Chol's profileอาจารย์บาทเดียวPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
May 29 What is Neoclassical Economics?วันนี้เรียนวิชา Empirical Institutional Economics สอนโดยศาสตราจารย์ Jon Groenewegen จาก TU Delft เรียนเรื่องเกี่ยวกับการเปรียบเทียบเศรฐษศาสตร์สถาบัน (Institutional Economics; IE) กับเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิค (Neo-Classical Economics; NCE) เนื่องจากจำได้ว่า พวกเราที่เดนฮากหลายคนเคยตั้งคำถามกับผมไว้ว่า ตกลงแล้ว NCE นี่มันคืออะไรกันแน่นั้น ผมคิดว่าบทความที่อ่านในวันนี้น่าจะช่วยให้กรอบกว้างๆได้บ้าง บทความนี้ชื่อ What is Neoclassical Economics? เขียนโดย Christian Arnsperger และ Yanis Varoufakis ตีพิมพ์ลงในวารสาร Post-Autistic Economics Review เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2006 อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่ชำนาญใน NCE อาจจะมีข้อถกเถียงบางประการ แต่ผมก็คิดว่า กรอบที่ผู้เขียนวางไว้ให้กรอบที่โอเคเลย ก่อนจะเข้าเรื่อง หลายคนอาจจะเตะตากับชื่อวารสาร Post-Autistic Economics Review คำว่า Autistic Economics ก็คือเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนั่นเอง เค้าเรียกว่า Autistic Economics เพราะว่า เศรษฐศาสตร์เริ่มพัฒนาไปในทางที่เริ่มพูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง ก้มหน้าก้มตาอย่กับสูตรและตัวเลขของตัวเอง ไม่สุงสิงสาขาอื่น รวมถึงไม่สามารถอธิบายโลกจริงๆได้อีกด้วย !! อาจารย์เล่าให้ฟังว่า วารสารนี้มีจุดเริ่มต้นจากประเทศฝรั่งเศส ที่ซึ่งสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์นั้น Main stream มากๆ และนักเรียนที่นั่นก็อยากจะให้ทางมหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงหลักสูตร เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต และนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่นั่นก็ค่อนข้างต่อต้านเรื่องนี้อย่างจริงจัง นักเรียนและนักวิชาการที่ต้องการการเปิดกว้างจึงสร้างชุมชนและวารสารนี้ขึ้นมาเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับ เศรษฐศาสตร์กระแสรองมากขึ้น ฉะนั้นด้วยความกดดันเหล่านี้ ในบทความ บางทีเราจะได้กลิ่นของความโกรธแค้นอยู่บ้าง สำหรับในประเทศเนเธอร์แลนด์อาจารย์บอกว่า เค้าไม่ต่อต้านหรอก เค้าแค่ไม่สนใจไปเลยต่างหาก อย่างที่ Erasmus นี่คณะเศรษฐศาสตร์นั้นขอให้คนที่ทำงานกระแสรองไปทำที่อื่นแทน เอาล่ะ มาเข้าเรื่อง... ประเด็นของการเขียนบทความนี้ก็คือ เนื่องจากว่า เหล่านักเศรษฐศาสตร์กระแสรองพยายามจะโจมตี NCE แต่หลายๆครั้งคำโจมตีเหล่านั้นมักจะพลาดเป้า เพราะนักเศรษฐศาสตร์ NCE ก็บอกว่า จริงๆแล้วมันไม่มีหรอก NCE น่ะ มีแต่ Scientific Economics และตัวทฤษฎีก็พัฒนาไปจนกระทั่งข้อโจมตีเดิมๆถูกแก้ไปแล้ว และพัฒนาไปสู่ทฤษฎีที่ครอบคลุมโลกความเป็นจริงมากขึ้น ผู้แต่งจึงมองว่าหากเราระบุได้ว่า NCE นี่มีลักษณะเป็นอย่างไร เราจะสามารถถกเถียงมันได้ชัดเจนและถูกเป้ามากขึ้น ผู้เขียนเสนอว่า ลักษณะสำคัญของ NCE มี 3 ประการ โดยดูจากลักษณะวิธีการศึกษาดังนี้ 1. Methodological Individualism 2. Methodological Instrumentalism 3. Methodological Equilibration 1. Methodological Individualism (MI ; ตัวย่อนี่คิดเองเพื่อความสั้นครับ) คือ วิธีการศึกษาปรากฎการณ์ทางสังคมที่ให้ความสำคัญกับปัจเจกชนเป็นหลัก ปัจเจกชนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา ปรากฎการณ์ทางสังคมใดๆก็ตาม โครงสร้างสังคมใดๆก็ตามต่างเกิดขึ้นจาก พฤติกรรมของปัจเจกชน และการปฏิสัมพันธ์กันของปัจเจกชน บทความของ Hodgeson ที่อ่านในวันเดียวกันนี้ได้ขยายความเกี่ยวกับMI เอาไว้อย่างเข้าใจได้่ง่าย โดยสรุปคือว่า คอนเซปของ MI นั้นจริงๆแล้วค่อนข้างสับสนพอสมควร เนื่องจากนักเศรษฐศาสตร์เองไม่ค่อยจะเขียนชัดเจนมากนักว่า ข้อสมมติที่เกี่ยวข้องกับวิธีการศึกษาของเขาคืออะไร แต่เท่าที่รวบรวมได้ก็คือว่า มีตั้งแต่วิธีการศึกษาที่ศึกษาเฉพาะปัจเจกชนเท่านั้น ไม่สนใจโครงสร้างทางสังคมเลย จนกระทั่ง โครงสร้างทางสังคมและสถาบันเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการวิเคราะห์ แต่ทั้งสองอย่างต่างเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ของคนในสังคม ในขณะเดียวกัน ก็มีส่วนในการกำหนดพฤติกรรมและการปฏิสัมพันธ์ของคนในเวลาเดียวกัน MI ในแบบแคบแบบแรกนั้น ในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปไม่ได้เนื่องจากพอพูดถึงปัจเจกชน หรือ identity ของเขา เรื่องภาษา วัฒนธรรมก็เข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว หรือ General Equilibrium Model ก็ยังมีราคาที่เป็นตัวกลางระหว่างปัจเจกชนและก็เป็นโครงสร้างในสังคม โดยสรุปคือ หนึ่งคุณสมบัติของ NCE คือ จะเอา ปัจเจกชนเป็นศูนย์กลางในการศึกษา หรือ วิธีการอธิบายปัจจัยเชิงสังคมอื่นๆจะต้องมีความเชื่อมโยงและเป็นเหตุมาจากการปฏิสัมพันธ์กันของปัจเจกชน ไม่มีปัจจัยเชิงสังคมใดๆเลยที่คงอยู่ได้แม้ไม่มีมนุษย์อยู่ 2. Methodological Instrumentalism (MI2) คือ วิธีการศึกษาที่เชื่อว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเป็นเครื่องเพื่อตอบสนองเป้าหมายเท่านั้น เป็นตัวที่บ่งบอกถึงเป้าหมายของมนุษย์ ตอนแรกที่ผมเห็นอันนี้ก็คิดในใจว่า มันมีด้วยเหรอทฤษฎีที่ไม่ได้มองพฤติกรรมเป็นลักษณะนี้ พอนึกดีๆก็ตอบได้ว่า มีอยู่ อย่างน้อยก็คือทฤษฎี Evolutionary Game Theory ทฤษฎีนี้ แม้จะใช้ลักษณะการแสดง payoff ของทฤษฎีเกมส์ แต่ผู้เล่นในเกมส์ไม่ได้เลือกตามความต้องการของตน แต่พฤติกรรมได้ถูกกำหนดตายตัวเอาไว้แล้ว อย่างไรก็ดี คำว่า Instrumentalism ที่ผมเคยศึกษาจากคอร์สวิชา Methodology of Economics หรืออะไรประมาณนี้มีความหมายที่ต่างไป ความหมายของคำว่า Instrumentalism ที่ว่านี้คือว่า ตัวทฤษฎีที่คิดขึ้นที่ใช้สำหรับการศึกษานั้น ไม่มีความจำเป็นจะต้องสมจริงแต่อย่างใด สมมติฐานไม่ต้องสมจริงก็ได้ แต่หากมันใช้การได้ ให้คำอธิบายหรือทำนายได้อย่างมีเหตุมีผล และมีแนวโน้มถูกต้อง ก็นับว่าใช้ได้ ซึ่งผมเองคิดว่า การตีความ Instrumentalism แบบนี้ ดูจะตรงกับเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมากกว่า คือ ตรงกับสิ่งที่ Milton Friedman กล่าวไว้ ใน the Methodology of Positive Economics ที่มีอิทธิพลต่อวงการเศรษฐศาสตร์กระแสหลักหลังจากนั้นเป็นอันมาก 3. Methodological Equilibration คือวิธีการศึกษาที่มีความเชื่อเบื้องหลังว่า พฤติกรรมใดๆก็ตามของปัจเจกชน หรือตัวแปรบางอย่างจะมีจุดดุลยภาพ หรือเป็นสถานการณ์/รูปแบบพฤติกรรมที่ จะเกิดขึ้นเสมอๆ ไม่ต่างไปจากนี้ เว้นแต่ว่าจะมีปัจจัยภายนอกที่ทรงพลังเข้ามามีบทบาท หากเป็นเพียงปัจจัยเล็กๆน้อยๆ พฤติกรรมอาจจะออกจากรูปแบบ (Pattern) ไปบ้าง แต่ก็จะกลับสู่รูปแบบเดิมในไม่ช้า อย่างไรก็ดี จุดนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนของการอธิบาย NCE แบบนี้เพราะในปัจจุบันทฤษฎีเศรษฐศาสตรืกระแสหลักก็มีการอธิบาย disequilibrium แล้ว อย่างไรก็ดี เรอาจจะมองได้กว้างๆว่า หากมีการคำนึงถึงดุลยภาพแล้วละก็ อาจจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นทฤษฎีในข่าย NCE ส่วนที่เหลือของบทความมีการอธิบายเอาไว้ด้วยว่า เหตุใด เศรษฐศาสตร์กระแสหลักจึงกลายมาเป็นกระแสหลักได้ด้วย แต่หากอยากอ่านก็ลองติดต่อมาจะลองส่งบทความไปให้อ่านเพิ่มเติมดูครับ เสริมเพิ่มเติมจากบทความอีกหน่อยหนึ่งว่า ไม่อยากให้สับสนกับ NCE ในการแบ่งสำนักเศรษฐศาสตร์มหภาคนะครับ คือ มันมีการแบ่งสำนักคิดตามวิธีการศึกษา (Methodology) และตามประเด็นศึกษา (Subject) ที่กล่าวข้างต้นเป็นการแบ่งสำนักคิดตามวิธีการศึกษา (Methodology) แต่หากดูตามประเด็นศึกษา (Subject) ละก็ จะแยกออกได้เป็นหลายสาขามาก เช่นเศรษฐศาสตร์การเงิน , การคลัง, พัฒนา, เกษตร, หนึ่งในนั้นคือเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) ทีนี้ ในเศรษฐศาสตร์มหาภาคนี่เองที่มีการแยกเป็นสำนักตามลำดับเวลา เช่น สำนักคลาสสิค , Keynesian, Monetarist, New classical economics , ฯลฯ การแบ่งในระดับย่อยนี้อาจมีส่วนซ้อนเหลื่อมกับการแบ่งในระดับวิธีการศึกษาบ้างแต่จะไม่กล่าวถึงในที่นี้เนื่องจากจะทำให้ประเด็นซับซ้อนไปมากกว่านี้ สำหรับลักษณะของ NCE ในเศรษฐศาสตร์มหภาคนั้น สามารถหาอ่านได้ใน Textbook เศรษฐศาสตร์มหภาคทั้งระดับพื้นฐาน Z (Basic) และระดับกลาง (Intermediate) ได้ทั่วไปครับ ก็หวังว่าจะให้ภาพ NCE ได้ไม่มากก็น้อย ครับ สามารถถกเถียงหรือตั้งคำถามได้นะครับ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวผม และคนอ่านคนอื่นๆครับ บรรณานุกรม Arnsperger C., Varoufakis, Y. (2006) What Is Neoclassical Economics?. Post-Autistic Economics Review . Issue 38, article 1. Hodgson, G.M. (2007) Meaning of Methodological Individualism. Journal of Economic Methodology, 14(2), June, pp.211-26 Friedman, Milton. [1953] 2007. The Methodology of Positive Economics. In the Philosophy of Economics, ed. Daniel M Hausman, 145-178. New York: Cambridge University Press. March 24 เค้าคอมเมนต์อะไรเวลาคอมเมนต์บทความวิชาการ วันนี้ที่คณะมีสัมมนาของนักศึกษา Research master และ Ph.D. เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกวันจันทร์ของที่คณะ แต่ละสัปดาห์จะมีนักศึกษา Research master ปีสอง และนักศึกษาปริญญาเอกมานำเสนอ ในบางสัปดาห์ก็จะมี สลับกับ Research Seminar ที่จะเชิญนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆมานำเสนอบทความด้วยเหมือนกัน นักวิชาการเหล่านี้หลายคนมีชื่อเสียงในวงเศรษฐศาสตร์ และปรัชญาพอสมควรทีเดียว สัมมนาแต่ละครั้งก็จะมีคนคอมเมนต์ (Commentator) จำนวนสองคน ตลอดที่ผ่านมาไม่เคยลองสรุปบทเรียนดูซักทีว่า คนคอมเมนต์ปกติเค้าคอมเมนต์อะไรกัน วันนี้ได้โอกาสเลยจะลองสรุปบทเรียนดู เพราะว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเองและคนท่ีมาอ่านด้วย ผมเข้าใจว่าการคอมเมนต์บทความวิชาการอาจจะแยกได้เป็น สามกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกเป็นการคอมเมนต์เกี่ยวกับ “วิธีการนำเสนอ” ของบทความ ในส่วนนี้คนคอมเมนต์มักจะพยายามทำความเข้าใจผู้เขียนว่า มีความตั้งใจอย่างไร มีจุดประสงค์ในการเขียนอย่างไร ตัวบทความที่เขียนนั้นตอบโจทย์ที่ตัวผู้เขียนตั้งเอาไว้เองหรือไม่ ในส่วนนี้เท่าๆที่ฟังมา พวกป.