Chol's profileอาจารย์บาทเดียวPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 29

    บทเรียนจากการทำงานเครือข่ายเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย (2)

    คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการเครือข่าย

    1. กำหนดเป้าหมายการประชุมแต่ละครั้ง ทำให้มีประสิทธิภาพ ตรงเวลา และได้ข้อสรุป - เรื่องนีก็อาจดูเบสิค แต่เป็นเรื่องที่พลาดกันบ่อย และทำให้งานและองค์กรพังไปโดยปริยาย การประชุมที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้การทำงานเป็นไปโดยราบรื่นยิ่งขึ้นอย่างมาก การกำหนดเป้าหมายในการประชุมแต่ละครั้ง จะทำให้คนที่เข้าร่วมสามารถเตรียมตัวเตรียมใจ ความคิด และความคาดหวังกับการประชุมนั้นได้ ทำให้มีส่วนร่วมกับการประชุมได้ง่ายขึ้น - คนนำประชุมควรหาหนังสือเกี่ยวกับเทคนิคการนำประชุมอย่างสร้างสรรค์มาอ่าน ควรทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้แต่ละคนได้แสดงความคิดเห็นที่ตรงกับประเด็นที่กำลังพูดคุย สรุปให้แต่ละคนเข้าใจที่เพื่อนพูด เทียบให้เห็นความเหมือนความต่าง ลองชวนให้หาจุดร่วม หาข้อสรุป หรือลองเสนอทางเลือก ทางออกในประเด็นต่างๆได้ รู้วิธีเบรคเพื่อนที่ออกนอกประเด็นโดยละมุนละม่อม ฉะนั้นคนนำประชุมควรมีทักษะการฟังและจับประเด็นที่ดีมาก ในขณะเดียวกันก็ควรจะสามารถสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อการพูดคุยได้ การอ่านและการฝึกบ่อยๆจะช่วยได้มากขึ้น การให้เพื่อนๆช่วยประเมินการประชุมแต่ละครั้งจะช่วยให้การประชุมมีประสิทธิภาพมากขึ้น - การตรงเวลาและได้ข้อสรุป จะช่วยให้การประชุมไม่ยืดยาวจนหน้าเบื่อ และไม่เสียเปล่าไป ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับทักษะการนำประชุมของคนนำประชุม และการตระหนักรู้ถึงข้อจำกัดของเวลา และการยอมที่จะประนีประนอมในเชิงความคิดความเห็นของทุกๆคนในที่ประชุม

    2. เอาให้ชัดว่าเครือข่ายจะทำอะไร และตระหนักถึงประโยชน์ของวัตถุประสงค์เครือข่ายจริงๆ - การที่พวกเรามารวมตัวกัน มันควรจะต้องชัดเจนว่าวัตถุประสงค์ของการรวมตัวนี้เพื่อเหตุอันใด การตระหนักถึงประโยชน์ของเครือข่ายนั้น จะเป็นแรงเสริมอย่างมากที่จะทำให้เราและเพื่อนๆทุ่มเทกับงาน ถ้าเห็นแล้วว่าไม่มีประโยชน์อย่าไปทำมัน ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง อย่าแถ วัตถุประสงค์นั้นควรจะมีประโยชน์โดยพื้นฐานกับตัวคนทำงานเครือข่ายเอง เพื่อให้เรามีแรงทำและก็ได้ประโยชน์จากมันด้วย ประโยชน์ต่อเพื่อนๆของเราในคณะและมหาวิทยาลัย และประโยชน์ต่อคนภายนอก คนหมู่มาก คนด้อยโอกาส และประเทศชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งที่ควรคำนึงใส่ใจและให้ความสำคัญเช่นกัน และพึงระลึกว่า วัตถุประสงค์แต่ละระดับเองก็เชื่อมโยงกัน การมุ่งทำประโยชน์ให้คนภายนอกและคนหมู่มาก สามารถเกิดประโยชน์แก่ตัวเราเองและเพื่อนๆของเราได้ในเวลาเดียวกัน หากเราออกแบบกิจกรรมให้ดี เป็นต้น วัตถุประสงค์ของเครือข่ายนั้น ให้มันกว้างพอที่จะสร้างกิจกรรมได้หลากหลาย แต่ก็ให้แคบพอที่จะเห็นแนวการทำกิจกรรมของเรา ให้เห็นจุดที่เราจะโฟกัส ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการติดต่อประสานงานและบอกว่าเราเป็นใครทำอะไรกัน องค์กรทำงานเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จในโลกจะรู้ว่า “เราจะไม่ทำอะไรให้ใคร”

