Chol's profileอาจารย์บาทเดียวPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 18

    Journal April 18th 08

    2008

    Friday, April 18

    9:28:55 AM

    โอย ...​เหนื่อยเลย

    เมื่อวาน ตื่นแต่เช้าาา ขึ้นมาทวนหนังสือ แล้วก็ไปสอบ IEP (International Economic Policy) รู้สึกเหมือนทำข้อสอบที่คณะเศรษฐศาสตร์ แต่ว่า มันเป็นภาษาอังกฤษ เลยมีปัญหาในการกะเวลาพอสมควรในช่วงต้นแล้วดันต้องมาลกๆ ในตอนท้าย ... ข้อสอบมี 10 ข้อให้เลือก 6 ข้อ มีเวลา 2 ชม. รวมๆก็ข้อละ 20 นาทีจะกำลังพอดี ... แต่ก็นะ ก็พลาดในการจัดการเวลาตอนต้นๆ แต่รวมๆไม่มีข้อไหนที่เลือกตอบแล้วทำไม่ได้ (ก็แน่นอน...เลือกเอง ฮ่าๆๆ) ... แต่ก็อาจจะไม่ได้คะแนนเต็มซะทีเดียว จากการเป็นคนตรวจข้อสอบมาก่อนก็พอจะคาดคะเนได้

    สอบปั๊บเดินไปเรียน Macroeconomic for Development ต่อ อีกสองชม. คาบนี้เป็นคาบสุดท้าย พวกที่เป็นเด็ก MADE ก็จะ active เป็นพิเศษ เพราะเพิ่งมีความรู้เต็มเปี่ยมจากการสอบ ก็ช่วยให้การเรียนสนุกขึ้น ส่วนเพื่อนๆที่อยู่เอกอื่นแล้วเอาตัวนี้เป็นวิชาเลือกอาจจะไม่ค่อยกระตือรือร้นเท่าไหร่นัก ตอนท้ายเรามีถ่ายรูปรวมกันของทั้งห้องด้วย ...เพื่อเป็นเกียรติกับ Edward Anderson อาจารย์ที่น่ารักของพวกเราทุกคน

    Edward Anderson เป็นอาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคกับประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะแถบลาตินอเมริกา เพราะแกทำ Thesis ปริญญาเอกในเรื่องนี้ที่ Sussex นะ ...ถ้าจำไม่ผิด ... Edward อายุประมาณ 30 ก็ถือว่ายังหนุ่มอยู่ และก็ดูหนุ่มจริงๆ เป็นคนอ่อนโยน คอยระแวดระวังคำพูดของตัวเองกับความรู้สึกของนักศึกษาเสมอ จนในครั้งแรกๆก็ดูขาดความมั่นใจไป แต่หลังจากนั้นเค้าก็น่ารักมากเลย คือ ถ้านักศึกษาสื่อสารทางหน้าตาว่างง แกก็จะอธิบายให้ใหม่โดยอัตโนมัติ ...มีวิธีเบรก (ที่ค่อยๆเรียนรู้มา) ได้ละมุนละม่อมดี ...มีวิธบอกว่าอันนี้ผิดอันนี้ถูกได้ละมุนละม่อมอีกเช่นกัน เลยไม่ทำให้นักศึกษารู้สึกโง่ ...หรือเวลาบางคนถามคำถามที่เบสิคมากๆ แกก็ช่วยขยายความได้ดี

    จริงๆแล้ว Edward นี่เป็ฯอาจารย์ที่ดีเกินกว่าที่ผมจะคาดว่าจะเจอในการเรียนปริญญาโท เพราะตอนแรกคิดว่าจะต้องสอนแบบไม่รู้เรื่องและเราต้องทุ่มเทเวลากับการอ่านให้มากๆ ...แต่อันนี้แกสอนดี ... อาจจะดีเกิ๊น ...​คือ มันมี Moral Hazard ของการสอนดีอยู่คือ มันจะทำให้นักศึกษาหมดแรงจูงใจที่จะอ่านไปโดยปริยาย ถ้าจะสอนดีต้องมีกิจกรรมในห้องเรียนหรือเงื่อนไขอื่นๆเพื่อให้เด็กๆยังสนใจที่จะศึกษาด้วยตนเองเพิ่มเติมขึ้นไปอีก ...อืมแต่บางที essay อาจจะพอแล้วก็ได้ มีตั้งสองชิ้นแน่ะ -_-"

    กลางวันก็ไปกินข้าวกับมารี แล้วก็เถลไถลอีกนิดหน่อยกินไอติม (เนื่องจากมารีเกิดขึ้เกียจทำงาน...) แล้วก็ไปเอาสปอนเซอร์กับพี่ๆ ....​มาหา article สำหรับ essay ของ Rural Policies และช่วยน้องฝ้ายจัดการเอกสารสำหรับ วีซ่า คือ เราต้องพิมพ์หนังสือเชิญ และสำเนา identity ของเราส่งไปให้ ใช้เวลานานมาก โดยเฉพาะการเดินไปและเดินกลับ ... ถึงห้องก็กรอบเลย ...เลยนอนดีกว่า เลยไม่ได้เขียนเมื่อวาน ...

    แต่วันนี้ก็คงต้องตั้งใจทำ essay ให้เต็มที่ ...​ว่างๆจะต้อง edit Macro รอบสุดท้ายและไปส่งซะ ... essay ของ Rural Policies ต้องรีบจัดการ ...​เพราะจะได้มีเวลาเพิ่มเติมในการอ่านหนังสือสำหรับสอบปลายภาค ที่กังวลสูงสุดคงเป็น Econometrics เพราะหินที่สุด รองลงมคงเป็น Micro เพราะพอรู้เรื่องบ้าง แต่เพราะอาจารย์ที่สอนเลยทำให้หนักใจพอสมควร -_-" (ละไว้ในฐานที่ไม่ต้องเข้าใจก็ได้) ... Macro นี่น่าจะดูใช้เวลาน้อยที่สุดเนื่องจาก ในเชิงทฤษฎีที่เค้าสอนก็ค่อนข้างแม่น คือหลักมันเป็น Solow Growth Model ในครึ่งแรก และ Dependent Economy Model ในครึ่งหลัง ...ที่เหลือก็เป็ฯอะไรที่เพิ่มเติมหรือ Apply จากนั้นไป ซึ่งตอนนี้ก็รู้สกว่าตัวเองมีความรู้มากขึ้นแล้ว :D ...

    การสอบมันก็ดีอย่างนี้นี่เองนะ ทั้งการเขียนตอบในเวลา และการทำ essay เพราะมัน force ให้เราต้องมีความรู้ดีพอที่จะสื่อสารออกมาให้ได้อย่างครอบคลุมและชัดเจนที่สุดที่เป็นไปได้ ... ไม่อย่างงั้นก็เขียนออกมาไม่ได้แน่ๆ ... ดีครับดี ...

    ​นอกจากนี้การสอบยังทำให้เราต้องทำงานหนักๆด้วย โดยส่วนตัวไม่รู้เป็นไร รู้สึกมีความสุขกับการทำงานหนักมากๆ อยากบังคับตัวเองให้ทำงานหนักให้ได้ทุกๆวัน การทำงานหนักไม่ใช่เรื่องเครียดเลย มันเหมือนกับออกกำลังกายหนักๆมากกว่า พอหยุดทำงานหนักๆเราก็จะรู้สึกผ่อนคลายไปเอง เรื่องทางร่างกายไม่ค่อยรู้ แต่ทางจิตใจเราก็โล่งไปได้เพราะว่าวันนี้เราเห็นความคืบหน้าของงานเรา พอทำงานไม่หนักแล้วกลับเครียดหนักกว่าเดิมเพราะไม่เห็นความคืบหน้าและทางข้างหน้าอย่างที่หวังไว้

    อย่างไรก็ดี บางทีก่อนจะเริ่มทำงานหนักให้เต็มที่ได้เราอาจจะต้องชัดเจนกับวิธีการทำงานและเป้าหมายของการทำงานของเราว่าอยากได้อะไรแล้วมันต้องทำยังไงให้มันชัดๆ บางทีชอบคิดว่ารู้อยู่แล้ว แต่จริงๆแล้วไม่ หรือไม่ก็ไม่ได้ย้ำกับตัวเองเลยตระหนักไม่ได้ว่าเราจำเป็นจะต้องทำอะไรอย่างไร ...การกำจัดความกังวลเล็กๆก่อนก็อาจจะจำเป็นในการทำให้เราสามารถ Concentrate กับงานท่ีเราอยากจะทำให้หนักๆได้ เช่น การล้างจานในครัว การซักผ้า ฯลฯ (ที่พูดมานี่ล้างจานไปอย่างเดียวเอง -_-")

    อ่อ ...มีจัดโต้ทำงานด้วย ...ฮืม...รู้สึกดีขึ้นมาอีกนิดนึง :D

    April 16

    Journal April 16th 08

    2008

    Wednesday, April 16

    7:55:47 AM

    การเริ่มเปลี่ยนตัวเองวันนี้เกิดขึ้นแล้ว!

    วันนี้ลืมตาตอนประมาณหกโมงครึ่ง พลิกไปมาอีกสิบห้านาทีก็ตื่นไปเข้าห้องน้ำและทำกับข้าวตอนเช้า หลังจากที่ไม่ได้ทำมานาน ... มันมีความสุขพิลึกเวลาตื่นมาแล้วมองฟ้าที่กำลังสางอยู่ ...แล้วไปปล้ำกับหมูสับที่แข็งโป้กเนื่องจากลืมเอาลงจากช่องฟรีซซ ... ระหว่างที่รออะไรๆสุกในครัวก็มารดน้ำต้นกระเพรา ...

    แหม ดูมีความสุขชอบกล

    ที่มาเขียน Journal แต่เช้าเพราะเกิดความคิดในการทำกับข้าวขึ้น

    วันนี้ทำลาบหมู กับ แกงจืด ....ทำลาบหมูเพราะอยากกินอะไรจัดๆ แต่ทำแกงจืดเพราะมันเป็นอาหารเวลาอ่านหนังสือได้ดี เพราะว่า มันเก็บไว้ได้นานหน่อย จะกินก็อุ่นเอาได้ ... ทำแกงจืดผักกาดขาว ใส่เห็ด และใส่มะเขือเทศสีดา ใส่คนอร์ไปก้อนนึง แล้วก็ต้มไว้อย่างนั้น

    พอคิดว่าน่าจะสุก ก็ลองชิมน้ำดู มันมีรสหวานของมะเขือเทศสีดาอยู่ด้วย ทำให้นึกไปถึงตอนจอร์แดนต้มแกงให้กิน เค้าใส่ ....อะไรหว่า ลืม ... ที่มันเป็นผลไม้ชนิดนึงเชื่อมน่ะ ...ที่กินกับเต้าทึงด้วยน่ะ ...นั่นแหละ มันให้รสหวานดี เลยนึกในใจว่า ถ้าทำแกงคราวหน้าใส่องุ่น หรือแอปเปิล้สับนี่มันจะเป็นยังไงหนา ...หึหึหึ

    วันหลังลองแล้วจะมาเล่าให้ฟัง...

