Chol's profileอาจารย์บาทเดียวPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 30

    ขนมปังกับบทความวิชาการ

    ช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตอีกครั้งเมื่อผันตัวเองจากการเรียน Development Economics มาเรียน Philosophy and Economics เปลี่ยนอย่างมหาศาลจากการเรียนอะไรที่เป็นแนวปฏิบัติมาเป็นแนวทฤษฎีและแนวปรัชญา ก็อยู่ในช่วงของการปรับตัวนั่นแหละหนอ

    แต่ที่จะเขียนวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับลักษณะของบทความวิชาการกับลักษณะของขนมปัง ผมว่า บทความวิชาการในแนว Development มันดูเป็นขนมปังธรรมดาเหมือนที่เราทานๆกัน ในขณะที่บทความที่ออกแนวปรัชญาจะเปรียบได้กับขนมปังของคนเยอรมัน

    ขนมปังที่เรากินกันจะมีลักษณะเบาๆ เป็นเหมือนฟองน้ำ มีแต่แป้งเท่านั้น กินไปไม่อยู่ท้องเท่าใดนัก ในขณะที่ขนมปังของคนเยอรมันนั้นมีลักษณะหนัก เต็มไปด้วยเครื่อง มือให้เลือกกว่าสิบชนิด เรียกได้ว่า กินไปแผ่นสองแผ่นก็อยู่ท้องและมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน

    ที่ผมว่าบทความในฝั่ง Development ดูเป็นขนมปังธรรมดาเพราะว่า มันเป็นบทความที่เราสามารถรู้เรื่องทั้งหมดในส่วนสำคัญผ่านการอ่านคำนำ สรุป และประโยคต้นของแต่ละย่อหน้าโดยไม่ต้องกังวลเท่าไหร่ว่า เราจะพลาดเนื้อหาสำคัญ ในส่วนที่อยู่ในย่อหน้าก็จะเป็นการอ้างอิงงานเชิงประจักษ์ของคนอื่นมาสนับสนุนงานของตนเอง 

    ในขณะที่ บทความในฝั่งปรัชญาหรืองานทางทฤษฎีนั้น การอ่านแบบข้างต้นนั้นจะทำให้เราได้เพียงแค่กลิ่นของงานเท่านั้น แต่เราจะพลาดข้อถกเถียง พลาดเนื้อหาและใจควาสำคัญของเรื่องไปมากเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะ argument ต่างๆ รวมถึงรายละเอียดของทฤษฎี หรือแนวคิดในบทความนั้นๆที่อยู่ภายในแต่ละย่อหน้ามีความสำคัญต่อย่อหน้าอื่นๆในอนาคตด้วยเช่นกัน ฉะนั้นแต่ละย่อหน้าก็จะอัดแน่นไปด้วยเนื้อความเหมือนขนมปังเยอรมันนั่นเอง

    อย่างไรก็ดี นี่เป็นการแบ่งประเภทแบบเล่นๆ หยาบๆเท่านั้น ด้วยความคิดเชื่อมโยงเรื่องขนมปังกับบทความ เราต้องออกตัวไว้ตรงนี้เลยว่าการเป็นขนมปังธรรมดาหรือขนมปังเยอรมันไม่ได้มีนัยของการตัดสินคุณค่่าว่าแบบไหนดีไม่ดี แต่อาจจะมองได้ว่ามันเป็นความต่างในเชิงธรรมชาติของเนื้องานมากกว่า ...

    September 25

    สันติประชาธรรม = ธรรมาธิปไตย + สังคมาธิปไตย

    บทนำ

    ข้อ เขียนนี้มุ่งหมายที่จะเน้นยำ้ความสำคัญของ "ธรรม" ที่ซ้อนอยู่ในงานของคุณหมอประเวศ วะสี เรื่อง "การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี โอกาสอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทย" แม้คุณหมอจะได้เขียนไว้โดยนัย ในช่วงท้ายเกี่ยวกับการประสานกันของ "สังคมาธิปไตย" และ "ธรรมาธิปไตย" แต่ในช่วงต้นคุณหมอได้เขียนเน้น "สังคมาธิปไตย" เป็นสำคัญ การเน้นความสำคัญของ "ธรรม" ให้เด่นชัดหรือกระทั่ง มีความสำคัญกว่า "สังคม" จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน และไม่คลาดเคลื่อนไปคิดว่า เพียงแค่มีประชาชนจำนวนมากอยู่ในมือแล้วนั่นคือความชอบธรรม การประสานรวมของคอนเซปทั้งสองนั้นนำไปสู่สิ่งที่อาจารย์ป๋วยเคยกล่าวไว้นาน แล้วคือ "สันติประชาธรรม"