โท ป.เอกบางทีมีปัญหาว่า เขียนไม่ชัดว่าตกลงที่เขียนบทความนี่ต้องการอะไรกันแน่ อะไรคือคำถาม อะไรคือ ประเด็น บางทีมันไม่ชัด บางครั้งมีสองประเด็นในบทความเดียวและไม่เชื่อมกัน เป็นต้น ต่อมาคือ บางทีโจทย์ชัดจริง แต่ว่าสิ่งที่นำเสนออาจจะเบี่ยงประเด็นไป หรือไม่ตอบโจทย์ หรืออาจจะมีวิธีอื่นที่อาจจะตอบได้ดีกว่านั้น มีบางประเด็นที่ถ้าให้ความสำคัญอาจจะทำให้ประเด็นชัดกว่านี้ คนคอมเมนต์ก็จะให้คำแนะนำ ทั้งนี้เพื่อการพัฒนาบทความโดยรวม กลุ่มที่สอง เป็นการคอมเมนต์แบบต้องการ “ความชัดเจน ” ในหลายครั้งคนเขียนบทความใช้คำเฉพาะ หรือคำบางคำที่อาจจะตีความหมายได้หลายแบบ แต่ว่าในบทความไม่ได้ขยายความหรือตกลงกับผู้อ่านให้ชัด คำเหล่านี้อาจนำไปสู่การเข้าใจผิดหรือการถกเถียงในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องได้ หรือนำไปสู่การสร้าง argument ที่ไม่ชัดเจน ไม่เข้มแข็งได้ ในจุดนี้ คนคอมเมนต์ก็มักจะชี้ประเด็นและให้คำแนะนำ กลุ่มที่สามคือ เป็นการคอมเมนต์แบบ “ตอบโต้กับตัวเนื้อหาโดยตรง” อันนี้หมายความว่า สมมติว่าผู้เขียนเสนอ A แต่คนคอมเมนต์อาจจะไม่เห็นด้วย และคิดว่า B มากกว่า เป็นต้น อย่างไรก็ดี วันนี้ลองสังเกตดู ประเด็นไหนจะถูกคอมเมนต์ในกลุ่มนี้นั้นขึ้นอยู่กับ Background ของคนคอมเมนต์ค่อนข้างมาก เท่าที่เห็นคือ คนคอมเมนต์มักจะคอมเมนต์ในประเด็นที่ตนเองมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ประเด็นใดที่ไม่รู้ไม่เชียวชาญมักจะไม่โผล่ขึ้นมาเตะตาให้คอมเมนต์มากนัก ผมว่าในประเด็นนี้ทำให้เราเข้าใจอย่างน้อยสองประเด็นคือ 1) หากมีคนจากหลาย Background มาช่วยคอมเมนต์ก็จะทำให้งานของเราแหลมคมมากขึ้น 2) ถ้าเราเป็นคนคอมเมนต์ก็ไม่ต้องกังวลว่าคอมเมนต์ของเราจะดีไม่ดี ผิดหรือถูก ทั้งนี้เพราะประเด็นในการคอมเมนต์มันขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละคน ซึ่งต่างกัน และคนเขียนเองก็ย่อมอยากได้คอมเมนต์ที่หลากหลายมากกว่าคอมเมนต์ซ้ำๆเดิมเป็นแน่ สำหรับผมผมมองว่าการคอมเมนต์กลุ่มสุดท้ายนี้เป็นการคอมเมนต์ที่เป็นประโยชน์ต่องานเขียนค่อนข้างมาก เพราะว่า มันจะช่วยพัฒนา Argument ของผู้เขียนให้แหลมคมยิ่งๆขึ้นไป คอมเมนต์กลุ่มนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้เขียนคาดหวังมากที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้เขียนเองว่า จะเขียนได้ชัดเจนและตอบโจทย์ของตัวเองได้ดีขนาดไหน ในส่วนของคนคอมเมนต์เอง ผมคิดว่าต้องรู้ตัวสักหน่อยว่าเรามีความเชี่ยวชาญในเรื่องอะไร เพื่อจะได้เลือกถูกว่าเราควรจะคอมเมนต์บทความนี้หรือไม่ ถ้าเราเลือกคอมเมนต์บทความที่เรามีความรู้อยู่บ้างและเราสนใจ มันก็จะเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเราและผู้เขียนเองด้วย October 18 คำขวัญประจำสัปดาห์ ถ้าเราหมั่นทำสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ควรทำ...โดยไม่ต้องเร่งรีบ...งานก็จะเสร็จในเวลาเอง :) September 30 ขนมปังกับบทความวิชาการ ช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตอีกครั้งเมื่อผันตัวเองจากการเรียน Development Economics มาเรียน Philosophy and Economics เปลี่ยนอย่างมหาศาลจากการเรียนอะไรที่เป็นแนวปฏิบัติมาเป็นแนวทฤษฎีและแนวปรัชญา ก็อยู่ในช่วงของการปรับตัวนั่นแหละหนอ แต่ที่จะเขียนวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับลักษณะของบทความวิชาการกับลักษณะของขนมปัง ผมว่า บทความวิชาการในแนว Development มันดูเป็นขนมปังธรรมดาเหมือนที่เราทานๆกัน ในขณะที่บทความที่ออกแนวปรัชญาจะเปรียบได้กับขนมปังของคนเยอรมัน ขนมปังที่เรากินกันจะมีลักษณะเบาๆ เป็นเหมือนฟองน้ำ มีแต่แป้งเท่านั้น กินไปไม่อยู่ท้องเท่าใดนัก ในขณะที่ขนมปังของคนเยอรมันนั้นมีลักษณะหนัก เต็มไปด้วยเครื่อง มือให้เลือกกว่าสิบชนิด เรียกได้ว่า กินไปแผ่นสองแผ่นก็อยู่ท้องและมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน ที่ผมว่าบทความในฝั่ง Development ดูเป็นขนมปังธรรมดาเพราะว่า มันเป็นบทความที่เราสามารถรู้เรื่องทั้งหมดในส่วนสำคัญผ่านการอ่านคำนำ สรุป และประโยคต้นของแต่ละย่อหน้าโดยไม่ต้องกังวลเท่าไหร่ว่า เราจะพลาดเนื้อหาสำคัญ ในส่วนที่อยู่ในย่อหน้าก็จะเป็นการอ้างอิงงานเชิงประจักษ์ของคนอื่นมาสนับสนุนงานของตนเอง ในขณะที่ บทความในฝั่งปรัชญาหรืองานทางทฤษฎีนั้น การอ่านแบบข้างต้นนั้นจะทำให้เราได้เพียงแค่กลิ่นของงานเท่านั้น แต่เราจะพลาดข้อถกเถียง พลาดเนื้อหาและใจควาสำคัญของเรื่องไปมากเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะ argument ต่างๆ รวมถึงรายละเอียดของทฤษฎี หรือแนวคิดในบทความนั้นๆที่อยู่ภายในแต่ละย่อหน้ามีความสำคัญต่อย่อหน้าอื่นๆในอนาคตด้วยเช่นกัน ฉะนั้นแต่ละย่อหน้าก็จะอัดแน่นไปด้วยเนื้อความเหมือนขนมปังเยอรมันนั่นเอง อย่างไรก็ดี นี่เป็นการแบ่งประเภทแบบเล่นๆ หยาบๆเท่านั้น ด้วยความคิดเชื่อมโยงเรื่องขนมปังกับบทความ เราต้องออกตัวไว้ตรงนี้เลยว่าการเป็นขนมปังธรรมดาหรือขนมปังเยอรมันไม่ได้มีนัยของการตัดสินคุณค่่าว่าแบบไหนดีไม่ดี แต่อาจจะมองได้ว่ามันเป็นความต่างในเชิงธรรมชาติของเนื้องานมากกว่า ... May 24 Education & Institutions and a dream for a