    ตอนทำกับข้าวใกล้จะเสร็จแล้ว ก็นึกในใจว่าทำไมไม่เห็นได้ยินเสียงหม้อข้าวมันเด้ง (เวลามันสุกสวิตช์จะเด้ง) เลยหว่า ...ปรากฎว่า ลืมกดสวิตช์ -_-" อ่ะเนี่ย เพิ่งเด้งตะกี้ .... :) เปิ่น จริงๆ

    เช้าวันนี้ยังให้ความรู้สึกแปลกๆอยู่มากเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ว่า สงบเงียบและมีความสุขดี

    ขอบคุณน้องฝ้ายที่โทรมาตั้งแปดทีแน่ะ พี่ทำกับข้าวอยู่จ้าาา

    Journal April 15th 08

    2008

    Tuesday, April 15

    11:04:25 PM

    อ่าน IEP จบไปแล้วครึ่งนึง เย้! สอบวันพฤหัสฯ นี้

    วันนี้มี presentation ของ Rural Policies อะไรๆก็ผ่านไปด้วยดี

    น้องแต๋มส่งหนังสือเรื่อง เปลี่ยนตัวเองใหม่ใน 5 นาที ของสำนักพิมพ์วงกลม มาให้ น่ารักมากๆ ขอบคุณนะคับ

    หลักสำคัญที่อ่านจากหน้าแรกๆก็คือ เราควรจะลองเปลี่ยนอะไรเล็กๆในตัวเองก่อน อะไรที่มันทำได้ใช้เวลาไม่มาก เช่น ไปล้างจาน จัดโต๊ะเขียนหนังสือ นอนให้ไวขึ้น อะไรงี้ .... แล้วก็พัฒนาไปเรื่อยๆ จะทำให้เรารู้สึก Active ขึ้น ...​วันนี้ก็เริ่มไปแล้วด้วยการล้างจานในครัว และจัดโต๊ะให้มันโล่งขึ้น ก็ดีขึ้นไปอีกหน่อย.... จะพัฒนาต่อด้วยการนอนให้เร็วขึ้น ตื่นให้เร็วขึ้น และทำกับข้าวตอนเช้า ...

    กระเพราของเราอาการประหลาดๆ ... ตกลงไม่รู้จะอยู่หรือจะไปกันแน่ หรือมันหลับอยู่ก็ไม่รู้ ดูเฉาๆชอบกล ... หง่าา

    เด็กป.ตรีที่นี่ช่างห่ามจริงๆ และไร้ซึ่งความตระหนักรู้และเกรงใจ ...​ใครจะมาเรียนป.โทเมืองนอก เตือนไว้เลยว่า อยู่หอที่ไม่มีเด็ก ป.ตรีอยู่จะดีมาก จะได้ไม่ต้องทนกับเสียงดังของปาร์ตี้ที่มีบ่อยๆ หรือบางทีมันก็เหมือนจะเปิดเทคในห้องของมันเอง.... อยู่กับ ป.โทด้วยกัน ดีตรงที่ เราต่างก็มี assignment ต้องจัดการเหมือนกัน มันก็จะเงียบกันหมด ... :P ถึงจะมีปาร์ตี้ก็นานๆที และก็มีแนวโน้มจะไม่โวยวายมากกว่า ....

    เอาล่ะ เพื่อให้นอนได้ไวขึ้น จะหยุดเขียนเท่านี้ก่อน ...

    วันนี้ขอบคุณ ..

    พ่อกับแม่ที่โทรมาสองวันสงกรานต์ติดๆเลย คิดถึงเหมือนกันนะคร้าบ

    น้องแต๋มที่ส่งหนังสือมา

    น้องฝ้ายที่นั่งคอยเตือนไม่ให้เปิดเนตอยู่ด้วยกันผ่านทาง skype เวลาพี่อ่านหนังสือ

    Skype ... ที่ทำให้เราได้สื่อสารกัน ...​แต่คงไม่ต้องขอบคุณ alexander Grahambelle อะไรงี้ละมั้งนะ

    ขอบคุณ Hem (ชาวเนปาล) และ Jun (ชาวญี่ปุ่น) เพื่อนร่วมกลุ่มพรีเซ็นต์ Rural Policy ที่มีประสิทธิภาพและทำให้การพรีเซนต์ผ่านไปได้ด้วยดีและราบรื่น

    The Zest ที่เป็นแหล่งอาหารเย็นเวลาขี้เกียจทำกับข้าว ...

    April 14

    Journal April 13th 08 (cont.)

    11:12:43 PM

    สิ้นวันแล้ววันนี้ ...

    วันนี้ได้ทำแกงเผ็ดไก่ให้ จอร์แดนกินซักที ตอนแรกจะทำเนื้อ แต่แย่มากๆ เนื้อที่บอกว่าหมดอายุพรุ่งนี้ กลับเสียซะนี่ สงสัยคราวต่อๆไปต้องเอาเข้าฟรีซทุกครั้ง ประมาทไม่ได้จริงๆ ...​เห็นข้างนอกดีๆ แต่ตรงกลางนี่เน่ากันเลยทีเดียว แย่ๆ ... แต่ไก่ก็อร่อยมั่กๆครับ จอร์แดนกินไม่หยุดเลย ดีใจ

    อีกเรื่องคือ ตกลงคุยกับยาใจแล้วนะครับพ่อ ว่าจะไปทานข้าวกับท่านเตช และภรรยา และยาใจ ในวันพุธที่ 23 นี้ครับ ...แอบดีใจนะเนี่ย

    อ่อ อีกอย่างที่สำคัญคือ วันนี้ Essay วิชา Macro เสร็จโดยสมบูรณ์ แบบ Prove แล้วเรียบร้อย เสร็จก่อนตั้ง 11 วันแหน่ะ ...ดีใจจัง ...​เหลือ Rural Policies กับ อ่านเตรียมสอบวันพฤหัสฯนี้ ..คงต้องอ่านสอบก่อนแล้วละเนอะ และก็ทยอยทำของ Rural Policies ไปเรื่อยๆอีกที

    อีกอย่างวันนี้ เดินเอาของขวัญไปให้ Mika เพราะเป็นวันเกิดเธอ ... Mika เป็นผู้หญิงญี่ปุ่นคนที่สองที่ผมเจอที่ UEA เธอเรียน Diploma ด้าน Development Economics ... Diploma นี่เป็นเหมือนประกาศนียบัตร เป็นอารมณ์การเตรียมความพร้อมของการเรียน Dev Econ ในปีถัดไปนั่นเอง ... เจอกันครั้งแรกที่ห้องประชุมที่เขาแนะนำมหาวิทยาลัย จากนั้นก็เจอเป็นพักๆ ...​แต่ไม่เคยรู้เลยว่า จริงๆแล้วMika ไม่เคยฟังเพลงผมร้องเลย วันนี้ เพื่อนๆเรียกร้องก็เลยกลับไปเอากีต้าร์แล้วก็เล่นให้ ทุกๆคนที่งานฟังสักประมาณ 7-8 เพลงแล้วถึงจบ ..ง

    หลังร้องเสร็จ Ivan คนจีนที่เจอตั้งแต่เทอมที่แล้วไปเล่นบอลด้วยกัน ก็เข้ามาถามเกี่ยวกับเรื่องร้องเพลง ทำให้ตระหนักได้หลายเรื่องเลย

    1. เราสอนชาวบ้านไม่รู้้เรื่องจริงๆ ... แค่ภาษาไทยก็ลำบาก นี่ภาษาอังกฤษด้วย สงสัยต้องหาวิธีสอนดีๆบ้างแล้ว

    2. การร้องเพลงนี่จริงๆแล้วพูดให้ฟังลำบาก เหมือนธรรมะเลย เป็นปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน เพราะมันเป็นเรื่องของการเรียนรู้อุปกรณ์ภายในตัวของเรา และการฝึกฝน ... การใช้ลมปราณ เป็นส่วนสำคัญ แต่นั่นแหละ ยิ่งพูดยิ่งไม่เข้าใจ เลยบอกเค้าว่า เลือกเพลงที่ยากๆและชอบ ฝึกร้องไปเรื่อยๆ หาวิธีที่เหมาะกับตัวเอง ไปเรื่อยๆ เรียนรู้อุปกรณ์ภายในตัวเองไป ... อยากสอนได้จัง สงสัยตั้งหาวิธี

    3. ... อะไรหว่า ลืม อ่อ ...​ยังไงก็ยังหาวิธีตอบสนองคำชมของคนอื่นได้ไม่ค่อยถูกน่ะ อารมณ์ว่า เขินน่ะครับ เวลามีคนชม ...

    เสร็จแล้วก็กลับหอกับ Ayako คนนี้เป็นคนญี่ป่่นอยู่ห้องผนังติดกันเลย ...แต่ไม่ค่อยได้คุยกัน แกขี้อายมากกกก แต่แกเรียน International Relation ...วันกลับมาก็เลยชวนคุยไปเรื่อย ..​ที่จะเน้นมากคือบอกเค้าว่า ถ้าเกิดเราร้องเพลงแล้วรบกวนเธอให้บอกนะ จะได้ระวังๆเอาไว้ ...และยิ่งไม่ค่อยแน่ใจเข้าไปอีกเมื่อเธอบอกว่า ไม่เป็นไร จริงๆฟังเพลงคุณแล้ว Relax ดี :D ...​แต่แกอาจจะเกรงใจมากไปเลยพูดแบบนั้น โดยสรุปคือ ระวังไม่ให้รบกวนแกก็ดีที่สุดแล้ว ... :)

    เอาล่ะ เตรียมสู้กับ International Economic Policy เต็มสูบแล้ว !!!!!!!