    3. เลือกคนให้เหมาะกับงาน จัดสรรงานให้เหมาะกับคนและงาน - เลือกคนให้เหมาะกับงานนั้นเป็นสิ่งที่รู้ๆกันอยู่ โดยพื้นฐานคือ ต้องรู้ว่างานเป็นอย่างไร ต้องการความสามารถแบบใด และเพื่อนของเรามีความสามารถแบบน้ันหรือไม่ ลิสต์มาเป็นข้อๆได้เลยจะดีมาก แต่ประเด็นหลังเรามักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไหร่ การจัดการรงานให้เหมาะกับคนและงาน หมายถึง งานที่เราวางไว้ให้เพื่อนทำนั้น เราควรจะต้องคิดว่า มันเยอะหรือน้อยเกินไปหรือไม่ โดยหน้าที่แล้วมันจะทับซ้อน หรือทำให้เค้าทำงานได้ง่ายหรือยากอย่างไร ส่วนให้จัดสรรงานให้เหมาะกับงาน ก็คือ ต้องดูด้วยว่า หากจัดสรรงานแบบนี้ๆ จะทำให้การ flow ของงานมีปัญหาหรือไม่ ถ้าส่งไม้หลายต่ออาจจะมีปัญหามากกว่า ถ้าไม่ส่งเลยก็อาจจะหนักเกินไป หรือส่วนที่ต้องสัมพันธ์กับคนภายนอกก็ต้องวางให้เหมาะ ให้การประสานงานกับคนกลุ่มหนึ่งๆ เป็นคนๆเดียว เพื่อสะดวกแก่การประสานงานเป็นต้น ฉะนั้นในข้อนี้ก็คือ เน้นความสำคัญของการออกแบบงานให้ดี ให้เหมาะกับคนทำงานและตัวงานโดยรวมนั่นเอง

    4. หลัก 3 ป. ประณีต ประหยัด ประทับใจ - หลัก 3 ป. นี้อยากให้จำใส่ใจเอาไว้ เพราะเป็นหลักของการมองว่างานที่ดีเป็นอย่างไร (อย่างน้อยจากประสบการณ์ของพี่เองอ่ะนะ ได้มาจากการเข้าร่วมเทรนนิ่งอันหนึ่งนานมาแล้ว) คำว่าประณีต - ก็คือ ใส่ใจในรายละเอียด ไม่ใช่ทำงานแค่ผ่านๆไปเท่านั้น การพยายามทำงานให้ประณีตอาจหมายรวมถึงพยายามอุดรอยรั่วทั้งปวง มีแผนสำรองเสมอ ในขณะเดียวกันก็หมายรวมถึงการหาจุดที่เราจะสามารถเสริมให้งานมันดียิ่งๆขึ้นไปได้ - คำว่าประหยัด - ช่างเหมาะกับนักศึกษาเศรษฐศาสตร์จริงๆ ประหยัดไม่ใช่ขี้เหนียว แต่หมายถึงมีประสิทธิภาพ ใช้เท่าที่ต้องใช้ ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป เอาให้พอดี ให้เหมาะกับงาน ให้เหมาะกับฐานะทางการเงินของโครงการ และเครือข่าย ให้เหมาะกับผู้เข้าร่วมงาน ในอีกทางหนึ่ง การเน้นเรื่องการประหยัด เป็นการบอกเป็นนัยๆว่าเราควรจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในเครือข่ายให้เต็มที่ด้วย อะไรที่ช่วยกันทำได้ก็ทำกัน อันไหนมีช่องทาง หรือทำให้ถูกได้ ก็หากัน เป็นต้น - คำว่า ประทับใจ- อันนี้สำคัญ แม้งานจะเล็ก จะพลาด อะไรก็ตาม แต่ถ้าเราให้ความสำคัญกับความประทับใจแล้วละก็ คนเข้าร่วมงานก็ให้ใจกับเราอยู่ดี การจะทำให้คนอื่นประทับใจนั้น เราต้องเอาใจใส่งาน เอาใจใส่คนเข้าร่วม เหมือนเวลาเราไปเที่ยวที่ถูกๆ แต่เจ้าของดูแลเราอย่างดี เราย่อมประทับใจ เท่าๆกับ หรือมากกว่าไปเที่ยวโรงแรมหรูๆ แต่ไม่มีใครสนใจเราก็ได้ สื่อสารกันให้มาก ควรมีจุดรวมที่ทุกคนรวมข้อมูลอัพเดทไว้ - การสื่อสารมักเป็นปัญหาสำคัญในการทำงานเสมอ ควรสื่อสารกันให้มาก พื้นฐานที่สุดคือ ควรจะมีซักคนที่รู้ความคืบหน้าของงานทั้งหมดเป็นพื้นฐานเอาไว้ อาจจะเป็นประธาน หรือเป็นเลขาฯ ก็ได้ เพื่อให้อย่างน้อย หากมีใครถาม หรือคนรับผิดชอบติดต่อไม่ได้และมีคนอยากรู้สถานะล่าสุดของงานก็จะสามารถทราบได้และทำงานต่อไปได้ แต่เบื้องต้นที่สำคัญที่สุด คือ คนทำงานด้วยกัน ทีมเดียวกันในโครงการหนึ่งๆ ต้องสื่อสารกันให้มาก คุยกันบ่อยๆ จะเรื่องงานเรื่องแฟนเรื่องอะไรก็แล้แต่ 


    คำแนะนำบางประการเกี่ยวกับกิจกรรมและอื่นๆ

    1. สร้างสมดุลระหว่างงานเชื่อมสัมพันธ์กับงานวิชาการ - ในฐานะที่เราเป็นนักศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ พี่คิดว่าเราควรจะให้ความสำคัญกับงานวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ มากพอสมควร ทั้งในระดับที่ง่ายต่อการเข้าใจ ไปจนถึงระดับที่ท้ายทายนักศึกษามากพอ ในขณะเดียวกัน ในฐานะที่เราเป็นเยาวชน ความสนุกสนานและการได้เพื่อนใหม่ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน ฉะนั้นการคิดถึงวัตถุประสงค์ก็ดี การวางเป้าหมายในแต่ละปีก็ดี หรือการคิดและจัดสรรหน้าที่ความรับผิดชอบก็ดี ควรให้คำสำคัญกับทั้งสองเรื่องนี้