better world?10:56:52 AM I just came back from London yesterday. I really miss Norwich because it is such a peaceful town, compare to London. The food is better, the people is more friendly. Mari and I went to have food at Pizza hut in the evening , I've found that the waitress at Pizza hut has better manner than those in Bayswater, London. When I think of these things in Thailand, we have a lot better food and people. Especially in service sector, Thai people do it very well, and almost everywhere in the country. I think Thai people are smart and really know how to deal with people, which I think it's one of the hardest things in life. If we are that good, why are we still here? , why are we still a developing country. Why there are so many people in rural area suffering from poverty and inequality. Why many children still have a low quality education and bad environment to grow? I have a tendency to blame our educaiton, however, I think it is a bit too late to do that. That is because the education has already created a systematic problem chain in this society. This chain relates to the quality of people in a sector that crucial to our development such as educational sector itself, and political sector, which has power to influence the institutions and also major physical environment in people's lives. Therefore, institutions and environment for growing up created by those people are reproducing itself, though it's not the same in all generation but very similar, over and over again. The not-well educated people, somehow, affect other institutions such as norms and culture in the society in a more chaotic way. I assume that it is because when people have different educational level, different types of institutions are needed to fit in with each type of people in order to make society run smoothly. As a result, it is difficult to design an institution. The created instituions and the existing one may contradict to each other. The contradiction may lead to unexpected consequences. An idea just popped up in my mind that this is similar to the chain reaction of an atomic bomb. Once it is started, it is hardly stopped. The increasing rate is exponential. As a result, we can expect some social-political-economic turmoil in our country in the next 5 - 10 years, unless there is a major change in our political and educational sector. The change that I would like to suggest in political sector is that... We need good people with a complete basic moral standard, i.e. five precepts. We need someone who really know how to design an institution, i.e. the rule of the game. The designer must know on-the-ground reality and design institutions that suite that area or at least study it in order to reform national institutions. In addition, they must be more realistic as well as creative. However, I have no idea how to get these people. This will have to be related to political system and political condition to get into the post, which is also another messy institution. For educational sector, I would suggest that we should teach our children more about being a human and a good and active citizen of the world as well as the citizen of our nation. Therefore, understanding the outside world is as important as understanding the inner world. Reflection process should be added in the curriculum. Equipping our children with tools for the true understanding of the outer and inner world should be the main goal of our primary and secondary education. Knowledge for work should be fully transfer to the vacational education. Knowledge for acquiring and generating a specific field of knowledge should be the role of university. In addition, there should be additional level in between the secondary and tertiary education. A level that give our children on year to explore the world and prepare themselves for their goals, which should be a combination of personal and social goals. Dreams are always beautiful... but the transition to it is a lot more difficult... However, the more important question is that how can we be sure that our dream is desirable to the society? and how can we know that the desirable dream of the people is what it should be? or what it should be is the one that people's want? But if they are immoral people, how can the society survive in a good shape? Or we are just a small dust