    April 13

    Journal April 13th 08

    2008

    Sunday, April 13

    9:36:07 AM

    วันนี้ว่าจะตั้งใจทำงานซะที หลังจาก Low Productive มาสองสามวัน (แต่ก็ทำงานนะ)

    สองวันก่อนลืมบอกไปว่าตอนนี้เรามีสมาชิกใหม่ในห้องแล้ว ...นั่นก็คือ

    ต้น กระเพรา (Basil) นั่นเอง

    พอดีวันก่อนไป Morrison แวะไปดูตรงซุ้มสมุนไพร แล้วเห็นว่ามันมีสมุนไพรแบบเป็นต้นเลย แถมดินและกระถางให้ด้วย ก็เลยสนใจมากๆ ปกติมักจะกินผัดกระเพราอยู่แล้วด้วย เลยคิดว่าถ้ามีกระเพราในห้องสักหน่อยก็คงจะดี จะได้ไม่ต้องไปซื้อบ่อยๆ แล้วก็ดูมันค่อยๆโตด้วย เอาไว้อยู่เป็นเพื่อนกัน คอยรดน้ำ

    จริงๆแล้วกระเพราฝรั่งกลิ่นไม่ค่อยเหมือนกันกระเพราบ้านเราเท่าไหร่ แอบรู้มาว่า จริงๆแล้วพืชตระกูลกระเพรานี่ก็มีทั่วไปในเขตภูมิอากาศแบบเรา อิตาลี เค้าก็มี จริงๆ กระทั่งญี่ปุ่นที่ไม่ได้อยู่ในเขตหนาว ก็มีพืชแบบกระเพรา แต่ไม่รู้เรียกอะไร เพียงแต่กลิ่นและรสก็คงจะต่างกันนั่นเอง

    อีกหน่อยจะซื้อ โหระพา ผักชี ฯลฯ ฮ่าๆๆๆๆ สงสัยห้องจะเปลี่ยนเป็นแปลงเศรษฐกิจพอเพียงแหงๆเลย

    อ่อ แล้วจะบอกว่า กระเพราแบบต้นนี่กลับถูกมาก ราคาเดียวกับที่ลิดใบมาแล้วเลย 69 p ซักประมาณ 50 บาทได้ ...แต่เทียบกับราคาไทยก็คงแพงมากๆแหละเนอะ ... แต่ก็คิดว่าคงลดค่าแรงงานที่จะดูแลเรื่องการลิดใบและ Packaging ไปได้เยอะพอดูเลยล่ะ ... แต่ก็ถ้าใครมีอะไรที่ควรระวังในการดูแลต้นไม้ก็บอกหน่อยละกันครับ ไม่อยากให้มันตายก่อนเวลาอันควร

    สุขสันต์วันสงกรานต์ด้วยเน้อ ...หวังว่าปีใหม่คงจะมีอะไรดีๆผ่านเข้ามาในชีวิตทุกๆคน

    journal April 12th 08

    2008

    Saturday, April 12

    7:50:56 PM

    วันนี้ทำกับข้าวกินกับเมทด้วย สุขใจ

    วันนี้ essay ของ Macro เสร็จ draft ไปแล้ว คืนนี้จะใส่ข้อมูล ทำ reference ให้เสร็จแล้วรบกวน Mari ช่วยอ่านให้หน่อย ...สุขใจ

    วันนี้ ทำpresentation กลุ่มสำหรับ Rural Policies เสร็จไปอีกเหมือนกัน สุขใจ

    น้องๆ Thai Soc ช่วยจัดการเรื่องอาหารให้เต็มที่เรย สุขใจ ...

    น้อฝ้าย Happpy จากการสอบ IELTS และการจะได้มาอังกฤษ ...สุขใจด้วย เย้

    เครียด ... มีสอบวันที่17 ยังไม่ได้อ่านเรย(International Economic Policy)

    เครียด ... Deadline essay ของ Rural Policies ยังไม่เริ่มเรย

    เครียด ...งานสงกรานต์วันที่ 20 ยังไม่เรียบร้อยเท่าไหร่ (แต่ก็ไปเรื่อยๆก็ยังดี)

    เครียด ...สอบใหญ่วันที่ 5 พ.ค. ยังไม่ได้เริ่มเหมือนกัน (มีหลงเหลืออยู่บ้างแต่ต้องทวน)

    เสียใจ ...น้องฝ้ายไม่ได้มาเรียนแล้วง่ะ ปีนี้ ได้เป็นตัวสำรองของ Erasmus T_T

    เสียใจ ... ขามารีแย่แล้ว ต้องเข้าโรงพยาบาล หมอบอกให้นอนเฉยๆ

    เออ... นึกไม่ออกแล้วแฮะ ... ก็ดีเนอะ มีเรื่องดีๆ เครียดๆ เสียใจ... มันยังมีไรอีกป่าวหว่า กังวล ...เรื่องสมัครเรียน ... แต่ก็คืบหน้าไปมากแล้ว

    กังวล ...เรื่องขอ Ethical clearance สำหรับ dissertation และการติดต่อพื้นที่วิจัย

    น่าจะหมดแล้วเนอะ ... หมดเหอะนะ ... ป.ล. พ่อแม่ ยาใจมาอังกฤษและฝรั่งเศส ... แล้วแกส่ง message มาบอกว่า จะมาเยี่ยมหลังจากกลับจาก ฝรั่งเศส ... ว่าแต่ ได้ข่าวว่าพ่อยาใจเป็นปลัดกระทรวงฯ นี่นา ...เลยบอกว่าเดี๋ยวไปหาจะเหมาะกว่านะครับ ... :)

    April 11

    Journal April 11th 08: เซ็ง

    2008

    Friday, April 11

    5:25:37 PM

    วันนี้ได้คะแนน essay วิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคสำหรับการพัฒนากลับมา ได้ 63 คะแนน ...ไม่รู้จะ "เอง" หรือว่าจะเฉยๆดี เพราะ 63 ก็นับว่าดี แต่มันยังไม่ดีมากง่ะ -_-" และในรอบนี้ ภาคเก่าๆสมัยเรียนป.ตรีก็กลับมาอีกที ...​เคยมั้ยเวลาติวเพื่อนแล้วเพื่อนได้ดีกว่ามากๆ รอบนี้ มารีได้ตั้ง 71 แน่ะ!!! จริงๆแล้วดีใจกับเค้าด้วย เพราะเว่าเราช่วยเค้าในเรื่องเกี่ยวกับไอเดีย และทฤษฎีมากเลย ... แต่ก็ได้แต่รันทดใจตัวเองว่า มันเกิดอะไรขึ้นหว่า ทำไมมันถึงไม่สามารถก้าวข้ามพ้นอะไรพวกนี้ไปได้ ... มันมีอะไรผิดตรงไหนหว่าา

    แต่พอจริงๆแล้วคิดไปคิดมา ก็คิดได้ว่า ... ก็เรามันชอบเลือกทางแปลกๆเนอะ

    นึกขึ้นได้ว่า essay อันแรกเราเลือกทำหัวข้อเดียวกับมารี (อันที่สองนี่ก็เหมือนกัน) ..เกี่ยวกับเรื่อง Inequality กับ Growth ... แต่ว่าเราคิดว่า ถ้าทำเรื่องนี้ตรงๆมันจะมีอะไรที่มันแตกต่างจาก Lecture หว่า ...​เราก็เลยเลือก focus เกี่ยวกับ Gender inequality... ก็คิดว่านี่อาจจะเป็นเหตุหลักๆที่ทำให้เราไม่สามารถตอบให้ตรงคำถาม หรือให้ความสำคัญกับประเด็นที่มันน่าจะสำคัญในคำถามนั้นๆได้ ...

    ...ก็คงต้องเล่นตามเกมส์บ้างละมัง สงสัย ...

    อย่างไรก็ดี มันก็มีข้อดีตรงที่ว่า มารีรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณมาก เลยจะเลี้ยงข้าวเย็นอย่างเป็นทางการ และเสนอว่าจะช่วยดูเรื่องภาษาให้ก่อนจะส่ง ...ซึ่งก็เยี่ยมเลย :D หวังว่าอะไรๆคงจะดีขึ้นบ้าง ...เฮ้อออ

    จิตแอบตกเลยเนี่ย ... เอ... หรืออาจจะหิวหว่า .. ไปล้างจานทำอะไรกินดีกว่า -_-"

    ป.ล. ไม่ได้เขียนเผื่อหลายวันนะ ...​ทำ essay อยู่ไงเลยไม่ได้อัพ ... แหม น้องแต๋มเดี๋ยวนี้มุขเยอะ ;)

    April 08

    Journal April 7th 08 (Cont.) : Academically happy!

    12:28:07 AM

    จนแล้วจนรอดก็มาเขียน Journal ท้ายวัน เลทอีกจนได้ แต่วันสองวันนี้มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นเยอะมากจน ต้องค่อยๆเขียน

    ตั้งแต่คืนวานแล้ว นั่งทำใบสมัครของ Erasmus University of Rotterdam อยู่ จะสมัคร Research Master in Philosophy and Economics คอร์สนี้เป็นเหมือนคอร์ส สำหรับนักเศรษฐศาสตร์สถาบันโดยตรง เค้ามีกระทั่ง Quatitative method สำหรับการศึกษาทางด้านสถาบันเสียด้วยซ้ำ!!! น่าสนใจมากๆ อีกคอร์สนึงคือ PhD ของที่ UEA นี่แหละ ก็คุ้นเคยและเห็นลู่ทางในการทำประเด็นที่เราสนใจ โดยเฉพาะด้านเศรษฐศาสตร์สถาบัน ...​จริงๆอาจจะเขียนชื่อ Topic เท่ห์ๆ เอาไว้ก่อน ...​ว่าเป็นหัวข้อ New Institutional Economics of Knowledge ... มันจะมีมั้ยเนี่ย -_-"

    แต่เอาเข้าจริงๆก็พบว่า ผมมีความสนใจเรื่องนี้อย่างมาก มาก มาก มาก ไม่รู้จะมากยังไง ... สัมมนาตอนป.ตรี ก็ทำเรื่อง "ปัจจัยเชิงสถาบันที่มีผลต่อการสร้างและจัดการองค์ความรู้ของชุมชนเกษตรยั่งยืน" ได้รางวัลรายงานสัมมนาดีเด่นด้วยนะ ... แต่เท่าที่ฟังคอมเมนต์ ที่ได้รางวัลก็เพราะมัน Break through รายงานสัมมนาด้วยกันเองมากๆ และใช้เฟรมเวิร์คที่ชาวบ้านเค้าไม่ได้เรียนกัน เช่น Neo-Austrian Economics หรือ New Institutional Economics ในการอธิบายนั่นเอง หัวข้อตอนป.โท นี่ก็เป็นเรื่อง Collective Actions in Knowledge Exchanging Activity: Comparative Case study in Farmer Innovation Network and Clayhouse Network ... แต่ยังไม่ได้เริ่มนะครับอันนี้ แค่หาๆหนังสือ และทำงานเรื่องความคิดไปเรื่อยๆ แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ทำ เพราะต้องจัดการ Essay กับ assignment...