    2. จัดกิจกรรมให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย - อันนี้ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเพื่อนเรามุ่งสันทนาการอย่างเดียวก็ให้สันทนาการกับเค้า แต่หมายถึงว่า หากเราคิดถึงงานวิชาการให้กับเพื่อนปริญญาตรีของเรา ก็อาจจะมองไปในเชิงของการพัฒนาศักยภาพ , เสริมความรู้ หรือเปิดโอกาสให้ได้พบเจอกับคนที่น่าสนใจ แรงบันดาลใจ หรืออะไรแบบนั้น เรื่องงานสันทนาการน่าจะถนัดกันอยู่แล้ว จะไม่พูดถึง อยากให้ลองมองไปด้วยว่า กลุ่มเป้าหมายในระดับปริญญาโท และเอก เราจะทำอะไรกับเค้าได้บ้าง เพราะว่า ถ้าเป็นเครือข่ายแห่งประเทศไทย น่าจะรวมพวกพี่ๆเค้าไว้ด้วย และเค้าจะเป็นกำลังสำคัญทางวิชาการอย่างมากๆ และจะทำให้งานวิชาการของเครือข่ายน่าสนใจไปด้วย

    3. พยายามขยายเครือข่ายเพื่อให้เป็นเครือข่ายแห่งประเทศไทยจริงๆ - เราต้องไม่ลืมว่า เรามีเพื่อนๆอีกหลายมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่มีคณะเศรษฐศาสตร์อยู่ในทุกๆภาคของประเทศ และก็ต้องไม่ลืมว่า นักศึกษาเศรษฐศาสตร์นั้นมีในระดับปริญญาโท และเอกด้วย การจะขยายไปสู่ภูมิภาคอื่นนั้น เคยคิดกันมานาน แต่ทางนึงที่อยากจะเสนอหลังจากได้ลองทำหลายอย่างและอ่านบทความวิชาการเกี่ยวกับเครือข่ายบ้าง ก็คือ ลองทำระบบความคิด และกิจกรรมเราให้ชัด ให้ work สักปีหนึ่งก่อน ในเขตกรุงเทพและภาคกลาง แล้วจึงค่อยลองขายไอเดียให้กับเพื่อนในภาคอื่น ที่เป็นมหาวิทยาลัยใหญ่ๆหรือมหาวิทยาลัยที่อยากจะร่วมทำกับเรา ให้เค้าลองมาร่วม มาดู มาทำงานกับเรา แล้วจึงให้เค้าไปช่วยขยาย สร้างเครือข่ายในภาคของเค้าเอง ท้ายที่สุดเราน่าจะมีเครือข่ายในแต่ละภาคที่จัดกิจกรรมให้เหมาะกับผู้คน พื้นที่ และเหตุการณ์ในภาคของตนเอง และมีกิจกรรมร่วมกันทั้งประเทศเป็นคราวๆไป อาจจะวิชาการหนึ่งกิจกรรม และกิจกรรมรวมอีกหนึ่ง อาจจะเป็นเศรษฐฯสัมพันธ์ ฯ เป็นต้น

    บทเรียนจากการทำงานเครือข่ายเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย (1)

    พี่ได้ยินมาจากพี่พลว่า น้องๆรุ่นใหม่สนใจอยากจะทำ ESNOT ต่อหลังจากที่เงียบหายไปปีกว่าๆ จริงๆพี่พลอยากให้พี่มาคุยกับพวกเราพร้อมๆกับพี่ๆหลายๆคน เพียงแต่ว่า พี่มีกำหนดการที่นัดไว้ก่อนแล้วเลยไม่สะดวกที่จะมาร่วมพูดคุยกับพวกเราและเพื่อนพ่ีน้องหลายๆคนที่ไม่ได้เจอกันมานานต้องขออภัยด้วย แต่ยังไงพี่ก็ยังอยากจะแลกเปลี่ยนบทเรียนที่ตัวพี่เองได้รับจากการทำงานใน ESNOT และประสบการณ์อื่นๆหลังจากนั้นจนปัจจุบันที่ ซึ่งเมื่อผสานกับข้อแนะนำของพี่ๆคนอื่นแล้วเชื่อแน่ว่าจะเป็นประโยชน์แก่การทำงานของพวกเราแน่นอนหากได้นำไปประยุกต์ใช้

    โดยหลักๆ จะแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อ เกี่ยวกับ ข้อพึงใส่ใจเวลาทำงานเครือข่าย , คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการจัดการเครือข่าย , คำแนะนำเกี่ยวกับกิจกรรมบางประการ ตัวพี่พยายามจะเขียนให้มันกระชับและเข้าใจง่ายที่สุด ก็ขอให้รู้ไว้ว่า ถ้าเกิดมันยาวไปนิด นั่นเป็นเพราะว่าพี่เข้าใจว่ามันน่าจะทำให้เข้าใจประเด็นและเห็นภาพได้มากขึ้น