in the universe who can affect only a very little thing in each life, that little thing is ourselves.... Maybe the true way of changing the world or helping people is to accumulate bit by bit in each life... when the time comes, which would be in a very long long time ahead, our potential may be realised and reach the level that we can unlock all beings from the suffering... Every big thing starts with first step. Let's be a good and productive person and change the man in the mirror.. Do what we dream,.. the dream of a good society. But just don't expect that it would change within our generation... Be happy that we try to do it... March 18 What life I wanna live?จากคำถามท้าย Entry ตะกี้ นำมาซึ่งคำถามว่าแล้ว เราอยากใช้ชีิวิตแบบไหนกันล่ะเนี่ย ...เวลาเราอยู่ที่นี่
เลยลองระดมสมองด้วย Mind map ดูแล้วก็พบว่า เราอยากมีชีวิตที่ 1. Active - คือมีความกระตือรือร้น 2. Planned - มีการวางแผน 3. Disciplined - มีวินัย (ทำตามแผนได้นั่นเอง) 4. Worth - คุ้มค่า 5. Value - มีคุณค่า 6. Secure - มั่นคงปลอดภัย (ในทีนี่คือ มีการวางแผนทางการเงิน และ secure ที่เรียนป.เอกให้เร็วที่สุด)
และเราก็คิดว่า 3 ข้อแรกนั้นเป็นเหตุของ 3 ข้อหลัง และใน 3 ข้อแรกเองก็เป็นเหตุเป็นผลกัน ความกระตือรือร้นเป็นจุดเริ่มของหลายๆอย่าง
แล้วก็เลยเข้า google เพื่อดูว่า มันมีคำแนะนำของการเป็นคนแอคทีฟมั้ย และมีวินัยมั้ย ... ก็ได้แนวทางมาระดับหนึ่ง อยู่ใน Mindmap ที่แนบมาด้วยครับ March 15 Pre-Journalวันนี้ได้ดู powerpoint ของครูหนูดี วนิสา เรซ แล้วทำให้เตือนตัวเองว่าน่าจะกลับมาเขียน Journal รายวันอีก เพราะก็ช่วยเก็บกวาดความคิดความอ่านในแต่ละวันได้ดีทีเดียว ตอนแรกคิดๆอยู่ว่า ควรจะเขียนลง space ดีมั้ย เพราะดูไม่มีความเป็นส่วนตัวจริงๆเลย แต่พอคิดไปคิดมาแล้วคิดว่า การเปิด public ก็ดีเหมือนกัน ถือเป้นการคุมความคิดความอ่านเราไปในตัว ให้สำรวมอยู่เสมอ และพยายามมองโลกในแง่ดี ไม่คิดร้ายถึงผู้อื่นในใจ แม้ต่อหน้าและลับหลัง และช่วงนี้เองก็เพิ่งปิด Easter คงมีเวลาเยอะขึ้น อย่างน้อยก็เวลาสงบใจล่ะนะ โชคดีมากที่ก่อนปิดอีสเตอร์ไม่มี assignment อะไรต้องทำให้เสร็จ มีเวลาเดือนนึงในการเตรียมสอบและทำ assignments ที่ต้องส่งหลังช่วงนี้ จึงเริ่มย้อนกลับมามองและให้ความสำคัญกับวินัยในชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ช่วงก่อนนี้ เป็นช่วงที่วินัยในชีวิตล้มระเนระนาดจริงๆ สาเหตุประการสำคัญที่สุดที่ทำให้มันล้มระเนระนาดก็คือ รู้สึกว่าเราจะเอาตัวไปผูกพันกับชาวบ้านชาวเมืองเค้ามากไปหน่อย ทั้งในเชิงส่วนตัว และกิจกรรมส่วนรวมอย่าง Thai Society และ สามัคคีสมาคมเป็นต้น นอกจากนี้ความไม่สงบในจิตใจ อันเป็นผลมาจากการขาดวินัย จึงขาดการทำสมาธิ ก็ยิ่งกลายเป็นวงจรอุบาทว์ทำให้ควบคุมตัวเองทำตามวินัยหรือแผนที่ตัวเองวางไว้ไม่ได้อีก พอมาช่วงนี้ เริ่มห่างไกลผู้คนมากขึ้้น เพราะคนอื่นเค้ายุ่งกับ assignment เราว่างแล้ว และก็มีเวลาทบทวน คิดวางแผนงานในช่วงหนึ่งเดือนนี้ เลยเริ่มเห็นเค้าลางของวินัยที่ควรปฏิบัติมากขึ้น
ณ วันนี้ยังเห็นว่า ต้อง Balance เรื่องเรียน เรื่องจิตใจ ร่างกาย และสังคม ให้ได้ ... เรื่องเรียนต้องได้ส่วนในเวลาของวันมากที่สุด เรื่องจิตใจควรได้เวลาในช่วงต้นและช่วงท้ายของทุกๆวัน ประกอบกับการมีสติตลอดวัน เรื่องร่างกาย เช่นการออกกำลัง และเรื่องสังคม ควรจะมีอย่างมากไม่เกิน 3 วัน (นั่นคือเยอะสุดๆจริงๆ) ... แต่วิถีต่างๆก็จำเป็นต้องปรับให้ยืดหยุ่นได้จริง ...ให้เหมาะกับช่วงว่าง ช่วงยุ่ง และลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆในแต่ละช่วง ... แต่สำคัญที่สุดในวิถีนี้คือ การฝึกสมาธิและสติเป็นสิ่งสำคัญประเภทวาขาดไม่ได้จริงๆ ขาดแล้วนี่เหมือนหลับตาเดินเลย ก็เป็นสิ่งท่ีต้องเรียนรู้ต่อไป .... แหม ใช้ชีวิตให้มีคุณภาพนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ แต่จะทำให้ได้ ป.ล. อยู่เมืองนอกหาส้ม หาฝรั่งกินยาก กินกีวี (Kiwi) เพื่อนที่เป็นหมอบอกว่าวิตามินซี เยอะกว่าส้มกว่าฝรั่งอีก ...กินแล้วหายหวัดเลยครับ March 08 ค้นหาตัวเองอันนี้เป็น entry ที่เขียนทันทีหลังจากเข้าไปอ่าน Entry ของ FirstatLast ทันที (http://spacewaywalker.multiply.com/journal/item/16) เพราะว่าเป็นประเด็นที่ได้ครุ่นคิดมาอยู่นานเหมือนกันในฐานะที่เป็นหนึงในคนร่วมยุคสมัยกับเจ้าของบล๊อก (คือเป็นเพื่อนบังนั่นเอง) แต่ว่า สไตล์การเขียนอาจจะไม่แฟนซีเหมือนบัง ก็ต้องขอออกตัวไว้ก่อน
ตอนเป็นรุ่นพี่เค้า เป็นอาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษา นี่ก็เป็นหนึ่งในคำถามยอดฮิตอย่างจริงจัง สำหรับคำถามเกี่ยวกับเรื่อง "การค้นหาตัวเอง"
"การค้นหาตัวเอง" เป็นประเด็นที่สะท้อนมุมมองต่อโลกและตัวเองอย่างหนึ่งคือ เราเชื่อว่าเรามี "ตัวเอง" อยู่ข้างในให้ค้นหา ตัวเองที่ซ่อนอยู่ และต้องการกระบวนการบางอย่าง การตรึกหนึกด้วยคำถามบางอย่าง การพบเจอ พบเห็นอะไรบางอย่าง เพื่อให้ "ตัวตน" ข้างในเปิดเผยออกมา
แต่คำถามสำหรับประเด็นนี้ที่ผมเคยตั้งกับตัวเองคือ "มันมีตัวตนที่ว่าข้างในจริงๆหรือเปล่า?"