    และยิ่งรู้สึกว่าสนใจมากๆ เมื่อตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อเห็นบทความเกี่ยวกับเรื่องประมาณนี้ ซึ่งหาลำบากมากๆ และก็จะตื่นเต้นขึ้นไปอีก เมื่อเห็นชื่อโปรเฟสเซอร์ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยใกล้เคียงหรือกระทั่งใน UEA นี่เอง แต่อยู่ในDepartment of Education and Lifelong learning นะ

    ที่น่าเศร้าประการสำคัญก็คือ คนที่สนใจเรื่องนี้ส่วนใหญ่แก่หมดแล้ว ...​จริงๆตอนแรกผมตาม Stephen Biggs ที่เป็น Research Fellow ที่ UEA ที่ Development Studies Schoolมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ..ง แต่แกเกษียณปีนี้เอง และดูจะไม่มีใครรู้ว่าแกอยู่ทีไ่หนด้วย -_-" Jack Goody นักมานุษยวิทยา แห่ง Cambridge ก็เขียนเรื่อง Literacy and the Diffusion of Knowledge across Cultures and Times ในหนังสือ Creation and Transfer of Knowledge : Institutions and Incentives -- Editors คือ Navaretti, G.B., Dasgupta,P., Maler , K-G. and Siniscalco, D. (1998) ซึ่งน่าสนใจโคตรๆ ประมาณว่านี่แถบจะเป็นเรื่องที่ผมสนใจมากๆเลยเมื่อทำหัวข้อตอนป.ตรี ...​แต่ ให้ทายว่า แกอายุเท่าไหร่ ...

    ....

    ....

    ....

    แกเกิดปี 1918 ฉะนั้น ตอนนี้แกก็อายุ "90" ปีแล้วครับท่าน .... เพื่อนที่เคมบริดจ์บอกว่า นายน่าจะลองให้เค้าเป็น sup ดูนะ ... เลยบอกมันว่าสงสัยเราจะต้องเป็น PhD Candidate ไปตลอดชีวิตละมัง เพราะท่านอาจจะเสียก่อนที่ผมจะจบก็ได้ ...

    อีกคนนึง คือ Paul Allen แห่ง Oxford เขียนเรื่อง Communication Norms and the Collective Cognitive Performance of "Invisible Colleges" ในหนังสือเล่มเดียวกัน ซึ่งก็น่าสนใจมากๆอีกเช่นกัน ...แต่ยังไม่ได้อ่านหรอกนะ ...​แต่ว่าคนนี้เค้าก็มีอายุมากทีเดียว และทำงานอยู่ที่ Internet Institute of Oxford ... ก็ยังน่าสนใจแบบมีลุ้นเล็กๆ -_-"

    อีกคนที่น่าสนใจก็คือ Partha Dasgupta หนึ่งใน Editor ของหนังสือเล่มนี้ เป็น Professor อยู่ที่ Cambridge ใน School of Economics หนึ่งในความสนใจของท่านก็คือ Economics of Science and Technology หรือ Economics of Knowledge นั่นเอง

    อย่างไรก็ดี ทั้งที่ Oxford และ Cambridge เมื่อเข้าไปดูในคอร์สของทั้ง Development Studies (Cam) , International Development (ox), Economics (ox and cam) เรื่องเชิงสถาบันเป็นเสี้ยวเล็กๆมากๆ ... ส่วนใหญ่จะเป็นกระแสหลัก ถ้าเป็น dev ก็จะหนักไปในทางปัญหาความยากจน , ฯลฯ ที่เรียนผ่านมาและที่เป็น Theme หลักของสาขาวิชานี้ ...​ผมคงต้องขอฟันธงกับชีวิตผมในอีกสี่ปีข้างหน้าว่า ผมคงไม่สามารถทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ได้สนใจตลอดช่วงเวลาดังกล่าวแน่ๆ ... คือ แม้จะเป็นเวลาสั้นๆหนึ่งคืนที่ทำให้เกิดความกระตือรือร้นในเชิงวิชาการ ... แต่ผมก็รู้ได้เลยว่า ถ้าผมได้ทำในหัวข้อนี้ ผมจะต้องทำมันได้ดีมากๆแน่ๆ ทั้งเรื่องสถาบัน และเรื่องความรู้

    ฉะนั้นตอนนี้ทางเลือกหลักคือ Rotterdam แม้จะไม่ชัดในเรื่องของ Economics of Knowledge แต่ ชัดเจนมากในเรื่องของสถาบัน ซึ่งผมอยากเรียนจริงๆ และคิดว่าจะเป็นประโยชน์มาก เพราะนักเศรษฐศาสตร์สถาบันแบบ by Training จริงๆก็มีไม่มากนัก คงเป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการบ้านเรา ... และมันก็จะตรงกับสิ่งที่สนใจและใฝ่หามาตลอดจริงๆ ...ตอนนั่งทำใบสมัครยังแอบเว่อร์ลึกๆว่า เหมือนเกิดมาเพื่อคอร์สนี้อย่างไงอย่างงั้นเลย เว่อร์มะ Idea ที่เกี่ยวข้องกับการไปเรียน โดยเฉพาะหัวข้อวิจัยถ้าไปทางนี้ หัวข้อกว้างๆจะเป็นเกี่ยวกับ New Institutional Economics of Knowledge and Learning Society อะไรประมาณนี้ แต่คงต้องทำให้มันชัดด้วยการอ่านให้มากๆๆๆๆๆๆๆๆ ดังที่เพื่อนเอ๊ะแนะนำไว้

    ทางเลือกที่สองคงเป็ฯที่ UEA นี่ แต่คงตัดตรงไปที่ Ph.D. เลย เหตุผลหลักเพราะมีความคุ้นเคย และเพราะเห็นลู่ทางในการยังทำหัวข้อเกี่ยวกับ New Institutional Economics of Knowledge ... แต่คงจะเจาะลงไปถึงด้านการพัฒนามากๆเลย ... เพราะจริงๆแล้ว ที่สนใจเรื่องนี้มากๆก็เพราะคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานั่นเอง ...​ไอเดียคือ หากเราสามารถรู้เงื่อนไข หรือปัจจัยเชิงสถาบันที่ทำให้ชุมชนสามารถหล่อหลอม สร้าง และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการมีชีวิตอยู่ ทำตัวเองให้ไม่ Vulnerable และพัฒนาเทคนิคการผลิตและการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนได้จริงๆ ... เราอาจจะสามารถทำให้พื้นที่ในประเทศกำลังพัฒนาสามารถพัฒนาตนเองไปได้โดยเร็วได้ก็ได้ ...

    ที่บอกว่าเห็นลู่ทางเพราะว่า Mary Hollingsworth แห่ง UEA ในคณะการศึกษา ได้ลงบทความชื่อ Patronage and Innovation in Architecture ในหนังสือเล่มเดียวกับข้างต้น ...​แสดงว่ามีคนสนใจเรื่องเกี่ยวกับ ประเด็นเชิงสถาบันของการสร้างความรู้อยู่ที่นี่บ้าง ... และจริงๆอาจารย์ในเอก Education and Development อย่าง Brian Maddox ก็สนใจการศึกษาในมิติที่โยงระหว่างมานุษยวิทยากับเศรษฐศาสตร์อยู่มาก ... เมื่อประกอบกับ Bereket Kebede ผู้สนใจเรื่องสถาบันและเชี่ยวชาญเรื่อง Econometrics และถ้าจะเยี่ยมหน่อย ก็อาจจะเป็ฯ Frank Ellis ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง UEA ด้านเศรษฐศาสตร์เกษตร มาเป็น Supervisor ก็อาจจะเยี่ยมก็ได้ ..​แต่อันนี้ก็จะดูเว่อร์อีกเหมือนกัน แต่ถ้าได้ทางเลือกนี้ก็ดีมากๆ .... แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นกับว่าเค้าจะสนใจเอากับเราหรือเปล่าด้วยอ่ะนะ -_-" แต่ก่อนอื่นก็คงต้องสมัครก่อน ...​และทำ Idea เกี่ยวกับ Research Proposal ให้ชัดเจน และเป็นไปได้เสียก่อนด้วย ....​จึงจะไปคุยกับเค้าได้

    อย่างไรก็ดี ยังคิดว่า ไปทาง Rotterdam จะเป็นประโยชน์ในระยะยาว เพราะมันเป็นการเรียนฐานคิด เรียนเครื่องมือ สำหรับการศึกษาเชิงสถาบันจริงๆ ...​

    ไกรยสบอกว่า ในที่สุดนายก็เข้าใจอารมณ์เด็กปริญญาเอกเวลาเจอโปรเฟสเซอร์เจ๋งๆเนอะ ...จะบอกว่าใช่เลย ...รู้สึกดีมากๆ ... ความรู้สึกกระตือรือร้นเชิงวิชาการเป็นอะไรที่อยากมีมานานแล้ว ... และคิดว่าหาก Maintain มันไปได้ มันจะเยี่ยมต่อการศึกษาเล่าเรียนอย่างมาก อย่างไรก็ดี ...ไกรยสก็บอกว่า ก็ตามดูเวทนาตัวเองให้ดี ...​ระวังจะหยุดอยากเรียนพอมันหายไป ... ก็จะระวังไว้ แต่มันเป็นความกระตือรือร้นนี่แหละที่ทำให้รู้สึกดี เพราะมันส่งผลดีต่อการทำงานวิชาการอื่นๆด้วย ยกตัวอย่างเช่น

    Essay ของ ​Macro วันนี้ก็คิดว่าแก้ Puzzle ในการเชื่อมวิกฤตเศรษฐกิจของไทยกับ The Dependent Economy Model ได้แล้ว พอดีเจอเลคเชอร์โน๊ตที่อาจารย์แปะไว้ในเนต เปิดดูแล้ว ลองตามดูเอามาเขียนได้จนจบเลย ... ฉะนั้น ไอเดียทั้งหมดเฟิร์มแล้ว เหลือแค่เขียน และจัดการหา Reference เพิ่มเติมในส่วนที่จำเป็นอีกหน่อย ก็น่าจะเรียบร้อย ...​และมันติดลมมากๆ เหมือนไฟในตัวมันได้ลุกขึ้นมาแล้ว ไฟในเชิงวิชาการมันได้ลุกขึ้นมาแล้ว .....ซะทีเหอะ ... รอมานานแล้ว

    ขอให้มีไปนานๆละกัน ...​ตอนนี้กำลังคิดว่าการฝึกสติ/สมาธิ (ที่ถูก)ช่วยเรื่องนี้ได้เยอะเลย ...​ แต่สงสัยอาจจะต้องไปหาอาจารย์จริงๆจังๆซักที จะได้มีเครื่องมือติดตัวไปจริงๆ ... แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือกำัลงใจจากทางบ้าน และน้องฝ้ายด้วยนะ

    ป.ล. หนังสือเล่มที่ผมอ้างถึง (Creation and Transfer of Knowledge : Institutions and Incentives ) นั้นมีอยู่ในห้องสมุดป๋วย อึ๊งภากรณ์ที่ท่าพระจันทร์ด้วยนะครับ ...​ที่ UEA ยังไม่มีเลยง่ะ -_-" เจ๋งป่าว คณะเรา :)

    April 07

    Journal April 7th 08 : snowing again in Spring

    2008

    Monday, April 7

    9:03:20 AM

    ตอนแรกว่่าจะตื่นมาทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ก่อน แต่ว่าตกใจมากเมื่อตื่นมาเห็นหิมะตกหนัก...หนักกว่าวันก่อนอีก