    เนื้อความ

    ความ ขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้มีชัดในทุกระดับทางการเมืองจริงๆ ทั้งนอกสภา ในสภา กระทั่งในพรรคร่วมรัฐบาล และภายในพรรคพลังประชาชนเอง และดูเหมือนว่าความขัดแย้งเหล่านี้เป็นความขัดแย้งอันเนื่องมาจากว่า ความต้องการของแต่ละฝ่ายไม่ได้รับการตอบสนอง จึงดื้อแพ่ง และพยายามทุกวิถีทางเพื่อถ่วงกระบวนการที่ตนไม่ได้ประโยชน์ให้ช้าไว้ หรือเสียประโยชน์ หรือกระท่ังผลักดันให้อีกฝ่ายออกไป ลักษณะเวลาเด็กแย้งของเล่นกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนมาจากข่าววันนี้ในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000113820 ข่าวนี้ในเมเนเจอร์แสดงให้เห็นถึงปัญหาในการเมืองของเรามากเหลือเกิน ในข่าวนี้ระบุว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎรของเราล่มอีกแล้วเนื่องด้วยไม่ครบ องค์ประชุม ข่าววิเคราะห์ว่าการไม่ครบองค์ประชุมเนื่องมาจากความไม่พอใจของกลุ่มสส.ของ เนวินที่ไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี ในขณะเดียวกัน ทางประชาธิปัตย์ก็เห็นว่าไม่ครบองค์ประชุมเนื่องจากมีการเลื่อนเวลาประชุม และบางส่วนไม่เห็นด้วยกับตัวกฎหมายที่จะมีการผ่านในวันนี้เกี่ยวกับ ปปง.

    ข่าว นี้ทำให้นึกถึงบทความของคุณหมอประเวศ เช่นกัน (http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000112867) ว่าด้วยเรื่อง "การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี โอกาสอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทย" บทความนี้คุณหมอเน้นความสำคัญของพลังทางสังคม หรือ สังคมาธิปไตย ในคำศัพท์ของคุณหมอ คำที่คุณหมอใส่ไว้โดดเด่นในบทความคือ "อำนาจสังคมยุติความชั่วร้ายทั้งปวง"  และ "สังคมคือผู้กำกับความถูกต้อง" โดยยกตัวอย่างของการร่วมือกัน "ในทางที่ดี" ของชุมชนต่างๆ รวมถึงตัวอย่างจากมิติอื่นๆในสังคมด้วย

    ผม คิดว่าประโยคและตัวอย่างดังกล่าวค่อนข้างจะเป็นตัวอย่างในแง่เดียว คือแง่ดีของพลังทางสังคม เพราะจริงๆแล้วมันมีปัญหาและข้อขัดแย้งหลายอย่างในเรื่องนี้ ประการแรกคือ ใครกันที่เรานิยามว่าสังคม? ถ้าบอกว่าเป็นกลุ่มคน เป็นประชาชน ก็ต้องถามต่อว่าเป็นประชาชนกลุ่มไหน พันธมิตร หรือสส.ในสภา ใช่ประชาชนหรือไม่? สังคมเป็นคำที่กว้างมาก แต่ในที่นี้จะใช้ในนิยามที่ว่าเป็นกลุ่มคนที่มากในระดับที่สามารถใช้ความ เป็นต้องการของพวกเขาเป็นตัวแทนของความต้องการของคนในชุมชน หรือ พื้นที่นั้นๆได้ (นิยามนี้สรุปเอาความจากตัวอย่างที่คุณหมอประเวศยกขึ้นมา)