ในฐานะคนที่นับถือศาสนาพุทธคงปฏิเสธไม่ได้ว่า มันคงมีความสนใจอะไรบางอย่างติดมาแต่ชาติปางก่อน และเราก็รับรู้ได้ลางๆ นี่อาจจะเป็นตัวตนที่ซ่อนอยู่จริงๆ แต่ว่า ตัวตนนี้จะสำคัญอะไรนอกจากเป็นเครื่องช่วยสะกิดเราว่า "เออ อันนี้ดูน่าจะใช่แฮะ" เพราะว่าตัวตนในอดีตของเรานั้นดับไปแล้ว ชาติก่อนเราอาจจะเป็นพราหมณ์ทำพิธีกรรมทางศาสนา ถ้าเราค้นพบตัวเองในวันนี้ว่าเราเป็นอย่างนั้นมาก่อน เราก็คงไม่ได้จะกลับไปเป็นพราหมณ์หรอกใช่หรือไม่ ?(บางคนอาจจะกลับไปเป็นก็ได้เนอะ) และคงมีเเพียงผู้มีอภิญญาเท่านั้นที่สามารถระลึกรู้ได้ว่าชาติก่อนเราทำอะไรมาบ้าง
ผมคิดว่า ในชาติปัจจุบัน "ตัวตน" ของเรานั้นคงมีอยู่ แต่มันไม่ใช่ตัวตนอันคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง และฝังอย่ในตัวเราอยู่ก่อนรอการค้นหา ...แต่มันเป็นตัวตนที่ค่อยสั่งสมผ่านประสบการณ์ตั้งแต่เล็กแต่น้อย และเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเมื่อเหตุปัจจัยพาเราผ่านสถานการณ์และประสบการณ์ต่างๆในชีวิต ...ความคิดอ่านในวันวานเมื่อสมัย ป.2 กับวันนี้ต่างกันอย่างไร ฉันใดก็ฉันนั้น ...
การค้นพบตัวเองน่าจะเป็นการที่คนแต่ละคนได้มีเวลานั่งทบทวนชีวิตและประสบการณ์ตนเอง เพื่อให้พบเจอ "ตัวตน"ที่สั่งสมผ่านกาลเวลาในชาติปัจจุบันมามากกว่า
แต่ก็จะมีอีกคำถามนึงต่อมาคือ ...เจอแล้วไงวะ ? ...หมายควมว่า บางคนนั่งทบทวนว่าตัวเองผ่านอะไรมาบ้าง แต่ก็ยังไม่รู้ทางไปอยู่ดี หรือก็ยังไม่เห็ฯตัวเองหรือเห็นแค่ลางๆอยู่ดี ในกรณีหลัง สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่ามันเป็นปัญหาของการถูกจำกัดประสบการณ์ของเด็กและเยาวชนอย่างเราๆ คือ พอเราถูกกดดันด้วยการเรียนอย่างเข้มข้น หรือ ความเป็นเห่วงเป็นใยของผู้ปกครองอย่างเข้มข้นจนเราไม่สามารถมีโอกาสออกไปทำกิจกรรม เจอผู้คน เจอโลกและประสบการณ์อื่นๆได้ ...มันจึงยากที่เราจะเห็นตัวตนของเรา เพราะเหมือนว่า ผ้าใบชีวิตของเราเพิ่งถูกร่างด้วยดินสอ จึงเห็นรางๆ ในขณะคนที่เค้าออกไปลองทำกิจกรรมใหม่ๆ เจอผู้คน ผ้าใบชีวิตของเค้าถูกเขียนเป็นรูปเป็นร่างที่เห็นได้ชัดกว่ามาก
ความชัดของภาพตัวตน นอกจากการออกไปพบเจอโลกแล้ว การที่แต่ละคนได้ลองฝึกฝนฝึกปรือกิจกรรมที่ตนทำอย่างจริงจังก็จะเป็นอีกทางหนึ่ง คือ ถ้าออกไปเจอโลกแค่ผิวๆ จริงๆก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ ต้องมีโอกาสได้คลุกคลีด้วย ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องใช้วินัย และความอดทนระดับหนึ่ง ที่จะไปให้จนสุดทาง
ยกตัวอย่างง่ายๆเช่นการเล่นกีต้าร์ จริงๆเด็กวัยรุ่นทั้งปวงในปัจจุบันก็ถูกกระตุ้นโดยสื่อมากมายให้เห็นว่าดาราและการเล่นดนตรีเป็นของน่าพิสมัย แต่ถามว่า มีเด็กเยาวชนสักกี่คนที่มีโอกาสได้คลุกคลี ฝึกปรือตนเองในทักษะ และสาระสำคัญของมันจนถึงแก่นบ้าง นอกเหนือจากการเล่นด้วยความเท่และความสนุกไปวันๆ หรือการทำกิจกรรมก็ตาม มีไม่น่าจจะเกิน 20% ของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยทำกิจกรรมหรือถือว่าตนเองเป็นนักกิจกรรม แต่จะมีนักกิจกรรมสักกี่คนที่ทำอย่างมีเป้าหมายชัดเจน และต้องการไปให้สุดทาง .... ถ้าไปไม่สุดเลยซักทางจะรู้มั้ยว่าเราชอบชีวิตแบบนั้นมั้ย
สำหรับประเด็นส่วนแรกที่ว่า แม้ไปเจองโลกมากๆก็ใช่ว่าจะตอบ คำถามเรื่องการค้นหาตัวเองได้ ต้องตั้งคำถามให้ถูกด้วยเวลาที่เราทบทวนประสบการณ์
คำถามหลักในการค้นหาตนเอง ผมเห็นว่าน่าจะเป็นคำถามเรื่อง คุณค่า และความชอบ พูดอีกแบบหนึ่งคือ ความรุ้สึกว่าตนเองมีคุณค่าจากกิจกรรมนั้น กับคุณค่าที่เราให้กับกิจกรรมหรือทางเลือกนั้น
ผมว่า(จากประสบการณ์) ทางที่ใช่ ของคนแต่ลคนคือเส้นทางที่เราเข้าไปทำแล้วรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าเพิ่มขึ้น และเราเองก็ชอบกับงานที่ทำ อันนี้คือเยี่ยม ความรู้สึกที่บอกอันนี้ก็คือ เมื่อทำแล้วรู้สึกกระตือรือร้นอยากำงานไปเรื่อยๆ อยากพัฒนางานของเราจนสุดทาง เต็มความสามารถ ...ถ้าทำแล้วรู้สึกแห้งแล้ง พลังชีวิตหมดลงทุกที ความกระตือรือร้น ความใฝ่รู้ลดลงเรื่อย นั่นน่าจะเป็นตัวชี้วัดที่บอกได้ว่า นั่นอาจจะไม่ใช่ที่ของเราก็ได้
อย่างไรก็ดี เราจะไม่มีทางรู้เลยจนกว่าเราจะมโอกาสได้ลอง คนที่มีโอกาสทำกิจกรรมอย่างเอาจริงเอาจังและหลากหลายในระดับมหาวิทยาลัยน่าจะมีโอกาสมากกว่าเพื่อนหน่อย คำที่ต้องบอกว่าหลากหลายด้วยก็เพื่อให้เราเห็นความแตกต่าง ถ้าไม่มีความชั่วเราอาจจะไม่รู้ว่ามีความดี ไม่มีกลางคืนก็ไม่รู้ว่ามีกลางวัน ถ้าไม่เจอทางที่ไม่ชอบเลยจะรู้ได้ไงว่าชอบทางไหนมากกว่ากัน ทางไหนจะให้รามีคุณค่ามากกว่ากัน
ถ้าถามต่อว่าแล้วจะเลือกได้ไง ทางเลือกมันมีตั้งมากมาย ถ้าถามผม ผมว่าทางเลือกมันมีไม่มากหรอกนะครับ มันขึ้นอยู่กับว่าใครสร้างฐานของตัวเองในวัยเด็กมายังไงมากกว่า คือถ้าเรามีฐานมาจากวัยเด็ก มันจะสานต่อได้ง่ายมากๆ มันจะเป็นตัวบอกเราเองว่าเราควรจะไปทางไหน เลือกอะไร แล้วก็หมั่นทำความดี เป็นคนดีเอาไว้ครับ กรรมและสภาวะจิตของเราจะได้นำพาเราไปพบคนดีๆ ที่ีดีๆ
ฉะนั้นโดยสรุปแล้ว ผมคิดว่า "ตัวตน" ของแต่ละคนมันสั่งสมผ่านประสบการณ์มาเรื่อยๆ และเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย การได้ลองทำกิจกรรมต่างๆอย่างเต็มที่และหลากหลายจะทำให้เรารู้ว่า กิจกรรมไหนทำให้เรารู้สึกมีคุณค่า มีความกระตือรือร้นมีฉันทะมากน้อยกวากัน และเราสร้างคุณค่าให้ตนเองและสังคมจากสิ่งนั้นได้มากน้อยแค่ไหน ...