    เมื่อต้นปี เดือนมกราคม หิมะตกครั้งแรก ไอ้เราก็ตื่นเต้น และคิดว่า คงไม่ตกอีกแล้ว เพราะว่าเค้าว่า สองปีก่อนก็ตกแค่วันเดียว หรือสองวันเป็นอย่างน้อย ยิ่งตอนนี้เข้าช่วงซัมเมอร์แล้วด้วย ใครจะคิดว่า หิมะจะตกช่วงซัมเมอร์ถ้านับจริงๆก็ประมาณ 4 วันแล้ว แต่ก็เป็นข้อดี จะได้ถ่ายรูปกลับไปฝากน้องขวัญ

    แต่เรื่องนี้ก็สะท้อนความผันผวนของสภาพอากาศได้เป้นอย่างดี ว่ามันมากขึ้นและมากขึ้นทุกวันแล้ว การประชุมที่กรุงเทพฯ ที่เพิ่งเสร็จไปเมื่อวาน ควรจะต้องตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ เพราะว่ามันไม่ใช่เตรียมพร้อมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่มันเป็นการรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดต่างหาก!! และเรื่องเหล่านี้ก็เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากตัวสภาพอากาศโดยตรง และมาตรการที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อจัดการปัญหานี้ด้วย

    วันก่อนที่ไปทำอาหารไทย เพื่อนคนนึงเค้าเล่าเรื่องตลกที่ไม่ค่อยตลกจากมาตรการทางสิ่งแวดล้อมให้ฟัง เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต เล่านิดนึงว่า คาร์บอนเครดิต เป็นเครื่องมือที่ให้ตลาดจัดสรร สิทธิ์ ในการปล่อยคาร์บอนของแต่ละประเทศ กลไกเป็นประมาณว่า สมมติว่าแต่ละประเทศได้คาร์บอนเครดิตเท่ากัน ... แต่แต่ละประเทศมีความต้องการปล่อยคาร์บอนในบรรยากาศโลกไม่เท่ากัน โดยเฉพาะพวกประเทศอุตสาหกรรมย่อมต้องการมาก เค้าก็สามารถไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศที่ปล่อยคาร์บอนน้อยๆ เช่นประเทศกำลังพัฒนาได้ กลายเป็นตลาดคาร์บอนเครดิต ... และมันก็ดำเนินการไปอย่างนั้น ... แต่ที่น่าเศร้าก็คือ เพื่อนเค้าเล่าว่า ประเทศอย่าง UK เนี่ย ไปซื่อคาร์บอนเครดิตจาก Kenya หรืออะไรเนี่ยแหละ ...ซึ่งกดดันให้คนในเคนย่าต้องไปใช้หลอดประหยัดไฟหรืออะไรซักอย่างกันเกือบทั้งประเทศ ... ซึ่ง ในประเทศยากจน และคนยากจน เรื่องพวกนี้มันเป็นภาระใหญ่มากเมื่อเทียบกับรายได้ของเค้า ...เพื่อให้คนประเทศพัฒนาแล้วยังคงใช้ทรัพยากรได้ตามต้องการ ...อย่างนั้นเหรอ???? ...

    ที่ตลกก็คือ มีคนทำสารคดี เปรียบเทียบได้อย่างเสียดสีมาก เค้าสัมภาษณ์คนบนถนน ถามว่า คุณเคยนอกใจแฟนมั้ย ...​คนตอบก็ว่า ก็มีบ้าง 3-4 ครั้ง ...​คนสัมภาษณ์เลยบอกว่า เนี่ย เค้ามีเครดิตสำหรับคนนอกใจขายนะ ...ถ้าคุณไปซื้อเครดิตจากคนที่ไม่เคยนอกใจเลย มันก็โอเคแหละที่คุณจะนอกใจ ...คนตอบบอกว่า ...​คุณบ้าป่ะเนี่ย ...​อะไรเทือกๆนี้ ...​ ถ้ามองในแง่นึงก็คล้ายๆกับคาร์บอนเครดิตนั่นเอง ...​คนที่ปล่อยก็ควรจะลด และไม่ควรจะไปเพิ่มภาระให้กับคนที่ไม่ได้ปล่อยด้วย ตอนนี้กลายเป็นว่า การทรานซ์เฟอร์คาร์บอนเครดิตจากประเทศเล็กไปประเทศใหญ่ เป็นการเพิ่มภาระให้คนเล็กๆในประเทศเล็กมากกว่าซะอีก ถ้าเทียบภาระกับรายได้ของเค้าเหล่านั้น ซึ่งมันไม่ยุติธรรมสักเท่าไหร่นะ

    อย่างไรก็ดี ในการนี้ ก็ได้ถ่ายรูปมาฝากทุกคนด้วย โดยเฉพาะหลานรัก น้องขวัญ ที่เมื่อวานบอกว่าอยากดูหิมะใช่มั้ย ...เอาไปดูเรยย

    April 06

    Journal April 5th 08 (cont.)

    9:32:48 PM

    อีกเรื่องนึงที่ดีในวันนี้คือ เมื่อกลับมาบ้านน้องฝ้ายก็เล่าเรื่องที่เพื่อนเค้ามาหาที่บ้านให้ฟัง

    กลายเป็นว่า เพื่อนเค้ามาชวนทำ Amway อีกรอบหนึ่ง เพื่อนคนนี้เป็นเพื่อนสมัยโรงเรียน เป็นทอมเคยจีบฝ้ายด้วย จับความโดยสรุปคือ วันนี้เค้าพาคุณน้าอีกคนนึงที่ทำAmway ด้วยความรู้สึกว่าการทำAmway เป็นการทำให้ตัวเอง มั่นคงทางการเงินและช่วยคนอื่นได้ ... ในรายละเอียดเดี๋ยวน้องฝ้ายบอกจะเขียนให้อ่านอีกที

    แต่รวมๆแล้ว กลับกลายเป็นว่า การมีของพวกเค้าทำให้น้องฝ้ายได้ทบทวนตัวเองและพบว่า ตัวเองโชคดีกว่าคนที่ทำ Amway เป็นไหนๆ เพราะสามารถได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นข้อดีมาตลอดแล้วทั้งชีวิต มีครอบครัวที่ดีที่ไม่ต้องดิ้นรนมาก , ได้ขบคิดเรื่องชีวิต , พบเจอผู้คนมากมาย หลากหลายอาชีพ , มีตัวแบบที่หลากหลายในด้านที่ตัวเองสนใจ ก็คือด้านวิชาการนั่นเอง อย่าง ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ หรือ รศ.ดร. ปัทมาวดี ซูซูกิ , ค้นหาตนเองตอนนี้เจอทางที่ตัวเองจะเดินไปแล้ว , ได้ศึกษาเศรษฐศาสตร์ และพุทธศาสนา ที่ทำให้ฝ้ายสามารถผ่านพันเรื่องต่างๆ และเข้าใจสิ่งต่างๆตามที่มันเป็นจริง มากขึ้น

    ที่น่ารักก็คือ ...​น้องฝ้ายขอบคุณเราว่า เธอเป็นเธอในวันนี้เพราะมีเราอยู่ เราเป็นเหมือนโค้ช , แฟน , เพื่อน ในเวลาเดียวกัน ... ดีใจง่ะ

    สำหรับเราแล้ว พอได้ฟังเรื่องนี้ก็รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ เพราะตั้งแต่คบกันมา ภารกิจหนึ่งที่เราคิดว่าเรามีกับน้องฝ้ายก็คือ ช่วยทำให้น้องฝ้ายค้นพบตัวเอง และเข้มแข็งขึ้นมานั่นเอง และวันนี้ก็เป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่งว่าน้องฝ้ายได้โตขึ้นอย่างมากแล้ว การทบทวนวันนี้เป็นการทำให้ฝ้ายมั่นคงขึ้น มีความสุขกับชีวิตมากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เราเองก็อยากให้เป็นอยู่แล้ว เหมือนเห็นลูกศิษย์จบการศึกษายังไงชอบกลๆ

    สำหรับเราเอง วันนี้ก็เกิดความคิดเหมือนกันว่า การคบกันเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางในการพัฒนาตนเองและทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่นมันดูเป็นอะไรที่ดีจริงๆ และเหมือนว่าเรากับฝ้ายก็กำลังทำอย่างนั้นอยู่ คอยให้กำลังใจกันยามท้อ คอยเตือนสติกันยามขาดสติ และคอยให้อภัยกันเมื่อพลาดพลั้งไป เราคงหาแฟนแบบนี้ไม่ได้อีกแล้วล่ะ ... :) หลายๆเรื่องที่เป็นไปต่อจากนี้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ที่จะยึดถือและปล่อยวางให้เหมาะสม

    น้องฝ้าย ฟังไฟล์เสียงของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เกี่ยวกับฆราวาสธรรม 4 ว่าเป็นหลักในการครองเรือน เพื่อไม่ให้ผิดพลาดจึงขอ Copy & Paste จากเว็บไซต์มาใส่ไว้ตรงนี้ครับ

    [139] ฆราวาสธรรม 4 (ธรรมสำหรับฆราวาส, ธรรมสำหรับการครองเรือน, หลักการครองชีวิตของคฤหัสถ์ - virtues for a good household life; virtues for lay people)

           1. สัจจะ (ความจริง, ซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง ทำจริง - truth and honesty)

           2. ทมะ (การฝึกฝน, การข่มใจ ฝึกนิสัย ปรับตัว, รู้จักควบคุมจิตใจ ฝึกหัดดัดนิสัย แก้ไขข้อบกพร่อง ปรับปรุงตนให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา - taming and training oneself; adjustment)

           3. ขันติ (ความอดทน, ตั้งหน้าทำหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียร เข้มแข็ง ทนทาน ไม่หวั่นไหว มั่นในจุดหมาย ไม่ท้อถอย - tolerance; forbearance)

           4. จาคะ (ความเสียสละ, สละกิเลส สละความสุขสบายและผลประโยชน์ส่วนตนได้ ใจกว้าง พร้อมที่จะรับฟังความทุกข์ ความคิดเห็น และความต้องการของผู้อื่น พร้อมที่จะร่วมมือ ช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่คับแคบเห็นแก่ตนหรือเอาแต่ใจตัว - liberality; generosity)

           ในธรรมหมวดนี้ ทมะท่านมุ่งเอาด้านปัญญา ขันติท่านเน้นแง่วิริยะ.