    แต่เราสามารถแน่ใจได้หรือไม่ว่า ความต้องการของ "สังคม" ในนิยามความหมายหลวมๆข้างต้นนั้นจะไม่เป็นความช่ั่วร้ายเสียเอง จะทำลายความถูกต้องนั้นๆเสียเอง? ในชุมชนที่อยู่เหนือลุ่มน้ำปะเหลียนขึ้นไปเหนือ อ.สิเกา ในช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งชุมชนเห็นประโยชน์ระยะสั้นของการตัดไม้ชายเลนเพื่อทำถ่าน และทำนากุ้ง คำถามก็คือ ความต้องการนี้ถูกหรือผิด ดีหรือชั่วร้าย คำถามนี้ตอบยากหากใช้คำศัพท์ทางคุณธรรมมาพูดถึง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดตามเหตุและผลของการกระทำดังกล่าวก้คือ เป็นการกระทำที่เบียดเบียนธรรมชาติ และในท้ายที่สุดผลร้ายนั้นก็กลับคือสู่ชุมชนเอง คือประสบปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติแทน ธรรมชาติ ปู ปลา หอย ที่เคยมีก็หายไป

    ตัวอย่างนี้คล้ายกับเรื่อง สส.ในข่าวข้างต้นในแง่ที่ว่า ความต้องการและการกระทำของเขานั้นก่อให้เกิดการเบียดเบียนคนอื่น หรือสิ่งอื่นๆ ในแง่สส.คือ ทำให้การประชุมสภาฯดำเนินไปไม่ได้ เรื่องราวต่างๆที่จำเป็นต้องใช้กฎหมายฉบับนั้นๆไมสามารถเดินไปได้ ในแง่ของชุมชุนก็คือดังที่กล่าวไปแล้ว

    เหตุการณ์ในชุมชนดำเนินไปใน ทางเบียดเบียน คนกลุ่มหนึ่งในชุมชน ผนวกกับการกระตุ้นขององค์กรพัฒนาเอกชน เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญของป่าชายเลน จึงได้สมัครใจร่วมมือกันริเริ่มกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ ผลักดันให้เกิดกิจกรรมขยายกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมการอนุรักษ์ไปสู่ทั้ง ชุมชนจนสามารถฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับคืนมาได้

    ฉะนั้น ผมคิดว่า มีเพียงพลังสังคมนั้นไม่พอ ต้องมีคุณธรรมกำกับด้วย และ "คุณธรรม" นั้นควรเป็นหลักสำคัญที่สุดด้วย มิใช่ความต้องการทางสังคม คำว่า คุณธรรมในที่นี้ จะขอใช้ในนิยามว่า เป็นธรรมที่นำไปสู่ความไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และนำไปสู่ความสงบสันติ (เป็นนิยามของคำว่า "ความดี" ที่พระอาจารย์จากวัดปัญญานันทาราม ได้กรุณานิยามไว้)

    ต้องเป็น ธรรมาธิปไตย นำ สังคมาธิปไตย

    หมายความ ว่า จะเป็นแบบพวกมากลากไปอย่างเดียวไม่ได้ เป้าหมายที่จะไปต้องเป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียนและเพื่อความสงบด้วย ในกระบวนการต้องประกอบด้วยกระบวนการเรียนรู้ "เพื่อให้เข้าใจในธรรมชาติ เหตุและผลของการกระทำต่างๆ และแนวทางที่ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสังคม" เป็นสำคัญ ทั้งนี้ เนื่องจากไม่มีใครเป็นผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน เราต่างมีข้อมูลจำกัด มีความสามารถทางสมองจำกัด และไม่สามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ การเปิดใจให้กว้าง รับฟังความคิดเห็นที่เป้าหมายในธรรมเหมือนกันด้วย ศัพท์ทางพระท่านใช้คำว่า อนุรัักษ์สัจจะ (อ้างจากหนังสือ พุทธธรรม ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต))

    พลเมืองที่ active ที่มีธรรมประจำใจร่วมมือกันเป็นเครือข่ายแนวร่วมเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ทั้งหลาย เพื่อความไม่เบียดเบียน และเพื่อความสงบเย็น สำหรับผมแล้ว สิ่งนี้คือ "สันติประชาธรรม" ที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ได้เคยกล่าวไว้นานแล้ว