    ข้อพึงใส่ใจเวลาทำงานเครือข่าย

    1. พึงระลึกว่า เวลาทำงานเครือข่าย ความสัมพันธ์ในการทำงานออกจะเป็นในแนวราบ คือ ไม่ได้มีลำดับช้ันของอำนาจ แต่เป็นลักษณะที่ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน การทำงานเป็นลักษณะการสมัครใจในการเข้ามาทำงาน ร่วมกันกำหนด น้อมรับและปฏิบัติตามกติกาของเครือข่ายร่วมกัน อย่างไรก็ดี แม้จะไม่มีลำดับสายงานบังคับบัญชา แต่อาจจะมีลักษณะของการมีวงใน วงนอกได้บ้าง เช่น ทีมกรรมการเครือข่ายที่คอยขับเคลื่อนงาน , ตัวแทนมหาวิทยาลัย , สมาชิกเครือข่าย เป็นต้น โดยในแต่ละระดับจะมี “หน้าที่รับผิดชอบ” ต่างกันไป แต่ละส่วนช่วยกันทำหน้าที่ของตนเอง ตามความสนใจและเงื่อนไขข้อจำกัดของแต่ละคนแต่ละองค์กร

    2. พึงระลึกว่า เมื่อมีคนจากหลายที่มาทำงานร่วมกัน ความแตกต่างในเชิงความคิด วัฒนธรรมการทำงาน มุมมองต่อเครือข่าย ต่อมหาวิทยาลัยอื่น ต่อมหาวิทยาลัยตัวเองย่อมต่างกัน คนทำงานเครือข่ายควรทำความเข้าใจกับความแตกต่างนี้ และบริหารจัดการความแตกต่างไม่ให้แตกแยก ให้ทุกคนสบายใจที่จะอยู่ร่วมกันเป็นเครือข่าย ในขณะเดียวกันก็สามารถเคลื่อนงานไปได้ดี เท่าที่พี่พอเห็นอยู่บ้างมันมีอย่างน้อย 3 กลุ่มความแตกต่าง จะมีพวกสุดโต่ง (โดยเปรียบเทียบ) ไปเชิงวิชาการและความคาดหวัง และก็จะมีน้องๆ ที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมเชิงนันทนาการและกีฬามากโดยเปรียบเทียบ และก็จะมีมหาวิทยาลัยที่มักจะเป็นตัวเชื่อมประสานสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกันอยู่ ตอนนี้อาจจะเปลี่ยนไป แต่คนทำงานควรจะต้องมาทำความเข้าใจเพื่อนๆร่วมกันในเรื่องนี้

    3. ทำงานให้เต็มที่ ให้สนุก ให้สบายใจ - เนื่องจากว่า เครือข่ายมันเป็นการทำงานแบบอาสาสมัคร ไม่มีใครมีอำนาจส่ังการเด็ดขาด ไม่ได้มีแรงจูงใจที่เป็นตัวเงินมาล่อ สำหรับพี่พี่เข้าใจว่า การได้เห็นงานเคลื่อนไปตามเป้าหมายที่วางไว้ร่วมกัน กับ การทำงานแล้วรู้สึกสนุกท้าทาย และสบายใจนั้น เป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้คนเข้ามาทำงานร่วมกัน ซึ่งมันจะนำไปสู่ประโยชน์อื่นๆต่อไป ถามไถ่กันทั้งเรื่องงาน และเรื่องชีวิตของแต่ละคน ให้เป็นมากกว่าเพื่อนร่วมงาน คือ เป็น “เพื่อน” กันจริงๆ และถ้าเป็นได้ถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์ได้ พี่เชื่อว่าพวกเราจะเข้มแข็งมากๆ

    4. งานสำเร็จไม่สำคัญเท่าทุกคนได้ร่วมรับรู้ รับผิดชอบ และเรียนรู้ร่วมกัน - พี่เชื่อว่างานแต่ละงาน เราย่อมอยากให้มันสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แต่แน่นอนว่าความผิดพลาด ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง หรือการกระทบกระทั่งกันระหว่างงานย่อมมี สถานการณ์ประเภทที่ว่า เพื่อนอาจจะไม่ทำงานตามที่เราคาดจนอยากจะทำเองก็อาจจะมี แต่หากมีเพียงคนกลุ่มเดียวจากทั้งเครือข่ายที่ผลักงานไปจนเสร็จ เราจะเรียกว่ามันเป็นงานของเครือข่ายได้อย่างไร และเพื่อนๆของเราจะได้ประโยชน์อันใดจากการทำเครือข่ายเล่า เรื่องนี้พวกเราอาจจะเห็นว่าทำได้ลำบาก แต่เรื่องความไว้วางใจ และให้เกียรติเพื่อนที่ทำงานด้วยกันเป็นเรื่องสำคัญ ในขณะเดียวกัน การเอาใจเขามาใส่ใจเราและช่วยพากันผ่านอุปสรรคที่อาจจะง่ายขึ้นเมื่อช่วยกันหลายๆคนไปได้ก็สำคัญ เมื่อจบงานเราจึงมาเรียนรู้ร่วมกันที่จะวางระบบ หรือวางเงื่อนไขในการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาในอนาคต

    5. ให้เชื่อว่าทุกคนทำเต็มที่ภายใต้ข้อจำกัดของตัวเองแล้ว - การมองโลกในแง่ดีต่อกัน สำคัญต่อการทำงานมาก เพราะหากเรามองว่า ทุกคนอยากเห็นงานสำเร็จ ทุกคนทำเต็มที่ภายใต้ข้อจำกัดแล้ว เราย่อมมองข้ามประเด้นที่ว่า เค้าไม่รับผิดชอบ เค้าไม่ดี ไปสู่การพยายามเข้าใจข้อจำกัด และอุปสรรค อันจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และความรู้สึกที่ดีต่อกันในการทำงาน การคุยเรื่องข้อจำกัดของแต่ละคนในทีมอย่างตรงไปตรงมาจะทำให้สามารถเห็นข้อจำกัดของเพื่อนได้ง่ายขึ้นและร่วมกันหาทางแก้ไขได้ง่ายขึ้น อีกอย่างคือ คนที่ทำผิด ทำพลาด ย่อมรู้สึกผิดอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปซ้ำเติม แต่ควรที่จะช่วยกันมองและหาทางออกให้กับปัญหา และให้กำลังใจกัน คำตำหนิที่รุนแรง ควรใช้เป็นมาตรการสุดท้าย กับคนที่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีเท่านั้น