    S.I.215; Sn.189. สํ.ส. 15/845/316; ขุ.สุ. 25/311/361.

    http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=%A6%C3%D2%C7%D2%CA%B8%C3%C3%C1&original=1?text=%A6%C3%D2%C7%D2%CA%B8%C3%C3%C1

    ก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสิ่งที่ควรฝึกฝนตนเองเอาไว้ครับ เพื่อให้สามารถเป็นแฟนกันอย่างสงบสุขกันไปได้จนกว่าจะมีเหตุใดให้แยกจากกันไป

    Journal April 5th 08

    2008

    Saturday, April 5

    8:58:55 PM

    วันนี้มีกิจกรรมพิเศษครับ ไปดูบอลที่ Championship มา ทีมบอล Norwich City กับ Burnley

    ตอนแรกไม่ได้กะจะไปเลย กะจะออกไปซื้อกับข้าวสำหรับสัปดาห์หน้าอย่างเดียว แต่พอดีนึกถึงมารีขึ้นมา เลย Text ไปหาว่าหายเป็นไมเกรนหรือยัง และแมตช์วันนี้กี่โมง เธอ Text กลับมาตอนที่จ่ายตลาดเสร็จแล้วว่า แมตช์ประมาณบ่ายสาม ยังมาได้นะเพราะยังมีตั๋วอยู่ และหายเป็นไมเกรนแล้ว ผมซื้อของเสร็จ ลังเลอยู่พักใหญ่ว่าจะถือของไปดูบอลหรือกลับไปหอก่อนดี เพราะตอนนันก็บ่ายโมงกว่าแล้ว

    ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจกลับเอาของไปไว้ที่ห้อง แล้วรีบกลับออกมา ... เร็วขนาดว่า สามารถกลับมานั่งรถคันเดิมได้เลย

    ที่สนามคนเยอะมหาศาลมากๆ มากจนรถบัส ต้องเปลี่ยนเส้นทาง ไปลงอีกที่นึง มารีกับ เจน (เป็นชาวเคนย่า) รออยู่หน้าสนาม แล้วเราก็เดินลัดเลาะไปถึงทางเข้าของเรา ก่อนนั้นแวะซื้อหาขนมกินนิดนึง ...​โก่งราคามากๆ แต่ก็ของที่แพงกว่าคุณภาพก็ดีกว่าจริงๆ

    ราคาบัตร 15 ปอนด์ เข้าใจว่า มาร์ค (คนอเมริกัน) มีเพื่อนที่เป็นสมาชิกสโมสร เลยได้ราคาบัตรถูก นอกจากถูกแล้วยังติดสนามด้วย 10 แถวจากขอบสนามเท่านั้น !!! เลยใกล้ชิดสนามมากๆ ตอนไปถึงทุกคนนั่งกันหมดแล้ว แอบรู้สึกผิดมากๆ เพราะคนเกือบครึ่งแถวต้องลุกให้เราเดินเข้าไป มีเพื่อนใน School มาดูประมาณ 10-12 คนได้

    ปรากฎว่าเข้ามาไม่ถึงสองนาที Dion Dublin อดีตผูเล่น Man utd และ Nottingham Forest ก็เข้าชาร์จจากลูกเปิดจากริมกรอบโทษเข้าไปอย่างสวยงาม .... เฮ กันทั้งสนามเลย คนดูเค้าสะใจกันมากๆ Norwich city นำไป 1 ประตูต่อ 0 คุยกับมารีว่า มาเวลาดีจริงๆ

    ในเกมส์นี้ เค้ามีการละเล่นเล็กๆในหมู่เพื่อนด้วย ครับ ไม่รู้เรียกว่าอะไรเหมือนกัน คนที่จะเล่นก็หยอดตังค์หนึ่งปอนด์ลงไปในถุง แล้วจับฉลากในถุงขึ้นมา ฉลากจะเป็นเวลาสามนาที ผมได้ 13-15 หากทีมนอริชยิงประตูในช่วงเวลาที่เราจับได้ เราจะได้เงินครึ่งถุง แต่ว่า ผมก็ไม่เคยมีโชคในเรื่องแบบนี้เลย เรื่องตลกคือตอนนาทีที่ 12 นอริชบุกขึ้นมาได้ลูกเตะมุม แต่นาทีที่ 13-15 ผู้รักษาประตู Burnley บาดเจ็บเกมส์หยุดตลอดช่วงนั้น แล้วไปเริ่มอีกที ตอนนาที 16 ... -_-" ไม่มีกระทั่งโอกาส ....

    บรรยากาศเกมส์นัดนี้คนเข้าดู 24049 คน มารีบอกว่า คนมาดูเยอะกว่าทีม Rosenborg ที่บ้านเค้าอีก แม้สนามที่นี่จะเล็กกว่าก็ตาม ผู้คนจะใส่เสื้อทีม หรืออย่างน้อยก็ใส่ผ้าพันคอของทีมเข้ามาดู คนดู Active มากๆ ร้องเพลงเชียร์ ปรบมือ ตะโกนด่าฝั่งตรงข้าม วิจารณ์กรรมการตลอดเวลา ... ฮ่าๆๆๆ บางทีก็ร้องเรียกชื่อนักฟุตบอล ชื่อ Dion จะได้ยินบ่อยสุด เหมือนเป็นฮีโร่ของเค้า ส่วนที่เหลือฟังไม่ออกแล้ว ไม่รู้ร้องอะไรกัน ส่วนฝั่ง Burnley ก็มีแฟนๆตามมาดูเหมือนกันอยู่ในอัฒจรรย์ข้างๆ มีการเยาะเย้ยกันเป็นพักๆ แต่ไม่มีอะไรรุนแรง ผลัดกันร้องเพลงเชียร์ น่ารักดี ตอนท้ายเกมส์ นักฟุตบอลเค้ายังเดินมาปรบมือให้แฟนๆด้วย มีฝนตกเป็นพักๆ

    เกมส์นัดนี้เร็วกว่าที่คิด บุกโต้ไปมาตลอด แต่ดูคร่าวๆ Norwich น่าจะครองบอลประมาณ 60%ได้ Norwich ดูเป็นทีมอาชีพ โดยเปรียบเทียบกับ Burnley การประสานงานเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม Dion DUblin เป็นตัวพักบอลในแดนหน้าที่เจ๋งมากๆ การแตะบอลของเค้าสร้างความหวาดเสียวได้อย่างไม่น่าเชื่อ แม้จะเป็นเพียงการแตะบอลเพียงเบาๆก็ตาม แต่เหมือนเป็นหน้าที่ที่จะพักและจ่าย เปลี่ยนฝั่ง หรือทะลุช่องให้ปีกที่จะตัดเข้ากลาง ตอนเปลี่ยนตัวออก คนลุกขึ้นยืนยกย่องกันทั้งสนามเลยจริงๆ กองกลางตัวรับก็ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม แข็งแกร่งและทำหน้าที่พาบอลจากแดนตัวเองขึ้นมาได้ดี ปีกและแบคซ้ายขวาก็เร็วเป็นกรดเลยจริงๆ Daren Huckerby เป็น Man of the Match ในเกมส์นี้

    ทางฝั่ง Burnley ก็มีนักเตะที่เรารู้จักเหมือนกัน คนนึง Andy Cole ลงมาในครึ่งเวลาหลัง ตอนแรกลังเลว่าใช่มั้ย เพราะเค้าบอกว่าเป็น Andrew Cole แต่ถามมารี ผู้ซึ่งเป็นแฟนแมนยู แล้วบอกว่า ใช่แน่ แต่ Cole เล่นไม่ค่อยเป็นประโยชน์เท่าไหร่ โคลตัวเล็ก แต่เหมือนถูกส่งมาทำหน้าที่เหมือน Dublin เลยไม่ค่อยเป็นประโยชน์เท่าไหร่ และที่เห็นได้ชัดคือนักเตะ Burnley รวมทั้ง Cole ด้วยจะมีอารมณ์หงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งมันทำให้พวกเค้าเล่นพลาดอย่างเห็นได้ชัด ในจังหวะหลุดเข้าไปครั้งหนึ่งที่กองหลังของ Norwich วางกับดักล้ำหน้าพลาดไป ก็ยิงออกข้างไปอย่างหน้าเสียดาย หรือจังหวะทำเกมส์ในกรอบโทษช่วงครึ่งหลังก็พลาดอย่างน่าเสียดายมากๆ

    แฟน Norwich มาได้เฮอีกครั้งในนาทีที่ 89 เมื่อผู้เล่นหมายเลข 32 แต่จำไม่ได้วชื่ออะไร โต้กลับเร็ว และตัดเข้ากรอบเขตโทษด้านซ้าย ยิงด้วยขวาเสียบเสาไกลอย่างสวยงาม ...​เฮ กันทั้งสนามจริงๆ

    เป็นเกมส์ที่สนุกมากๆ คงเสียดายถ้าไม่ได้มา ...​มันดีตรงที่มารีแกเล่นลีกอาชีพในนอร์เวย์ แล้วแกก็จะวิจารณ์เป็นพักๆ เช่น ปกติถ้าบุกมากไม่ได้ประตูมักจะถูกฝั่งตรงข้ามยิงประตูคืนได้ ... หรือ ...​คุณว่าเค้าพุ่งหรือเปล่า ?? อะไรเทือกๆนี้ ท้ายเกมส์เค้ามีประกาศผลบอลคู่อื่นด้วย พอรู้ว่า Arsenal เสมอ Liverpool 1-1 ผมร้อง NO! มารี ร้อง YES! แล้วตบหลังวิ่งหนีไป ...​เหมือนเด็กผู้ชายข่มกันเรื่องบอลเลย ...รู้สึกดีจัง

    ตัวผมก็ส่ง Message บอกน้องฝ้ายเป็นระยะๆ มันดีจริงๆ อยากให้น้องฝ้ายมาอยู่ตรงนี้ด้วยกัน ... :)

    มารีและเจนแวะซื้อของที่ Morrison ครู่หนึ่งจึงนั่งรถกลับหอ .....

    April 05

    Journal April 4th 08 (cont.)