March 07 ฝ่าด่านอรหันต์ไม่มีที่สิ้นสุด...ฝ่าด่านแรก ก็เจอด่านที่ยากเข้าไปอีก ...ยิ่งฝ่ายิ่งเจอ ...ยิ่งฝ่ายิ่งเจอ ยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ...
เราไปเองไม่เป็นไร ...แต่เค้าจะไปกับเราด้วยเหรอ? ... หรือเค้าควรจะไปกับเรามั้ย? February 29 'Religious institutions have not done enough to speak out against climate change’ i have some funs for you to think of......i got a coursework that i have to do a debate and an essay for my climate change module. the title which i was randomly assigned for is.....Religious institutions have not done enough to speak out against climate change’ so i thought of you immediately, anythoughts? -Men ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- First of all , I have to say that I can give opinion only in Buddhism, because I don't know much about other religions.... and Thank you for thinking of me when you see this topic :D 'Religious institutions have not done enough to speak out against climate change’... To be honest, I have to say that, it is not the religion 'organisation's duty to say explicitly about the climate change, it's environmentalist duty... :P . In addition, for Buddhism, things change... and they change because of what we have done to them. This is 'Vi-pa-ga' (วิบาก) of mankind !!! However, the teachings within Buddhism, which are institutions, have been environmental friendly for long time. Teaching about 'Sun-Dod'(สันโดษ) - always be satisfied with what you've got by your own effort,... with what fits your needs, and your status, already said something about being efficient, don't use more than we should use in our own status, use only what we need, and try not to jealous others. When we are efficient enough, I think there will be less waste to take care of, hence, less carbon emission .. :P Another teaching was from the Buddha himself before he went Parinirvarna, it's about 'be pre-cautious' (อย่าประมาท น่ะ) . I think we've been not cautious at all while we were using those carbon fuel without thinking of any consequences. However, I think right now environmentalists and environmental scientists have been pre-cautious for a while... :) ... I hope those individuals will realise that very soon,.. including me !!!! These are some examples of what Buddha tought and related to the environmental issues, from my point of view. All in all, the teachings in Buddhism teach us to be efficient, i.e. use only what necessary, use resources at the sufficient level which enough to achieve goals efficiently. And the goal in Buddhism is to be away from suffering, so the resources used here are only for one man to survive in a condition that suit for the practice. ... and in general, the goal of Buddhism, i think, is to live in harmony within human society and all beings, ... So, Buddhism has been teaching something that prevent deforestations, over-used of resources, negative externalities. Go back to a few first paragraph that I said it's not monks or temples duty to say something about climate change, I mean that we can't complaint them because that institutions were not designed for this kind of issues. But as far as I know, at least Buddhism and Islam have some teachings that make people be friendly to the environment. So the thing is, don't complaint the religious institutions for doing nothing because it's not their duty, but environmentalist must know about those religions' teaching and start to talk with religious 'organisation' if they can cooperate with the environmentalist on this. I emphasise 'organisation' instead of 'institutions' because the rules in religion are already environmental friendly, but we need to coorperate with the 'organisation', e.g. the human part of institutions. Do not mess up with the institutions, but coorporate with the organisation, should be the policy implications. -p'Chol February 08 ประโยคเตือนใจ 8ถ้าจะไม่กำจัดเธอออกไปจากใจ ก็มองเธอเป็นลูกสาวเสีย
if you are not going to get rid of her from your heart, look at her as she is your daughter. ประโยคเตือนใจ 7ฝนก็ไม่ตก นั่งก็นั่งอยู่ในบ้าน แต่หลายๆทีคนก็ชอบถามว่า ทำไมชั้นถึงเปียกฝน
It's not raining... we are sitting in the house... somehow, sometimes , we ask why I am wet!