    สรุป

    ผม เห็นด้วยกับอาจารย์ป๋วย ว่า "สันติประชาธรรม" เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อการเมืองและการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ดี การทำให้ได้มาซึ่ง "สันติประชาธรรม" นั้นยังคงเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้นำมาปฏิบัติจริง หรือกระท่ัง หาความรู้สนับสนุนเพื่อการพัฒนาไปสู่แนวปฏิบัติ ก็ยังมีไม่มากนัก

    การ พัฒนาองค์ความรู้ ว่าด้วย "สันติประชาธรรม" เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งโดยความร่วมมือกันของหลายๆศาสตร์ เช่น รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมวิทยา ปรัชญา ฯลฯ ศึกษาทั้งในเชิงการอธิบายปรากฎการณ์ และในเชิงของข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง
    September 18

    เข้าบ้านใหม่ซักที

    เย้ๆๆ เข้าบ้านใหม่ซักทีหลังจากฝากตัวอยู่ที่บ้านน้องอิมรอน (น้องนักเรียนโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งทุนการศึกษา ผู้มีพระคุณ) มาเกือบสามสัปดาห์
    บ้านใหม่ดูไฮโซเล็กน้อย แต่ห้องเราเล็กนิดเดียว แต่โชคดีว่า มีอินเตอร์เนตไวไฟใครไม่รู้โผล่มาเลยแฮ้บใช้ซะเลย ...ฮี่ๆๆ
    หวังว่าคงจะมีอารมณ์เขียน blog มากขึ้น หลังจากตอนนี้อะไรๆก็ดูจะลงตัวมากขึ้นทุกๆที ดีใจจริงๆ (ที่สำคัญก็คือทุนนั่นแหละ)

    เฮ้ออ... ไปทำงานต่อดีกว่า :D
    September 08

    บทบาทองค์กรนักศึกษาในสถานการณ์ทางการเมือง

    วันนี้อ่านข่าวใน Manager และก็เห็นน้องๆนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น. จากข่าวพบว่ามีเครือข่ายนักเรียน นิสิต นักศึกษาจาก 80 สถาบัน มาร่วมเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยในนามของ Young PAD ชื่อไทยน่าจะเป็นแนวร่วมเยาวชน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย . น้องๆเหล่านี้ได้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ รวมถึงเชิญชวนกันหยุดเรียนสามวันตั้งแต่ 9-11 กันยายน เพื่อแสดง "อารยะขัดขืน" ให้เป็นที่ประจักษ์

     

    ในการเคลื่อนไหวนี้ ไม่ได้รับการทัดทานจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย เหล่าผู้บริหารเพียงเตือนสตินักศึกษาเท่านั้นให้เคลือ่นไหวอยู่ในกรอบของกฎหมาย ด้วยสติและปัญญา  อย่างน้อยที่สุดอธิการบดีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัย ราชภัฎพิบูลสงครามได้ออกมาแถลงเรื่องนี้อย่างเปิดเผย

     

    ในข่าวนั้น ได้มีการโจมตีองค์กรนักศึกษาอย่าง องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) อย่างเปิดเผย ในทำนองที่ว่าวางตัวเป็นกลางในขณะที่เราควรจะอยู่ข้างประชาชน . ตัวนักศึกษาธรรมศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งเองก็เห็นต่างและได้ขึ้นเวทีพันธมิตรและประกาศว่าจะอยู่เคียงข้างประชาชนตามคำขวัญที่ติดปากกันว่า "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน"  จากความคิดเห็นในข่าว อมธ. ถูกตำหนิค่อนข้างมากว่า ไม่รู้้เท่าทันสถานการณ์และไม่อยู่ข้างประชาชน รวมไปถึงการกล่าวหาว่าอมธ.อยู่ฝ่ายรัฐบาลเสียด้วยซ้ำ

     