    8:19:33 PM

    วันนี้เป็นวันแรกที่เริ่มรู้สึกเครียดกับงานที่กำลังเข้ามาเรื่อยๆในขณะที่ยังไม่ถึง deadline ข้อดีคือ มันทำให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อเสียก็คือ มันเครียดนั่นเอง จะทำให้รู้สึกลกๆๆๆๆ ชอบกล แต่ก็ดีนะ

    แต่พอเป็นอย่างนี้ปัญหานึงที่เจอคือ มันมีหลายงานต้องทำไปพร้อมๆกัน คือ ต้องแบ่งเวลาในหนึ่งวันสำหรับหลายงาน ตอนนี้ทำสองอย่งาคือ อ่านหนังสือสำหรับสอบ เดือนพฤษภา ฯ ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่าแค่อ่านวันละบทยังจะไม่ทันแล้วเลย ต้องรีบอ่านอย่างแรง อีกอย่างคือ essays ที่ยังค้างอยู่ของ Macro ซึ่งก็คืบไปเรื่อย ๆ ... ตอนแรกวางแผนไว้ว่าจะทำ Essay ตอนกลางวัน อ่านหนังสือตอนกลางคืน พอทำตอนกลางวันเลยคิดว่า เอ..หรือว่าทำ essay มันให้เสร็จรวดเดียวไปเลยดีหว่า แล้วค่อยอ่าน ไปๆมาๆ กลับรู้สึกว่า ถ้าเกิดทำอย่างนั้น เกิด essay ไม่เสร็จคงไม่ได้ทำอย่างอื่นพอดี ... และจริงๆแล้ว หากเปลี่ยนไปทำงานอื่นบ้าง Marginal Product จากการไปอ่านงานอื่นอาจจะสูงกว่า ที่ได้จากการตะบันทำ Essay ต่อไปก็ได้ เพราะทำมาทั้งวันย่อมล้า ย่อมเหนื่อย ขาดประสิทธิผลในการทำงาน

    หวังว่ามันจะเวิร์คนะ -_-"

    นี่แว่บเข้ามาเขียน Journal เพราะเหมือนว่ากำลังหาเพื่อนคุย และคิดว่าอาจจะช่วยทดความคิดของตัวเองไปในตัวด้วย

    ตอนนี้กะว่าจะอ่าน ใน Text ให้หมดไปก่อนทุกๆบท แล้วค่อยไล่อ่านบทความอีกที น่าจะเวิร์ค เพราะจะทำให้เรามีความเข้าใจในทฤษฎีก่อน พออ่านบทความก็เป็นตัวเสริมอีกที คือ ถ้าอ่านบทความไม่ทันคงไม่วิกฤตเท่าอ่านทวนใน Text ไม่ทันแน่ๆ

    แต่พอหมดช่วงเสาร์-อาทิตย์นี้ต้องเอาจริงกับการอ่าน International Economic Policy ซะแล้ว เพราะสอบวันที่ 17 และจริงๆอาจจะต้องอ่านขนานไปกับสอบปลายภาค + ทำ Assignments ทั้งปวงไปในเวลาเดียวกัน

    ประสบการณ์ช่วงนี้สอนให้รู้ว่า ชีิวิตคนเรามันไม่แน่ไม่นอนจริงๆ มันมีตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้หลงเข้ามาทำลายแผนเราเรื่อยเลย ฉะน้ันเราก็คงต้อง Flexible พอที่จะปรับแผน และเริ่มทำงานต่อไป

    ขอทำให้เต็มที่ละ ...​สู้โว้ยยยยยย

    April 04

    Journal April 4th 08

    2008

    Friday, April 4

    3:51:33 PM

    วันนี้เป็นวันที่มีความสงบในจิตใจที่สุด หลังจากมีเรื่องวุ่นๆผ่านเข้ามาให้ปวดหัวปวดใจอยู่พอสมควร

    วันนี้เริ่มด้วยการจัดการตัวเอง, ทำกับข้าว และอ่านหนังสือ ...​น้องฝ้ายนั่งอยู่ด้วยตลอดเลย ใน Skype แล้วเธอถึงออกไปทานข้าวกับคุณพ่อของผม ที่ MK แถวบ้านเธอ ผมแว่บออกไปกินกาแฟกับมารี (จริงๆกินชอคโกแลต) ช่วงนี้ต้องคุยบ่อยหน่อย เพราะเธอกำลัง panic กับ assignment ของ ​Macro พอดีน่าจะช่วยอะไรเธอได้บ้างก็เลย ไปหาไปคุย ช่วยอธิบายอะไรบ้าง เพราะเธอก็เป็นเพื่อนที่ดีคอยรับฟังปัญหาต่างๆตลอด เราช่วยกัน

    สองสามวันหลังนี่ เข้าเว็บผู้จัดการไม่ได้เลย ไม่รู้มันเป็นอะไร แต่แฟนผู้จัดการทุกคนคงคิดว่าเป็นฝีมือของคนที่รู้ว่าใครแน่ๆ สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวประหลาดๆเกิดขึ้นหลายประการ เช่น สส.การุณ กระโดดถีบ สส.สมเกียรติจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือ ทนายของพล.ต.อ. เสรีพิสุทธิ์ ถูกฟันหัว หรือวันนี้ เนชั่นพาดหัว บอกว่า รัฐมนตรีหยุดงานไปทำบุญกับนายเก่า ...(อันนี้แปลมา) รู้สึกบ้านเมืองดูวุ่นวายชอบกล ก่อนหน้านี้หน่อยนึง ข่าว รมต.กระทรวงพัฒน์ฯ มีปัญหาเรื่องวุฒิฯการศึกษาก็ถูกปั่นขึ้นมาในเว็บผู้จัดการเหมือนกัน แล้วก็ข่าวเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญในมาตราที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรค

    ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกรันทดใจในบ้านเมืองที่ผู้คนมีการศึกษา ประวัติการทำงานและมารยาทดีกว่าคนเหล่านี้ตั้งมากมาย แต่ทำไมถึงได้มาเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง เป็นตัวแทนประชาชน และมีอำนาจการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆเช่นนี้เป็นเรื่องน่าประหลาดใจยิ่งนัก นอกจากนี้พฤติกรรมแปลกๆของ รมต.หลายท่าน อย่างเช่น คุณเฉลิม หรือคุณจักรภพ ก็ดูเหมือนว่าท่านทั้งหลายนั้นอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่มีศรัทธาและมาตรฐานคุณธรรมที่แปลกจากโลกที่ชนชั้นกลางในกทม.อยู่กันอย่างมาก จนเริ่มสงสัยว่านี่คนเหล่านี้คุณธรรมวิปริตหรือเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยที่วิปริตกันแน่ จึงมองเห็นการกระทำเหล่านั้นเป็นเรื่องแปลก

    แต่ในมุมนึง ผมไม่คิดว่า สิ่งทีเ่กิดขึ้นในช่วงนี้จะดำรงอยู่นานนัก รู้สึกลึกๆว่ามันเหมือนกับช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่อะไรซักอย่างมากกว่า เพราะว่าองค์ประกอบของคณะรัฐบาลแ ละสิ่งที่เสนอและกระทำขึ้นมานั้น ดูหมิ่นเหม่ ดูเหมือนมาเล่นปาหี่ เหมือนมาเคลียร์เรื่องส่วนตัวมากกว่าจะจัดการประเด็นสำคัญๆที่ประเทศกำลังต้องการการแก้ไข หรือเป็นเพราะเว็บไซต์ผู้จัดการแกเน้นเรื่องนี้ก็ไม่รู้แฮะ

    ..แต่สิ่งที่น่ากลัวจริงๆก็คือ อะไรเป็นปลายทางของการเปลี่ยนผ่านในระยะนี้หนอ ??

    กระแสที่มาแรงในช่วงนี้คือ เหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้จะนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารอีก แต่ไม่รู้ว่าจะทหารหรือใคร หรือจะเอาใครลงใครขึ้นก็คงได้แต่คาดเดากัน แต่บ้านเมืองก็คงบอบช้ำกันอีกไม่มากก็น้อย

    เมื่อกติกามีอยู่ทำไมถึงไม่เล่นตามกติกากันหนอ เมื่อผิดกติกา ก็ควรจะยอมรับและก็ดำเนินตามกติกานั้นเสีย เพราะกติกาชุดที่ใช้กันอยู่นี้ ทุกๆคนก็มีโอกาสได้ดูได้แก้กันทั้งนั้น ทำไมถึงไม่ยอมรับให้ทุกๆอย่างผ่านกระบวนการยุติธรรมไปให้เรียบร้อย เมื่อหนีอย่างนี้ไปเรื่อยๆก็เหมือนกับลิงตกลงไปในตาข่าย ดิ้นไปดิ้นมายิ่งพันตูมากขึ้น ยิ่งพูดบิดเบือนความจริงมากเท่าไหร่ มุมมองที่คนนั้นเห็นโลกก็จะยิ่งบิดเบือนมากขึ้นเท่านั้น จึงไม่แปลกที่เค้าเหล่านั้นจะมีพฤติกรรมขัดกับคุณธรรมพื้นฐานบางอย่างอย่างผิดมนุษย์มนา

    นอกจากนี้คนเหล่านี้เป็นบุคคลสาธารณะ เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง คนแก่คนชรา คนหนุ่มคนสาว ลูกเล็กเด็กแดง รู้เห็นการกระทำของคนเหล่านี้ทั้งนั้น หากคนเหล่านี้โกหกได้ แก้กติกาให้ตัวเองได้ประโยชน์ได้ กระโดดถีบคนอื่นและถูกปกป้องว่าเป็นคนมารยาทดีได้ คนตายสี่สิบกว่าคนบอกหน้าตาเฉยว่าตายคนเดียวได้ ... อะไรจะเป็นมาตรฐานของสังคมต่อไป ? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนที่มองอยู่เอาพฤติกรรมเหล่านี้ไปเลียนแบบ และใช้เป็นข้ออ้างในการทำผิด บ้านเมืองคงจะวุ่นวายมหาศาลเลยทีเดียว

    สำหรับผม ผมรู้สึกลึกๆว่าสถานการณ์ ณ วันนี้มันคงหยุดอะไรได้ยากแล้ว มันก็คงจะไหลไปตามเหตุปัจจัยของมันจนถึงจุดต่ำสุด จุดวิกฤตที่สุดของเหตุการทั้งปวง ซึ่งเราไม่สามารถเอาเรือไปขวางเวลาน้ำเชี่ยวได้แน่ๆ บางคนถามว่า งั้นเราก็ทำได้แค่นั่งดูมันเป็นไปและเตรียมพร้อมรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นงั้นเหรือ ผมก็คงบอกได้แค่ว่า นั่นเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่หากเราเห็นหนทางที่จะแก้ปัญหานี้ได้ โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ เป็นไปโดยสงบและทุกคนได้เรียนรู้ ก็ควรจะดำเนินการเสีย ...​แต่ถ้าไม่ เราทำอะไรได้มากกว่านั้นงั้นหรือ?ก็คงไม่

    ก็ได้แต่ทำใจสบายๆ ปล่อยวาง นั่งดู เรียนรู้ เพื่อที่ว่า ในอนาคตหากเราเข้าไปอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้เราจะได้รู้ว่า อะไรคือสิ่งที่ควรทำไมควรทำ และกล้าหาญพอที่จะทำสิ่งท่ีถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

    April 03

    journal April 2nd 08

    2008

    Wednesday, April 2

    6:18:34 PM

    วันนี้ตบตีกับโปรแกรม viJournal อยู่พักนึงเลย จริงๆเขียน Entry ของวันนี้เสร็จแล้วแต่ว่า มีปัญหากับการจัดการมันหน่อย เลยช่างมันเถอะ ลบไปก่อน