พุทธพจน์: ความสันโดษและความไม่สันโดษสันโดษ ความยินดี, ความพอใจ, ยินดีด้วยปัจจัย ๔ คือ ผ้านุ่งผ้าห่ม อาหารที่นอนที่นั่ง และยา ตามมีตามได้, ยินดีของของตน, การมีความสุขความพอใจด้วยเครื่องเลี้ยงชีพที่หามาได้ ด้วยความเพียรพยายามอันชอบธรรมของตน ไม่โลภ ไม่ริษยาใคร; สันโดษ ๓ คือ ๑. ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ คือได้สิ่งใดมาด้วยความเพียรของตน ก็พอใจด้วยสิ่งนั้น ไม่เดือดร้อนเพราะของที่ไม่ได้ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของคนอื่น ไม่ริษยาเขา ๒. ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลัง คือพอใจเพียงแค่พอแก่กำลังร่างกายสุขภาพและขอบเขตการใช้สอยของตน ของที่เกินกำลังก็ไม่หวงแหนเสียดาย ไม่เก็บไว้ให้เสียเปล่า หรือฝืนใช้ให้เป็นโทษแก่ตน ๓. ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควร คือพอใจตามที่สมควรแก่ภาวะ ฐานะ แนวทางชีวิต และจุดหมายแห่งการบำเพ็ญกิจของตน เช่น ภิกษุพอใจแต่ของอันเหมาะกับสมณภาวะ หรือได้ของใช้ที่ไม่เหมาะกับตน แต่จะมีประโยชน์แก่ผู้อื่น ก็นำไปมอบให้แก่เขา เป็นต้น;
http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%CA%D1%B9%E2%B4%C9&original=1?text=%CA%D1%B9%E2%B4%C9
“ภิกษุทั้งหลาย เรารู้ชัดถึงคุณ (คุณนี้หมายถึงคุณค่าก็ได้) ของธรรม ๒ ประการ คือ ความเป็นผู้ไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลายหนึ่ง ความเป็นผู้ทํา ความเพียรไม่ระย่อท้อถอยหนึ่ง ดังที่เป็นมา เราตั้งความเพียรไว้ไม่ย่อหย่อนว่า จะเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตามที แม้เนื้อและเลือดในสรีระเหือดแห้งไปก็ตาม หากยังไม่บรรลุผลที่บุคคลพึงบรรลุด้วย เรี่ยวแรง ความเพียรความบากบั่นของบุรุษแล้ว จะไม่หยุดความเพียรเสีย ภิกษุทั้งหลาย โพธิญาณเราบรรลุด้วยความไม่ ประมาท ธรรมอันเป็นเครื่องปลอดโปร่งรอดพ้นจากเครื่องผูกพัน เราบรรลุแล้วด้วยความไม่ประมาท”
http://118.175.68.30/books/pdf/kanpermprasittiphap.pdf February 05 ประโยคเตือนใจ 6จงเป็นผู้ไม่รู้จักพอในการศึกษาหาความรู้ และปฏิบัติธรรม
Do not feel enough for yourself in learning, acquiring knowledge and practicing
จงมีความเพียรอย่างไม่ย่อท้อเสมอ เพื่อให้ถึงจุดหมาย
Always try as hard as you can, to reach the goal. January 31 ประโยคเตือนใจ 5การจัดห้องให้เรียบร้อยก็เป็นการจัดความคิดความรุ้สึกของเราเหมือนกัน
To make your room tidy is also to make your thoughts and feelings tidy.
เรียนรู้วิธีการเรียนสำคัญกว่าเรียนรู้เนื้อหาในวิชาเรียน โดยเฉพาะเมื่อคุณเรียนปริญญาโท
Learn how to learn is more important than the content in the subjects, especially when you are a master student. January 30 ประโยคเตือนใจ 4เวลาจะตอบคำถามอะไร ควรตอบ "คำถาม" และอาจจะเสริมสิ่งที่เราคิดว่าอาจจะเป็นเจตนารมย์ของผู้ถาม ไม่ใช่พูดสิ่งที่ "อยากพูด"
When we respond to any questions , we should answer THAT question and might add something that we think it is a purpose of the questioner.... not just speak "what you want"...
เวลาเราไม่เข้าใจอะไร หรือบางอย่างสื่อสารมาอย่างไม่ชัดเจน... ก็ถามเสียให้ชัดเจน ...ไม่ควรจะต้องเสียเวลาตีความให้มากเว้นแต่คนพูดต้องการให้ตีความ
When we don't understand something or hear something unclear, ... you just ask ... you should waist your time interpret it unless it is the speaker's purpose. January 29 ประโยคเตือนใจ 3จงระวังทุกๆครั้งเมื่อกล่าวถึงสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ หรือตั้งใจจะทำ เพราะหลังจากพูดออกไปแล้วมันมักจะมีบททดสอบเสมอ และมันมักจะยากเสมอ
Be aware every time you talk about what you are doing or willing to do in the future because there is always a test for that and it is always difficult...
เนื้อคู่ในชาตินี้มักจะมาถูกที่ถูกเวลาเสมอ ในขณะที่เนื้อคู่สำหรับชาติอื่นๆนั้น มักจะมาผิดที่ผิดเวลาและทำให้เราเขว :P
Soulmate in this life will usually come at the right place and the right time, while the soulmate for other lives always come at the wrong place and the wrong time and is very distracting. January 25 พุทธพจน์: สุขภาพกาย-สุขภาพใจ"...ภิกษุทั้งหลาย โรคมีอยู่ ๒ ชนิดดังนี้ คือโรคทางกาย ๑ โรคทางใจ ๑
สัตว์ทั้งหลายที่ยืนยันได้ว่า ตนไม่มีโรคทางกายเลย ตลอดเวลาทั้งปี ก็มีปรากฎอยู่
ผู้ที่ยืนยันได้ว่า ตนไม่มีโรคทางกายเลย ตลอดเวลา ๒ ปี... ๓ ปี... ๔ ปี... ๑๐ ปี... ๒๐ ปี ... ๓๐ ปี... ๔๐ ปี... ๕๐ ปี... ๑๐๐ ปี ... ก็มีปรากฎอยู่
แต่สัตว์ที่ยืนยันได้ว่า ตนไม่เป็นโรคทางใจเลย แม้ชั่วเวลาเพียงครู่หนึ่งนั้น หาได้ยากในโลก
ยกเว้นแต่พระขีณาสพ(ผู้สิ้นอาสวะแล้ว)ทั้งหลาย..."
องฺ.จตุกฺก. ๒๑/๑๕๗/๑๙๑
ข้อความข้างต้นอ้างจาก พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). พุทธธรรม(ฉบับเดิม). กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ดวงแก้ว พิมพ์ครั้งที่ ๑๑ ปี ๒๕๔๔หน้า ๓๒๘ ประโยคเตือนใจ 2การคิดที่เป็นกลาง เพื่อให้เข้าใจความเป็นไปของสิ่งต่างๆ นั้นจำเป็นต่อการดำเนินชีวิต ทั้งในฐานะที่เป็นพลังขับเคลื่อนและทำให้เราอยู่รอด
The unbiased thinking for understanding what we are facing in life is necessary to life as a driving force and survival..
การนั่งสมาธิ และปฏิบัติธรรมนั้น ควรเป็นไปเพื่อหยุดความคิดที่ไม่ดี ไม่ใช่ทำให้หยุดคิดทั้งหมดและเฉื่อยชา
Meditation and Dharma practicing should be the way to stop bad thoughts, not all thoughts and make us passive..
จงเติมพลังความคิดด้วยการทำสมาธิให้สมดุลกับการใช้กำลังความคิดเพื่อหน้าที่ของเราและสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
Balancing your good thoughts for your duty, responsibilities and benefit of yourself and others by fulfilling your thoughts by meditation. January 24 ประโยคเตือนใจ 1อย่าลืมที่จะเชื่อมต่อหรือรู้สึกถึงความรู้สึกของตัวเองเสมอๆ
Do not forget to engage your own feelings.
จงอดทนในเรื่องที่เรารู้ว่าเราอดทนไปทำไม
Be patient in what we know why we have to |
|
|