Chol's profileอาจารย์บาทเดียวPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
December 25 ขอไว้อาลัยแด่อาจารย์สมบูรณ์ ศิริประชัย ผมตื่นมาเช้าวันคริสต์มาสก็ได้ยินข่าวที่น่าเศร้าทันที
เพื่อนผมแจ้งข่าวทาง MSN ว่า อาจารย์สมบูรณ์ ศิริประชัย
เสียชีวิตในเช้าวันนี้ที่ประเทศญี่ปุ่น เข้าใจว่าด้วยอาการหัวใจวาย
ทางคณะทำหน้งสือแจ้งสมาชิกของคณะในวันเดียวกัน
และคณบดีและครอบครัวจะเดินทางไปรับร่างของอาจารย์นเร็ววันนี้
แต่สถานที่จัดงานยังไม่มีการแจ้งให้ทราบในขณะนี้ อาจารย์สมบูรณ์เป็น ที่รู้จักในหมู่นักศึกษาเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ที่แสวงหาสำนักเศรษฐศาสตร์ทาง เลือกนอกจากเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก อาจารย์มีความสนใจในเรื่องเศรษฐศาสตร์สถาบันแนวใหม่ โดยเฉพาะในประเด็นประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ (Economic History) และเศรษฐศาสตร์การเมืองเป็นอย่างมาก อาจารย์ยังทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการวารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ และทำงานร่วมกับอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ในโครงการ WTO Watch อีกด้วย อาจารย์ ชอบชมประเทศสวีเดน และมหาวิทยาลัย Lund ให้ฟังเสมอ ว่าเป็นประเทศและมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก จนหลายครั้งพวกเรามานำมาพูดถึงกันอย่างสนุกสนานเสมอ สำหรับคนท่ี เคยเรียนกับอาจารย์ในวิชา EC492 (หลักสูตร 40) เศรษฐศาสตร์สถาบันการเกษตร , EC401 เศรษฐศาสตร์การเมือง คงมีประสบการณ์แบบเดียวกันคือ วิธีการเรียนการสอนของอาจารย์จะแตกต่างจากอาจารย์ท่านอื่นอยากมาก มีลักษณะคล้ายการเรียนระดับป.โท คือ จะให้มีบทความวิชาการไปอ่านทุกครั้งและมาคุยกันในคาบถัดไป คนที่สอบวิชาของอาจารย์ได้ A อาจารย์จะเซอร์ไพรส์ด้วยการให้ของรางวัลเป็นของที่แกชอบสะสมเสมอๆ สำหรับ ผมแล้ว อาจารย์สมบูรณ์ เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญในทางวิชาการของผม (นอเหนือจาก อาจารย์ปัทมาวดี ซูซูกิ) เพราะอาจารย์เป็นคนแรกที่นำเสนอเศรษฐศาสตร์สถาบันแนวใหม่ (New Institutional Economics) และเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบใหม่ (New Political Economy) ให้ผมได้รู้จัก และสนใจศึกษามาจนปัจจุบัน นอกจากนี้ อาจารย์ยังให้เครื่องมือในการเรียนกับผมด้วยวิธีการเรียนการสอนของอาจารย์ อีกด้วย ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของผมพัฒนาขึ้นอย่างมหาศาล (ถึงขนาดสอบ IELTS ในส่วนของการอ่านได้ 8 จาก 9) อันเนื่องมาจากการ force ให้อ่านบทความวิชาการภาษาอังกฤษ ซึ่งภาษาจะยากสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีพอสมควร อาจารย์มักจะสนใจ ความเป็นไปของผมอยู่เสมอ (เหมือนที่อาจารย์มักจะทำกับนักศึกษาทุกๆคน) ทั้งเรื่องเรียน เรื่องวิทยานิพนธ์ ฯลฯมักจะส่งวารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์มาให้เสมอ ล่าสุดอาจารย์ส่งเมล์มาทางฮอตเมล์ให้ผมโดยเฉพาะเลยทีเดียว เป็นที่ น่าเสียใจอย่างยิ่งที่อาจารย์สมบูรณ์จากไปอย่างกระทันหันเช่นนี้ น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องสูญเสียนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความใฝ่ รู้และเป็นนักวิชาการอย่างสูงอย่างอาจารย์ น่าเสียดายแทนนักศึกษาที่จะไม่ได้เรียนและได้ประสบการณ์ทั้งในการเรียนและ ได้พบพรมแดนความรู้ได้เร็วเหมือนที่ผมเคยประสบ น่าเสียดายแทนคณะที่สูญเสียอาจารย์ที่เป็นกำลังสำคัญของคณะมาโดยตลอด และขอแสดงความเสียใจแทนครอบครัวศิริประชัยเป็นอย่างยิ่ง... หวังว่าความดีที่อาจารย์ได้ทำด้วยการให้ความรู้แก่นักศึกษาทุกคนนำอาจารย์ไปสู่สุขคติด้วยเถิด December 21 ได้เวลาอพยพตอนนี้ space ของ hotmail ที่เรากำลังอยู่ ณ ตอนนี้ ดูจะเสียความเป็นตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยการรับเอารูปแบบของ hi5 และ facebook มาใช้ในการออกแบบ template ของตนเอง เพียงแต่ว่ามันอาจจะทำได้ไม่ดีพอ ... ส่วนตัวค่อนข้างรู้สึกเซ็งกับรูปแบบใหม่ของ space เลยคิดว่า อพยพไปตั้งฐานทัพหลักตรงอื่นน่าจะดีกว่า ผมว่าจะไปตั้งฐานที่ multiply เป็นหลัก หลังจากนี้ (หรือจนกว่าจะมีการพัฒนาที่ดีข้ึนใน space ของพวกเรา) เพราะว่ามันทำได้ทุกอย่างเท่าที่ space ทำได้ เว้นแต่ว่ามันอาจจะไม่เชื่อมกับ msn (แต่ว่าผมไม่ได้ใช้ msn แต่ใช้ adium ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ใช้ช่วงนี้ก็คงไม่มีปัญหาอะไร) ... และผมยังสามารถอัพโหลดเพลงที่ทำได้ด้วย และด้วย template ที่เป็นตัวของตัวเองมากของ multiply ผมคิดว่าผมชอบมันมากกว่านะ ... ฉะนั้นโดยสรุปคือ เรื่องเขียน เรื่องเพลง อะไรก็ตอนนี้จะไปรวมอยู่ที่ multiply เป็นหลัก จะมี facebook เป็น hub ติดต่อกับเพื่อนเป็นหลักครับ ... หากใครอยากจะติดตาม space ของผมต่อไป (ถ้ายังมีอยู๋อ่ะนะ) ก็ขอเชิญไปที่ http://cholectu.multiply.com/ ครับ November 29 เวลาป่วย มักมีโรคฉวยโอกาส !! หากใครคุ้นเคยกับโรคเอดส์ (ไม่ใช่ว่าเป็นโรคนะครับ) อาจจะเคยได้ยินเรื่องโรคฉวยโอกาสบ้าง คือ เวลาเราอ่อนแอ มันมักจะมีโรคอื่นๆ เข้ามาแทรกซ้อนนั่นเอง ในเรื่องการเมืองก็ไม่แตกต่างกันเลยครับ ขณะนี้บ้านเมืองเรากำลังร้อนเป็นไฟ แต่รัฐสภาไทยก็ได้สอดใส่ผ่านกฎหมายบางตัวที่โดยส่วนตัวผมคิดว่ามีความสำคัญและ "ไม่ควรจะผ่าน" การพิจารณาของรัฐสภาได้เลย แต่เค้าก็ใช้เวลาที่บ้านเมืองวุ่นวายในวันที่ 26 พฤศจิกายน ผ่านมันออกมาได้ ผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ผมเห็นกับตาถึง 3-4 รอบที่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชนได้ ออกข่าวย่อหน้าหนึ่งพ่วงกับข่าวที่ว่า "ปิดสมัยประชุมสภาแล้ว หลังเหตุปั่นป่วน ไร้การสรุปผลงาน" ... ข่าวย่อหน้านั้นกล่าวถึงการประชุมสภาในวันที่ 26 พฤศจิกายน (วันก่อนปิดสมัยประชุมหนึ่งวัน เป็นการประชุมครั้งที่ 30) ...ในการประชุมนั้นได้มีการผ่านกฎหมายที่ว่าด้วยการ "ยกเลิก" ข้อกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่ง สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ ซึ่งก็คือ เขาจะสามารถดำรงตำแหน่งได้มากกว่า 2 วาระนั่นเอง ตอนแรกผมไม่ได้ตั้งใจมาอ่านตรงนี้ แต่เห็นแล้วสะดุดตา เลยอ่านอีกรอบ และมั่นใจว่าอ่านถูก ยังคุยกับเพื่อนที่ทำ Thesis เรื่องคอรัปชั่น ที่อังกฤษอยู่ว่าคิดยังไงอยู่เลย วันนี้ผมตั้งใจจะอ้างอิง แต่เมื่อย้อนกลับไปดูข่าวเดิม ข่าวส่วนนั้นได้ถูกตัดออกไปแล้ว หนังสือพิมพ์ขั้วตรงข้ามอย่างผู้จัดการก็ไม่มีการออกข่าวกฎหมายที่ถูกพิจารณาในวันนั้น นอกจากนี้ เมื่อเปิดเข้าไปดูบันทึกการประชุมและสรุปการประชุมของสภาผู้แทนราษฏร http://library2.parliament.go.th/giventake/hr.html แล้วก็พบว่า การประชุมของวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 เป็นครั้งเดียวในปีนี้ที่ไม่มีบันทึกการประชุม ขนาดการประชุมครั้งที่ 27 พฤศจิกายนยังมีบันทึกการประชุมเลย!! แม้จะไม่ครบและออกรสเหมือนกับข่าวที่ออกมาก็ตาม