    วันนี้ดีครับ อากาศยังดีอยู่ เหมือนอยู่เชียงใหม่เลย แต่จะว่าไป ตัดสินไปอาจจะลำบาก เพราะวันนี้ยังไม่ได้ก้าวออกจากห้องซักก้าวเดียว นั่งทำงานทั้งวันเลยจริงๆ (คือตื่นสิบโมง เริ่มอ่านตอนเกือบสิบเอ็ดครึ่ง มาหมดแรงเอาตอน สี่โมงจะห้าโมง)

    ตอนเย็นคุยกับฝ้ายหน่อยหนึ่ง เรื่องซีเรียสเกี่ยวกับทุนไปเรียนต่อ ตอนนี้ฝ้ายค่อนข้างกังวล เพราะว่าคุณพ่อเธอบอกว่า อาจจะไม่สามารถส่งได้ ถ้าไม่ได้ทุน แต่ก็ได้แต่บอกฝ้ายว่า ไม่ต้องกังวลมากหรอกนะ เพราะว่าตอนนี้หลายๆเส้นทางก็ยังไม่ชัด แต่หลายๆเส้นทางก็เปิดบ้างแล้วเหมือนกัน พอดีแกเครียดมากเลยไปนอนก่อน ผมเลยนั่งโหลดโปรแกรมจาก Mac มาเล่นดู

    โปรแกรมแรกคือ Mind Node เป็นโปรแกรม Mindmapping ของแมค หน้าตาดีครับ ใช้ง่าย เหมือน Mindmap ในหนังสือเลย และอ่อนช้อยเหมือนวาดได้เอง แต่ว่ามันเป็น version 1.0 น่ะครับ มันเลย simple มากไปหน่อย ทำอะไรกับโปรแกรมอืนไม่ได้ แม้จะหน้าตาดี แต่การใช้ประโยชน์ไม่เท่า Mind Manager ซึ่งมีประสบการณ์มาก่อนแล้ว รอไปก่อนดีกว่า

    อีกอันนึงคือ viJournal ที่ใช้ เขียน Journal อันนี้แหละครับ หน้าตาดีมากๆ เห็นแล้วอยากเขียน Journal มันมีระบบการจัดการที่ดีครับ ทำให้เราเก็บบันทึกของเราได้เป็นระบบ เรียกดูตามวัน ใส่รูป ฯลฯได้อีก (ที่ใส่ ฯลฯ เพราะยังลองไม่หมด) ตอนนี้ก็ซื้อมาแล้ว (นะครับพ่อ) ประมาณ 800 บาท ก็ถือซะว่าซื้อสมุดไดอารี่สวยๆที่เขียนได้ไม่มีวันหมดละกัน สำหรับคนใช้ Blogger.com หรือ Live-journal.com จะสามารถ sync ขึ้นบล๊อกตัวเองได้เลยครับ ตอนนี้คงได้เขียนเรื่อยๆละ

    .....

    ตะกี้ผมนั่งคุยกับน้องเล็ก กอหนึ่ง เป็นน้องในกลุ่มที่คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ แถมเป็นเด็กในที่ปรึกษาผมอีก น้องเล็กเป็นเด็กช่างคิด ... อาจจะคิดมากเล็กๆ ... มีจุดยืน (อาจจะ Radical บ้าง) ช่างตั้งคำถาม ช่างเรียนรูู้ วันนี้เค้ามาถามผมให้ช่วยคอมเมนต์เกี่ยวกับงานเขียนใน space ของเค้า ซึ่งก็เขียนได้ดี เห็นการตั้งคำถาม และสไตล์การเขียนที่ออกแนวแดกดันเล็กน้อย แต่ก็มันดี คำถามน่าสนใจ ...แต่การตอบและการเรียบเรียงคำตอบยังต้องปรับปรุง

    จากนั้นเราคุยกันต่อเรื่องการศึกษาไทย และประเทศชาติ เป็นคำถามที่ตอบยากจริงๆ แต่ผมก็ว่ามันท้าทายผู้คนมากเลยนะ ผมว่า คนจำนวนมากตั้งคำถามระดับนี้เวลาเรียนปีสองปีสามอย่างน้องเล็ก แต่ไม่รู้ตอนนี้ลืมกันไปหมดหรือยัง

    กลายเป็นว่าการคุยกับเล็กก็เหมือนตัวผมกำลังเตือนตัวเองเหมือนกัน เตือนตัวเองให้คิด ว่า เราเคยคิดเคยฝันอยากเห็นประเทศชาติเป็นยังไง ตอนนี้เราอายุจะ 26 แล้วได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้างหรือยัง คำถามที่ตั้งไว้ เคยทำการบ้าน เคยตอบมันอย่างจริงๆจังๆบ้างหรือเปล่า ??

    ณ วันนี้ผมเห็นประเทศไทยเป็นเหมือนกลุ่มหญ้าที่พันกันยุ่งเหยิง ปัญหาต่างๆเชื่อมโยงกันเป็นระบบ คนมีความขัดแย้งกันตั้งแต่ระดับฐานคิด ศรัทธา ระดับสติปัญญาและ endowment ในเชิงเศรษฐกิจ ปัญหาในสังคมส่วนหนึ่งเป็นปัญหาในระดับของ สถาบัน คือ กติกาในสังคม และระบบแรงจูงใจในระบบทั้งหมด เป็นเรื่องยากมากที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างไปพร้อมๆกัน แม้จะมีความพยายามแต่ปัญหาเชิงการประสานงาน การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ และการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรที่ทำการเปลี่ยนแปลงเอง ด้วย ก็ทำให้การเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีน้ันยากลำบากยิ่งขึ้นมากๆ

    หลายคนมองย้อนกลับมาที่ระบบการศึกษา ดูจะเป็นเหยื่อรายสำคัญที่ทุกคนมองว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา ผมก็เห็นด้วยนะ แต่การศึกษาแบบไหนที่เรากำลังพูดถึง ?? มันจะมีหรือไม่การศึกษาที่พัฒนาเยาวชนทั้งกาย จิต สังคม ในขณะเดียวกันก็มีศักยภาพในการแข่งขันกับโลกได้ เป็นไปได้มั้ยที่สังคมทั้งสังคมจะกลายเป็นสังคมเรียนรู้ ที่การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องเรียน และศูนย์การเรียนรู้? เป็นไปได้มั้ยที่คนทั้งสังคมจะมีสำนึกแห่งการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง อยู่ตลอดเวลา ....

    นี่อาจจะเป็นประเด็นที่เราคงจะต้องลองจัดการดู ทดลองดูด้วยตนเองและเริ่มเปลี่ยนแปลงตนเอง

    April 02

    Journal April 1st 08 (cont.)

    วันนี้อากาศดีขึ้น

    นั่งทำงานได้นานพอควรเลยทีเดียว เย้ๆๆ

    ตอนกลางวันไปประชุมกับน้องๆ (ก็ไม่กลางวันหรอก บ่ายสองแล้ว) เรื่องงานสงกรานต์ สรุปว่าจะจัดกันวันที่ 20 เมษายน แต่งานนี้ต้องอาศัยพี่ๆช่วยแน่ๆ เพราะน้องๆป.โท ผจญกับสอบและ assignment จำนวนมหาศาลอย่างมาก เดี๋ยววันพรุ่งนี้จะไปคุยหาคำปรึกษากับพี่โจ้ละ

    รู้สึกดีมากๆเลยทีไ่ด้เจอน้องๆ เพิ่งรู้ว่าไม่ได้เจอพวกเค้ามาเกือบสองเดือนแล้ว เราอยู่แต่กับคนต่างชาติตลอดเลย ในช่วงเวลาเหงาๆอย่างนี้ได้เจอคนโน้นคนนี้ ก็ดี

    แล้วก็กลับไปอ่านหนังสือ

    ตอนเย็นไปดูหนังกับมารี เรื่อง Dr.Suess's Horton hears Who!

    แวะกินแมคโดนัลด์ ที่ city center พนักงานเกิดทำให้ผิด เลยได้ฟรีมาเลย 2 ชิ้น แล้วก็แถมท้าย ไอศกรีมของแมคอีกหนึ่งโคน (และจริงๆแล้วก็ช่วยมารีกินป๊อบคอร์นไปอีกครึ่งนึง...อ้วนแน่ๆ)

    แต่อยากจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ น่าดูครับ ฮาแตก ฮาแตน .. message หลักของหนังก็ชัดเจนดี แต่ไม่แน่ใจว่ามันซ้อนๆกันหรือเปล่า แต่ก็รู้เรื่องล่ะ เอาเป็นว่า ...​ดูเป็นหนังสอนเด็ก แต่ก็สอนผู้ใหญ่ที่มากับเด็กไปในตัวด้วยเหมือนกัน ทั้งในเรื่องจินตนาการ แล้วก็เรื่องการเคารพและเห็นคุณค่าของผู้อื่น ...​ที่เหลือไปดูเองละกันคับ

    กลับมาอ่านหนังสือเล็กน้อย แล้วก็เห็นโปรแกรมใหม่ของ Mac ชื่อ Bento เป็นโปรแกรม Database ไอคอนเป็นรูปข้าวกล่อง ทำหน้าที่คล้ายๆ Entourage หรือ Outlook อันนี้เป็น Trial version แต่ว่า ก็ไม่ได้ซับซ้อนเหมือนกับ microsoft มันยังดูง่ายๆอยู่ มันดีตรงที่มัน sync กับ iCal ได้เลย แล้วก็ อย่างโปรเจคเราก็สามารถเพิ่มเติมช่อง เพิ่มเติมส่วนที่เราอยากให้มีได้

    แต่ข้อเสียส่วนหนึ่ง ก็อาจจะเป็นว่า มันมีฟังก์ชั่นอย่าง template แบบต่างๆ theme แบบต่างๆที่หรูหราเกินไปนะ ผมว่า ... รายละเอียดเล็กๆน้อยๆบางอย่างยังไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ ยังต้องการการปรับอีก

    แต่โดยรวมๆก็เวิร์คดีครับ ตอนนี้จะใช้ไปก่อนสัก 30 วัน ... แต่ว่าจะมีโปรแกรมช่วยจัดการดียังไงแต่เราไม่ทำงานก็คงลำบาก ... คงต้องมีวินัยเป็นหลักล่ะคับ

    April 01

    Journal April 1st 08

    วันนี้อากาศดีจริงๆ ดีมากๆ ฟ้าโปร่ง แดดจ้า อากาศประมาณหน้าหนาวบ้านเรา คือออกร้อนหน่อยๆ แต่มีลมเย็นตลอดเวลาเลย ออกมาเดินข้างนอกแล้วสงบดีมากๆ

    เมฆฝน และพายุหิมะผ่านไปแล้ว ... ฤดูใบไม้ผลิ และฤดูร้อนกำลังจะมาถึงแล้ว

    ขอให้มันเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำชีวิตให้ดี มีสติ และเต็มที่กับการทำหน้าที่ของตัวเราเองด้วยเถอะ -/\-