    6. ไว้วางใจเพื่อน และอย่าทำให้เพื่อนเสียความไว้วางใจกับเรา - อันนี้ออกจะดูเป็นปัจเจกชน แต่สำคัญมาก และต่อเนื่องจากข้อสี่ แต่เห็นว่าสำคัญจึงอยากจะย้ำเอาไว้ตรงนี้ การไม่ไว้วางใจเพื่อน จะทำให้เพื่อนหยุดทำงานและรอฟังเราโดยอัตโนมัติ คือ สมมติเราเป็นเจ้าภาพงานนี้ ขอให้เพื่อนทำงาน ก.ไก่ แต่เพื่อนทำไม่ได้ดั่งใจเรา เราจึงเข้าไปแทรกแซง ทำแทน หรืออะไรก็แล้วแต่ เพื่อนคนนั้นเองที่อาจจะวางแผนการทำงานไว้แล้วแต่ไม่เหมือนที่เราอยากให้เป็น ก็จะรวนไปหมด และไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อไป และจะกลายเป็นรอให้เราบอกให้ทำโดยปริยาย หรือไม่ก็รู้สึกแย่ไปเลย ในทางกลับกัน ตัวเพื่อนที่จะช่วยทำงานเองก็ควรจะ Active และสื่อสารกับเพื่อนที่เป็นเจ้าภาพงานมากพอเช่นกัน ว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ บอกเป็นระยะว่างานคืบไปเท่านั้นเท่านี้ หรือตอนนี้กำลังติดเรื่องเรียนจะทำให้เสร็จภายในวันนี้ๆ เป็นต้น พยายามทำให้ได้ตามที่สัญญาไว้ ถ้าทำไม่ได้ให้คุยกันเพื่อแก้ปัญหาให้ลุล่วง

    7. พยายามพบปะกันสม่ำเสมอ เข้าประชุมเลิกประชุมพร้อมกัน ตรงเวลา - เรื่องนี้อาจดูเบสิค แต่สำคัญมากๆ การพบปะกันสม่ำเสมอ ทำให้แต่ละคนแต่ละที่ยังต่อกันติดกับงานเครือข่าย การทำให้มันสม่ำเสมอยังทำให้แต่ละคนสามารถวางแผนชีวิตได้ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องบอกน้องๆว่า ถ้าเรานัดล่วงหน้าแล้วก็ช่วยลงวันนัดเอาไว้สักหน่อย ไม่ใช่บอกว่าเดี๋ยวดูก่อนว่าว่างหรือเปล่า เพราะนั่นหมายถึงว่า เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับเครือข่ายมากพอ บางทีอาจจะควรหาคนอื่นที่ให้ความสำคัญกับเครือข่ายกว่านี้มาทำแทนเราเสีย (อย่างน้อยก็ควรจะอยู่รองในอันดับสี่ คือ รองจากเรื่องการเรียน ,ครอบครัว และงานมหาวิทยาลัยตนเอง) การเข้าและเลิกประชุมพร้อมกัน จะทำให้การประชุมไม่สะดุด และทุกคนรับรู้เรื่องราวไปพร้อมๆกัน การตรงเวลา จะทำให้ต้นทุนในการมาพบกันน้อยลงมากๆ และทำให้ทุกคนจัดการกับเวลาของตนเองได้ง่ายขึ้น เมื่อต้นทุนน้อยลงย่อมทำให้คนอยากมาประชุมมากขึ้น อีกทั้งเป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ดีในการทำงานอีกด้วย ...(มีต่อ)

    June 15

    Journal June 14th 2008

    2008

    Saturday, June 14

    7:46:48 PM

    ใครจะรู้ว่ามันจะเหงาขนาดนี้เมื่อพวก Undergrad ที่มักจะทำตัวหนวกหูกลับบ้านไปหมดแล้ว...

    วันนี้เป็นวันที่สิ้นสุดสัญญาของหอพักทั้งหมดในมหาวิทยาลัย คนที่ไม่ได้แพลนจะอยู่ต่อก็จะย้ายออกทั้งหมดในขณะคนที่จะต่อสัญญาหรือย้ายไปยังหอของมหาวิทยาลัยอีกหอหนึ่งหลังหมดสัญญาเดิม จะได้รับการต่อสัญญาอีกหนึ่งสัปดาห์ก่อนเก็บของย้ายไปหอใหม่ คือวันที่ 20 นั่นเอง กลางวันจะเห็นรถหลายคันมารับของของลูกๆตัวเองกลับบ้าน นึกถึงเวลากลับบ้านวันศุกร์ไม่มีผิดที่หอธรรมศาสตร์รังสิต ไม่มีผิดเลย

    ตอนช่วงเปิดเทอม หากติดตาม ไม่รู้ผมเขียนไว้บ้างหรือเปล่าว่า หลายๆวันพวกเค้าจัดปาร์ตี้ใต้ห้องผม แล้วเสียงมันดังมาก ยิ่งหน้าหงุดหงิดมากขึ้นเมื่อมันจัดปาร์ตี้ตอนเราต้องแหกตาตื่นอ่านและเขียน assignment หรือกระทั่งเตรียมหนังสือสอบ สัปดาห์ก่อนเป็นสัปดาห์ปล่อยผีหรืออะไรไม่ทราบ มันฉลองกันตอนเที่ยงคืนครึ่ง ตีหนึ่งกว่า ต้องเรียกรปภ.ตั้งสามรอบกว่าจะสงบลงได้จริงๆ

    แต่มาวันนี้พวกเค้าไม่อยู่แล้ว ....