    สิ่งที่น่าคิดก็คือ อมธ.จะไม่มีความคิด ไม่ติดตามข่าวสาร จนไม่รู้สถานการณ์บ้านเมืองเชียวหรือ ? อมธ.ถูกรัฐบาลซื้อไปแล้วหรืออย่างไร? หรือว่าเป็นเพราะสาเหตุอื่นที่ทำให้อมธ. จำต้องวางตัวในลักษณะนั้น? คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรทำความเข้าใจก่อนที่จะตัดสินอมธ. หรือกระทั่งองค์การนักศึกษาหรือสโมสรนิสิตที่ใดก็แล้วแต่ที่มีมติวางตัวเป็นกลางในสถานการณ์บางอย่าง

     

    ผมคิดว่ามันเร็วเกินไปที่จะตัดสินอมธ.ในทางที่ไม่ดี ก่อนที่จะเข้าใจบทบาทของอมธ.อย่างแท้จริงต่อนักศึกษา. จากประสบการณ์ที่ผมอยากจะลงสมัครอมธ.นั้น หน้าที่หนึ่งของอมธ.คือการเป็นตัวแทนของนักศึกษา. บทบาทนี้ค่อนข้างชัดเจนเมื่ออมธ.ถูกเลือกตั้งมาจากนักศึกษาในมหาวิทยาลัย (เราจะไม่กล่าวถึงจำนวนนักศึกษาที่มาเลือกตั้งในที่นี้) ฉะนั้นอมธ.เป็นเหมือนตัวแทน หรือเป็น Agent ในขณะที่นักศึกษาทั้งปวงคือ  ผู้เป็นเจ้าของอำนาจ หรือความเห็นต่างๆ เป็น Principal . โดยหลักการ อมธ.จึงควรนำเสนอความเห็นต่อสาธารณชน บนพื้นฐานของความเห็นของนักศึกษาทั้งมวล

     

    อย่างไรก็ดี จากที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับนักศึกษาหรือศิษย์เก่าหลายคน ผมพบว่า แม้ดูเหมือน trend จะไปในทางพันธมิตร มาก แต่เราก็ไม่น่าจะสามารถสรุปได้ว่านักศึกษาทั้งหมดเห็นด้วยกับพันธมิตรฯ. ส่วนใหญ่คนที่ออกมาแสดง  preference ทางการเมืองในช่วงนี้จะเป็นคนที่เห็นด้วยกับพันธมิตร แต่คนที่ไม่พูดอะไร ก็ไม่ได้หมายความว่าเค้าเห็นไปในทางนั้นเช่นกัน 

     

    ผมเชื่อว่า ความเห็นของคนในสังคมจริงๆแล้วมันไม่ใช่ขั้วตรงข้ามเหมือนที่รัฐบาลหรือพันธมิตรเองพยายามทำให้เห็นเป็นแบบนั้น จริง แต่มีลักษณะเป็น Spectrum คือมีคนในพื้นที่สีเทา ไม่ได้เห็นด้วยกับพันธมิตรทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนรัฐบาล และเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยในประเด็นต่างๆ อาจรับไม่ได้กับการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลแต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการที่พันธมิตรยึดทำเนียบ หรือแกนนำไม่ยอมมอบตัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ รัฐบาลและพันธมิตรได้พยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของขั้วตรงข้าม และโดยเฉพาะพันธมิตรที่พยายามโจมตีกลุ่มที่ออกมายืนในพื้นที่สีเทาให้เงียบไปและมาร่วมกับพันธมิตรเสีย ซึ่งในมุมนึงมันก็เป็นกลยุทธ์ในการทำสงครามมวลชนแบบหนึ่งซึ่งก็เข้าใจได้ . ผมยังเชื่อด้วยว่ากระทั่งภายในอมธ.เองก็ยังยากที่จะลงฉันทามติว่าอยู่ฝั่งไหน

     

    ฉะนั้น อมธ. ในฐานะตัวแทนนักศึกษากว่าสองหมื่นคนนั้น จะสามารถฟันธงลงไปได้อย่างไรว่า นักศึกษาทั้งปวงเห็นไปในทางไหน ? และเค้าจะนำเสนอความเห็นต่อสังคมอย่างไรภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ? 