เมื่อเป็นอย่างนี้ยิ่งทำให้ผมตั้งคำถามยิ่งขึ้นไปอีกว่าเกิดอะไรขึ้น ในสถานการณ์อย่างนี้ผมมีแนวโน้มที่จะมองโลกในแง่ร้ายและคิดว่า รัฐสภาต้องการปิดบังอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการผ่านกฎหมายตัวนี้หรือเปล่า ถ้ามองโลกในแง่ดีหน่อย รัฐสภาอาจจะกำลังสรุปและเขียนให้ดีข้ึน และจะนำมาโพสต์ลงในบอร์ดอีกครั้งหนึ่ง แต่เอาล่ะ สมมติว่ากฎหมายตัวนั้นออกมาจริงๆ ? หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้มากกว่า 2 วาระ และเท่าที่จำได้ในข่าวไม่ได้มีการระบุเลยว่าได้มากที่สุดกี่ว่าระจะเกิดอะไรขึ้น .??? สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ คนที่ดำรงตำแหน่งอยู่เดิมก็จะสามารถดำรงตำแหน่งได้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเกิดคนที่เป็นอยู่นั้นเป็นคนดีเหลือเกิน และคนก็เลือกเพราะเป็นคนดีทำงานจริง ก็นับเป็นเรื่องดี แต่ว่าในความเป็นจริงในหลายพื้นที่เลยคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่เป็นคนมีทุนหนา เป็นนายทุน เป็นหัวคะแนนพรรคการเมือง เป็นตัวแทนพรรคการเมืองอยู่แต่เดิม และในหลายพื้นที่ หากองค์กรภาคประชาชนในท้องถิ่นไม่เข้มแข็งพอ ก็เป็นไปได้มากที่สมาชิกเหล่านั้นจะซื้อเสียงเข้าไปอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ฉะนั้น หากเป็นเช่นนี้ อำนาจของพรรคการเมืองและผู้มีอิทธิพลก็จะแผ่ขยายลงไปในท้องถิ่นได้ แบบที่ว่าหยั่งรากลึก และอยู่แบบยาวนาน ผลของการที่อำนาจพรรคการเมืองและผู้มีิอิทธิพลในพื้นที่คงอยู่ในพื้นที่ได้เป้นเวลานาน ก็คือ จะทำให้มีผู้สมัครคนใหม่ที่อาจจะดีกว่าเข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น กล่าวคือ หากสามารถดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ ผู้สมัครหน้าใหม่อาจเลือกรอเวลาที่ผู้ดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระ แล้วค่อยลงสมัคร เพราะผู้สมัครคนใหม่ของฝ่ายเดิม แม้จะได้รับการสนับสนุนจากคนเก่า แต่ก็ง่ายกว่าท่ีจะแข่งกับคนเก่าที่ดำรงตำแหน่งมานาน สร้างฐานอิทธิพลได้แน่นหนา และเมื่อมันชัดอยู่ว่า การเมืองท้องถิ่นเป็นการต่อท่อของพรรคการเมืองลงไปในระดับท้องถิ่น ก็กลายเป็นว่า อปท. กลายเป็นหัวคะแนนพรรคการเมืองไปเสียอย่างงั้น และก็มีแนวโน้มที่จะทำงานไม่มาก เพื่อที่จะไม่แย่งบทบาทความสำคัญของนักการเมืองระดับชาติ ขยายความอีกหน่อย เพื่อนผมที่กล่าวถึงตอนแรก บอกว่า บทบาทของนักการเมืองระดับชาติ พอมี อปท.แล้วเค้าต้องยกระดับตัวเองไปเล่นการเมืองที่ไปกำหนด "สถาบัน" ก็คือ ตัวบทกฎหมาย นโยบาย และอะไรก็ตามที่ส่งผลต่อภาพรวม ส่งผลต่อแรงจูงใจ ของคนในระดับที่ใหญ่กว่าการมาสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ถนน ประปา ไฟฟ้า ฯลฯ อปท. ควรทำหน้าที่สร้างสาธารณูปโภคในท้องถิ่น และจัดการเรื่อง practical ในท้องถิ่นนั้นๆ แต่เนื่องจากนักการเมืองของเราไม่เคยขายจุดยืน ไม่เคยขายนโยบายในการเลือกตั้ง ฉะนั้น นอกเหนือจากการซื้อเสียงเพื่อได้รับเลือกตั้งแล้ว สิ่งที่จะทำให้ได้รับเลือกก็ืคือการสัญญาว่าจะสร้างนั่นสร้างนี่ให้ ซึ่งเป็นการทับกับบทบาทของ อปท. ฉะนั้น เมื่ออปท.