    ความเหงาของผมในวันนี้มันก็มาจากหลายเหตุอ่ะนะ ทั้งเรื่องคิดถึงฝ้าย คิดถึงมารี เพราะไม่อยู่ทั้งคู่ ฝ้ายไปรับน้อง มารีกลับนอร์เวย์ เพราะคุณแม่ผ่าตัดสมองเมื่อวันศุกร์เอาเนื้องอกออก ก็ราบรื่นไปได้ด้วยดี และความคิดถึงมันมีพลังอยู๋ข้างใน แล้วมันปลดปล่อยไม่ได้ เลยนึกถึงรองเท้าที่ซื้อกับมารีเมื่อสัปดาห์ก่อน เลยใส่ออกไปวิ่ง ...

    มันเหมือนใจมันอยากออกแรง ติดจรวดเลย รู้สึกดีมากๆ เลยวิ่งไปรอบ the Broad หรือทะเลสาบในมหาวิทยาลัยนั่นเอง แต่เค้าเรียก The Broad เพราะว่ามันเป็นทะเลสาบขุด ในสมัยที่เค้าทำเหมืองกัน บรรยากาศดีมาก แอบเสียดายที่เพิ่งจะมีแรงมาวิ่งรอบทะเลสาบที่อยู่หน้าหอตัวเองก็หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่จะย้ายหอนี่เอง ...​แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ได้เห็น ได้รู้สึกสิ่งที่อยู่รอบๆตัวบ้าง ...​

    ว่าแต่ ทีนี้มันเป็นรองเท้าใหม่ แถมทางวิ่งใหม่ด้วย ก็เลย วิ่งไปแป้บเดียวแล้วมันปวดเท้า เลยหยุดก่อน เดี๋ยวทำอะไรไม่ได้พรุ่งนี้ วิ่งได้ซัก 15 นาทีพอหอมปากหอมคอ ...​แต่พูดจริงๆคือ ติดใจ ...​มันเย็นข้างนอก และข้างในก็ค่อยๆสงบลงเพราะได้ออกแรง

    พอใจสงบถึงรับรู้ความสงบภายนอกได้เต็มที่ ...​ตอนเดินกลับขึ้นมาที่ห้อง สังเกตว่าหญ้าระหว่างทางขึ้นยาวมาก ...มีฝูงกระต่าย และฝูงนกกระทาหากินอยู่ทั่วไป ...มองไปลับๆเห็นเมฆฝน เห็นฝนตกเป็นทางอยู่ลิบๆ ...มีคนเดินในจุดที่พอเห็นได้จากที่โ่ล่งประมาณสองสามคน ...​หอเงียบ ไม่มีคน ไม่มีไฟเปิด เว้นแต่ชั้นสามที่ยังมีนักศึกษาต่างชาติอยู่บ้าง แต่ไม่มาก

    ผมหยุดยืน ระหว่างทางหลายครั้ง และก็รับรู้ถึงการมาถึงของที่สุดแห่งปี ...มองไปทางคอมมอนรูมของเนลสันคอร์ท ก็รู้สึกเหงาๆชอบกล เป้นที่ที่หลายๆอย่างเกิดข้ึนและจบลง พรุ่งนี้จะเป็นงาน Dev Pot Luck ที่เป็นงานส่งท้ายของหลายๆคนในคณะที่กำลังจะกลับบ้านในช่วงเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ...หลายคนเราคงไม่ได้เจออีกนาาาาาาาาาาานนน เลย

    แต่ทุกๆอย่างมาแล้วก็ไป ... ขอเพียงจดจำสิ่งดีๆไว้ ...​ประสบการณ์ทั้งดีและร้ายร่วมกันในปีที่ผ่านมา และความคิดความเห็นความรู้สึกที่มีร่วมกัน ...​วันหน้าเราคงได้ทำสิ่งดีๆร่วมกันอีก

    ขอขอบคุณ Facebook ที่จะยังทำให้เราใกล้กันไปอีกหลายปี ...

    June 08

    Journal June 7th 08: วันที่มีความสุข

    2008

    Saturday, June 7

    11:27:31 PM

    วันนี้เป็นวันที่มีความสุขที่สุดวันหนึ่ง ที่นี่เลย จริงๆแล้วจะว่ามีความสุขที่สุดในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ละมัง ความสุขในวันนี้ต่างจากหลายๆวันอย่างเห็นได้ชัดก็ตรงที่ ....

    มันเป็นวันที่ผมพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่จริงๆ ....

