก เกาะสีชัง จ.ชลบุรีช่วงหลังๆนี่ ผมเข้าไปอ่านบอร์ดลานธรรม บ่อยๆ และได้เจอกระทู้ คุยกันฉันท์ธรรม http://larndham.net/index.php?showtopic=23653&st=0 ของคุณรักพงศ์ จึงได้มีโอกาสอ่านและรับรู้สิ่งที่พระอาจารย์ประสิทธิ์ถาวโร วัดถ้ำยายปริก เกาะสีชัง จ.ชลบุรี ได้เคยพูดคุยและสั่งสอนคุณรักพงศ์เอาไว้ ซึ่งต้องขออนุโมทนากับคุณรักพงศ์ไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ตัวผมได้เรียนรู้มากมายจากกระทู้นี้ ตัวผมเองได้อ่านและได้ลองปฏิบัติธรรมมาเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีติดขัด การอ่านกระทู้นี้ คำสอนของพระอาจารย์ประสิทธิ์เปรียบเสมือนการพลิกกะลาที่คว่ำให้หงายสำหรับผมเลยทีเดียว แม้เป็นจุดเล็กๆ แต่ก็เป็นจุดเปลี่ยนอันสำคัญ จากนั้นผมถึงได้่อ่านจนจบทุกๆข้อความ ซึ่งทำให้ได้มุมมองเกี่ยวกับพุทธศาสนาและการปฏิบัติเพิ่มเติมขึ้นอีกมากโขเลย
อย่างไรก็ดี เมื่อปีที่แล้ว พระอาจารย์ประสิทธิ์ ได้มรณภาพ ในช่วงเดียวกันของปีนี้ และ กำลังจะมีงานบำเพ็ญกุศลและประชุมเพลิงในช่วงวันที่ ๖ ถึง ๙ มีนาคมที่จะถึงนี้ ที่วัดถ้ำยายปริก เกาะสีชัง จ.ชลบุรี ตัวผมเองรู้สึกว่า ในทางหนึ่งก็โชคดีที่ได้มีโอกาสรับรู้รับทราบเกี่ยวกับคำสั่งสอนของพระอาจารย์ประสิทธิ์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ไปกราบนมัสการท่านด้วยตนเอง
แต่สิ่งที่สำคัญหาใช่สังขารของท่านอาจารย์ไม่ แต่คำสอนของท่านที่อยู่ในตัวของลูกศิษย์ของท่านทุกๆคน และที่คุณรักพงศ์ได้บันทึกไว้ จะเป็นตัวแทนของท่านในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบไป
ขอนมัสการ พระอาจารย์ประสิทธิ์ ถาวโร มา ณ ทีนี้ |
|
|