อยู่ในความควบคุมของพรรคการเมือง พรรคการเมืองย่อมพยายามลดบทบาทของ อปท. และทำให้บทบาทของนักการเมืองในพรรคตัวเองมีมากกว่าและยังคงทำเรื่องที่ อปท. ควรจะทำ เพื่อรักษาเสียงของตัวเองเอาไว้ จริงๆแล้ว การมี อปท. ควรจะทำให้การเมืองท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง ก็คือ ชุมชนในระดับล่าง มีความเข้มแข็งมากพอที่จะพึ่งพาตัวเองได้ โดยอาศัยเงินทุนที่ได้จากภาครัฐ (ซึ่งรัฐเองก็ควรมีจรรยาบรรณ คือ การจัดสรรงบประมาณต้องไม่เลือกปฏิบัติ) เมื่อชุมชนระดับล่างเข้มแข็ง ทั้งในเชิงปัจจัยสี่ และการศึกษา ก็จะทำให้มีความรู้ ความตระหนัก ความเข้มแข็งมากพอท่ีจะตัดสินอนาคตของตนเองได้ เลือกอย่างมีสติและเป็นอิสระที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่าง active ได้ต่อไป ซึ่งนั่นล่ะจะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความเข้มแข็งของประชาธิปไตยไทย แต่เมื่อเป็นเยี่ยงนี้ สิ่งที่ อย่างน้อยผมคนนึงฝันจะเห็นก็จะเป็นไปได้ยากขึ้น และกลายเป็นว่า การที่จะทำให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งต้องตกเป็นภาระของ องค์กรพัฒนาเอกชน (Non-governmental organizations : NGOs) ซึ่งปัจจุบันมันก็เป็นอย่างนั้นอยู่ NGOs นั้นหาทุนไม่ใช่ง่าย และการทำงานเชิงพื้นที่ต้องใช้เวลาและทุ่มเทมาก จนกระทั่งหาแกนนำ และช่วยฟูมฟักเค้าให้เป็น ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ต่อสู้กับอุปสรรคและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ซึ่งเข้าไปกุมอำนาจตามกฎหมาย ... มันไม่ควรจะเป็นอย่่างนี้ คนที่อยู่ในอปท. ควรจะเป็นคนที่อยากให้ชุมชนเข้มแข็งจริงๆสิ.... ท้ายที่สุดแล้ว การเขียนข้อเขียนนี้ก็เพื่อกระตุ้นเตือนให้เพื่อนพี่น้องได้เห็นสิ่งที่กำลังเคลื่อนอยู่หลังม่านความวุ่นวายนี้ ซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญต่อการเมืองไทยในระยะยาวอย่างยิ่ง .... November 28 The night I couldn't sleep...Tonight is the night that I can’t sleep. I really don’t know why. Maybe it’s because I was watching the Matrix. But there must be some explanation why I choose not to go to bed and do as I plan the day before yesterday. One explanation is that I am concerned with the situation in my country. The situation is getting worse and worse. It’s been two days now since PAD takes control of the Don Mueng and Suwannabhum airports and this inevitably affects our country at least the perception the world has on Thailand right now. People start killing each other who is on the different side. We don’t know what will be the government decision on this matter. The military too we don’t know. One side we know is that นปก. which will definitely cause the riot if the military intervene by the coup. I don’t know how and why, but somehow, my hunch said PAD might lose this fight…. The causes come from both sides, the government and PAD itself. Somehow, I think this government and its members are too bad than we could imagine. They could have done something unmorally, such as masacre or something and claim that this is the thing they have to do because the PAD is rebelling. If they will do, they can. For the PAD side, after they capture both airports and all the violence occured along the way, they have lost their legitimacy to non-bias educated middle class people already. I really think this group of people is the key player who can change the result or at least maintain it as it was. What makes non-bias educated