    เมื่อวานเป็นวันที่เครียดมากๆ หลังจากผ่านเรื่องราวทางอารมณ์บางอย่างมา ประกอบกับมารีก็เครียดกับเรื่องชีวิตเธอมาก และเธอมักจะดื้อและเถียงตลอดเวลาที่ผมพยายามจะช่วยคุยให้เธอสบายใจ จนผมเครียดขึ้นมาเลย... ต้องบอกว่า นี่ถ้าพูดอีกจะต่อยแล้วนะ :P .... พออ่านหนังสือเสร็จก็เลยไปว่ายน้ำเสียเต็ม stream ..ปรากฎว่าสบายใจขึ้นอย่างมากๆเลยทีเดียว การเล่นกีฬานี่ช่วยจริงๆเลย

    วันนี้ตื่นมาตอนเช้า ระหว่างอาบน้ำ ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า เราช่างโชคดี และคิดว่า เราจะต้องการอะไรอีก

    เมื่อเรามีชีวิตที่ดีมาตลอด

    มีครอบครัวที่ดี อบอุ่น ส่งเสริม และให้กำลังใจมาตลอด

    มีบ้านเป็นของครอบครัวไม่ต้องซื้อไม่ต้องผ่อน

    มีการศึกษาที่ดี

    มีโอกาสที่น้อยคนนักจะมี

    มีแฟนที่น่ารักที่สุดในโลก

    มีเพื่อนสนิทที่น่ารักที่สุดในโลก และโชคดีได้เจอเพื่อนที่ดีมากๆในทุกๆที่ในโลก

    มีสมองที่โอเคมาก

    มีร่างกายที่สูงใหญ่ และพร้อมจะแข็งแรงได้เสมอ

    มีทักษะทางกีฬาที่ทำให้ร่วมเล่นกีฬากับชาวบ้านเค้าได้ดี

    มีทักษะทางดนตรีที่โดดเด่นกว่าคนธรรมดานิดหน่อย พอไปวัดไปวาได้

    มีทักษะในการทำอาหารแล้ว (ซักที ;p)

    มีประสบการณ์ในการทำกิจกรรมต่างๆ คือ ถ้าไม่ได้เป็นอาจารย์อนาคตก็ไม่น่าจะมีปัญหา

    มีทุนเรียนหนังสือ

    มีงานรออยู่อย่างน้อยในอีกสิบปีข้างหน้า

    รู้ว่าชีวิตอยากทำอะไร

    รู้จักธรรมะ ของพระพุทธเจ้าและได้ลองฝึกฝนใช้มันเสมอมา

    ...​แล้วเราจะต้องการอะไรไปมากกว่านี้อีกหรือไง???..... ไม่แล้วล่ะ ....

    จริงๆแล้วประโยคสุดท้ายนั่นแหละที่ทำให้มีความสุขมากๆ

    การมองเห็นแง่ดีๆในชีวิตและพอใจกับมัน น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุขได้จริงๆ ...​คนที่เก่งกว่าเรา ดีกว่านี้ตั้งมากมายอาจจะไม่มีความสุขเลย ...​คนที่ง่ายๆสบายๆไม่มีอะไรอย่างที่เรามีก็อาจจะสุขสบายใจที่สุดเลยก็ได้เหมือนกัน ถ้ารู้จักที่ชื่นชมกับสิ่งที่เรากำลังมีอย่ตรงหน้า และพอใจกับมัน

    ทำให้นึกถึงสิ่งที่แม่พูดวันนี้ ว่า บางเรื่องในชีวิตอาจหนักหนา แต่ถ้าเรามีมุมมองที่ดี เราก็ไม่ทุกข์มาก สงบใจได้ง่าย :)

    วันนี้รู้สึกโล่งว่าง และมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก มองอะไรก็เป็นแง่บวกไปหมด อารมณ์ดี ...​

    นอกจากนี้แล้ว ช่วงนี้จู่ๆก็ได้กลุ่มเพื่อนใหม่ กลายเป็นหนึ่งใน Depressed Girl Gang ไปซะแล้ว :P มี มารี วิก้า และแมรี่ สามชาติกันเลยทีเดียว นอร์เวย์ สโลวาเกีย และอังกฤษตามลำดับ ...​พวกเธอน่ารักมากๆ :-) ช่วงนี้ทานข้าวและเบรคระหว่างทำงานด้วยกันทุกวันเลย ตอนนี้เริ่มพัฒนาเป้นว่า พวกเธอเริ่มชวนไปทำโน่นทำนี่ เช่นพรุ่งนี้มีเทศกาลอะไรซักอย่าง พฤหัสฯหน้า เค้าจะไปดู Sex and the City กัน :P หญิง มากๆ ...​แต่มีความสุขดีจริงๆ

    พอเราไม่มีปัญหา เราก็ช่วยให้คนอื่นสุขขึ้นได้บ้าง วันนี้มีน้องในที่ปรึกษา (นักศึกษา) มีปัญหากับชีวิต หดหู่ใจ เราก็ดีใจที่พอจะช่วยเหลือให้เค้ารู้สึกดีขึ้นได้ ...​มารีก็อารมณ์ดีขึ้นวันนี้ ...แต่อาจจะเป็นหลายปัจจัย แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ได้ทำให้เธอหดหู่ ...

    ที่สำคัญ คุยกับน้องฝ้ายมีความสุขมากๆ :D และรู้สึกว่า พอมองอะไรเป็นแง่ดีไปหมด เนื่องจากเราดีใจที่มีเค้าอยู่ข้างๆตลอด ทำให้เราทั้งคู่มีความสุขอย่างมหาศาลอีกด้วย ...