     

    ผมเห็นว่าการที่อมธ.ประกาศตัวว่าเป็นกลางนั้นเป็นเรื่องเหมาะสมในหลักการ. หลักการที่ว่านี่ก็คือ ในฐานะที่อมธ.เป็นตัวแทนของนักศึกษาทั้งมวลนัน่เอง.  การจะหาฉันทามติเพื่อนำเสนอต่อสังคมในฐานะตัวแทนนักศึกษานั้นแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และการอาศัยชื่ออมธ.ในการ "แอบอ้าง" ว่านักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยนั้นอยู่ข้าง พันธมิตรฯ นั้นก็เป็นเรื่องที่หาควรไม่ เพราะว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกับการทำในกรณีตรงข้ามคือแสดงตัวว่าเราหนุนรัฐบาล แม้จะได้รับเสียงต่อต้านที่ต่างกันก็ตาม

     

    สิ่งเดียวที่อมธ.ทำได้คือ ไม่แสดงว่าสนับสนุน แต่ก็ไม่ขัด และเห็นด้วยในหลักการที่ทุกคนเห็นด้วย เช่น การไม่ใช้ความรุนแรง และการกระทำการใดๆที่ไม่ขัดต่อหลักกฎหมายบ้านเมือง อย่างที่อมธ.ได้กระทำอยู่นั่นเอง  รวมถึงแถลงการร่วมต่างๆของเครือข่ายองค์กรนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยด้วย

     

    อย่างไรก็ดี อะไรคือความเหมาะสมในทางปฏิบัติของเรื่องนี้เล่า? สิ่งที่องค์กรนักศึกษาเหล่านี้ได้กระทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่องค์กรนักศึกษาอันเป็นตัวแทนของนักศึกษาสามารถกระทำได้แล้วกระนั้นหรือ?

     

    ในความเห็นของผม องค์กรนักศึกษาเหล่านี้สามารถทำได้มากกว่าการประกาศจุดยืนที่เป็นกลางและวางเฉยกับจุดยืนกับนักศึกษารายคนไป. ผมคิดว่า พวกเขาควรใช้เหตุการณ์เหล่านี้เป็นโอกาสในการกระตุ้นการตื่นตัวเชิงการเมืองให้แก่นักศึกษา โดยการทำหน้าที่เป็นตัวกลางข้อมูลข่าวสารทางด้านการเมือง โดยการทำหน้าที่รวบรวมความเห็นของทุกฝ่าย ข่าวจากทุกแหล่ง ความเห็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัยของตน โดยมุ่งหมายเพื่อให้ปัญญาแก่นักศึกษาและผู้คนในสถานการณ์นี้ ในหลายแง่มุมที่สุดที่เป็นไปได้ ละวางความร้อนแรงทางอารมณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเพื่อจะได้มองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

     

    นอกจากนั้น องค์กรเหล่านี้ยังควรทำตัวเป็นผู้กระตุ้นและเปิดเวทีความเห็นทางการเมืองของนักศึกษารากหญ้าในมหาวิทยาลัยของตนให้มากที่สุด เพื่อให้เห็นความเห็นที่หลากหลายของนักศึกษา เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางความคิดที่แตกต่างอย่างสันติ อันเป็นสิ่งที่พึงกระทำ และพึงเกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตย. เวทีเหล่านี้อาจนำไปสู่การได้จุดร่วมระหว่างความเห็นที่แตกต่างในหมู่นักศึกษาก็ได้ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นความคิดของนักศึกษาในเชิงการเมืองอีกด้วย

     

    โดยสรุปคือ องค์กรนักศึกษาควรทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสารทั้งจากภายนอกสู่มหาวิทยาลัย และภายในสู่ภายนอก เชื่อมประสานทรัพยากรทางปัญญาทั้งปวงในมหาวิทยาลัยเพื่อนำไปสู่การเกิดสติปัญญาทางการเมืองในฐานะพลเมืองผู้กระตือรือร้นในหมู่นักศึกษาทั้งมวลอย่างสันติ อารยะ และเป็นประชาธิปไตยนั่นเอง

     

    ชล บุนนาค