    มันไม่ใช่ความสุขแบบตันๆ มีแรงดัน แต่มันเป็นความสุขแบบโล่งสบาย และเห็นโลกในแบบที่แตกต่างไปเลยจริงๆ เจอใครก็อยากทักทาย อยากยิ้มให้ อยากคุยด้วย

    ก่อนกลับขึ้นมา เรื่องโชคดีเรื่องสุดท้าย คือ ไปงานอาหารเคนย่าที่เพื่อนอีกแฟลตนึงจัด เจอเพื่อนนักเรียน PhD ชาวอเมริกัน ไม่เคยคุยกันจริงๆจังเลย วันนี้ได้คุย เลยรู้ว่าแกทำหัวข้อคล้ายกันมากๆ เกี่ยวกับการรับเทคโนโลยีของชาวบ้าน ว่าอะไรเป็นปัจจัยบ้าง เป็นงานด้านเศรษฐศาสตร์ เลยได้คุยกันยาวแล้ว และเค้าก็แนะนำด้วยว่า หากต่อที่นี่ใครน่าจะเป็น Supervisor ได้ และอะไรเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับด้านนี้ น่าจะอ่านบทความด้านไหน แล้วก็แลกเมล์กัน เพื่อติดต่อกันต่อไป ... ดีจริงๆ :)

    เสร็จแล้วเลยเดินไปส่งมารีที่จักรยาน คือเธอไม่รู้เรื่องทางในมหาวิทยาลัยเอาเสียเลยจริงๆ แล้วก็กอดลา ไม่ได้กอดาหลายวันแล้ว :D .... (บอกฝ้ายแล้วด้วยนะ ฮี่ๆๆ) ยังคุยกับมารีอยู่ว่า ถ้าพรุ่งนี้ตื่นมาแล้วหดหู่ สงสัยต้องไปหาหมอ เพราะอาจเป็นโรคทางจิต อย่าง Bipolar Disorder ได้​......​

    สุดท้ายนี้ยินดีกับแฟนโปรตุเกสที่ชนะตุรกี 2-0 และแฟนเช็คที่ชนะสวิส 1-0 ด้วยคร้าบ

    June 03

    Dissertation diary: day 1

    2008

    Tuesday, June 3

    11:04:38 AM

    Actually it should be research diary day 30 or something, however, there have been many things come to my life recently so I just start it right now. The idea for this diary comes from a book of McIntyre (2005) "Need to know : Social Science Research Method"

    Right now I'm trying to see which method is working between type it in my computer like this or write it in a book. Right now, I think I'm gonna note about things I read in my notebook because it really helps memorising and I'm gonna write my research diary here in my computer and possibly post it online. ... that's a bit of a shame but it might help someone... at least encourage others to feel better that there is someone behind them ;)

    Actually, other issues just popped up in my mind. Writing by hand really helps memorising things... I can feel that. However, for me, expressing ideas is easier when I type because it is a lot faster than writing it down since we have ten fingers instead of one hand. Moreover, writing it down while we were reading a book or pdf file will give us a break from the screen or a page of book, which I think it would make us concentrate longer. Well, that's just an hypothesis, I will try it and will type it down in this diary.

    My research topic is 'Collective Action in Knowledge Exchanging Activity: Comparative Studies - Farmer Innovation Network and Clay House network in Thailand. My supervisor is Rob Grant. I asked him to be my supervisor because he is only one who, at least recently, is interested in Institutional Economics.

    The research question is to find out which factors, especially institutional factors such as rules, regulations and incentive structures of the network or norms, cultures etc., influence collective action behaviors of members of the networks, and decision not to free ride. Semi-structure would be applied in this research. Fieldwork is required. Actually I have some ideas about the fieldwork thing, which i wrote in the ethical clearance form, but I think I should write it down later after I read articles enough.

    The rationale behind this topic and the question is that I really believe that technology and innovation are important in order to improve rural people's livelihood. However, it seems to me that they have to depend on the outsider, such as research centers, NGOs, government officers, etc., all the time in order to get some tools or technologies for their livelihood improvement. I think it would be great if they can depend on themselves in terms of knowledge production and improvement. The knowledge that produced from themselves should be more harmonized with their cultures and livelihood. More importantly, they don't have to wait for help.

    This idea seems to be possible when I saw a trend of local wisdom in my country. People started to respect the indigenous knowledge and indigenous knowledge teachers. This knowledge has been spreading out to many communities in many provinces through out Thailand. So I am interested to find out what factors, especially institutional factor, influence this phenomenon. I believe that if we can really know these factors, we would be able to adapt these institutions to other sectors of the society. My deep aspiration is to see the learning society.

    However, with the time constraint of the Master dissertation, I decide to conduct this a lot smaller scale project instead.

    There are many fields of knowledge I need to explore.

    1. The knowledge creation and transfer

    2. Collective actions and Public goods or club goods

    3. Social Network analysis

    They are still very big to explore, however, I need to start somewhere and I think I can believe my instinct on this. Literature review would sharpen my thoughts and questions. I might yet don't know what I don't know, as Rob told me. We'll see.

    THis week I will focus on the knowledge creation and transfer. Next week is the collective actions, and then the week after is the social network analysis. My plan, which I try to follow, is reading during the week and write the review summary on Saturday.

    I wish I could write this diary everyday. I'll take it as a discipline that I must do! ... It should be good that we can reflect what we are reading, thinking or even feeling. The faster we can reflect ourselves and write it out, the faster we can fix it if thing goes wrong.

    Let's start it.