middle class people so important in this game? I think it’s because they look at the situation as it has been. Look at it, cut into pieces, and discuss with information and reasons what the situation is going on. Their voice represents the truth or at least the closest approximate truth. Only the truth has weight in the world. It is what people would believe and finally be convinced. If you ask who would international society listen to, it would be these people. As far as I can see now, the legitimacy goes to the government. Of course, not for killing people, but for staying in power and using the appropriate measure to stop the situation. I think now it comes to the point of which the government has to decide what measure will do use to stop this incident. If they really connect to Mr.Taksin, I’m sure the measure will be painful to PAD leaders and those who are against him. Mr. Taksin will act through the government and revenge those who force him to leave the country. This time he will not let any seed for the next demonstration left. For now I just hope that the scenario will not happen. The story will end peacefully and for the best of our country. No more people die for any idiology or anyone. November 27 นายกลาออกหรือไม่? เพราะเหตุใด เมื่อสักพักใหญ่มาแล้วหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม ผมเคยเขียนข้อความลงใน Blog
ของผม ระบุว่า ผมว่านายกฯควรลาออก (แต่ว่ามันอยู่ที่อื่นไม่ใช่ใน
blogspot)
หลังจากนั้นเพื่อนผมจากเพชรบูรณ์ที่ไม่ได้เจอกันมานานแสนนานผ่านเข้ามาเจ
อบล๊อกผมและถามว่า ทำไมนายกฯ ถึงควรลาออก หรือยุบสภาฯ ก็ตาม
ทั้งๆที่นายกฯมาจากการเลือกตั้ง
ผมสัญญากับเค้าว่าจะส่งเมล์ไปอธิบายว่าทำไมผมถึงเห็นอย่างงั้น
แต่ยังไม่ได้ส่งเมลไปซักที วันนี้ถือเป็นวันดีที่จะเขียนตอบเพื่อน คนน้ันๆ เนื่องจากวันนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีคนขอให้รัฐบาลยุบสภา พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม ได้แถลงว่าที่ประชุมคณะกรรมการได้เสนอให้รัฐบาลยุบสภา และ พันธมิตรยุติการชุมนุม เพื่อแก้ไขสถานการณ์ของประเทศ ตอนแรกผมก็ไม่ ค่อยเห็นด้วยกับการเสนอให้รัฐบาลลาออกหรือยุบสภาในตอนแรกเท่าไหร่ เพราะมันดูไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าใดนัก แต่ว่าหลังจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามการชุมนุมผิดกระบวนการสลายการชุมนุมสากล ผมคิดว่า นายกรัฐมนตรีควรจะลาออก และเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีด้วย แต่ไม่ต้องยุบสภา ในกรณีนี้ ความแตกต่างของการลาออกกับยุบสภาก็คือ หากนายกฯ ลาออก มีเพียงแค่คณะรัฐมนตรีที่จะจะต้องแต่งตั้งใหม่ แต่ไม่ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ในขณะที่การยุบสภาคือ การยุติสถานะการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ หากว่ากันตามจริง ผมเห็นว่า จากเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ รัฐบาลในฐานะคนที่กำกับดูแลการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นควรลาออก ซึ่งในทางหนึ่ง พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธก็ได้ลาออกจากตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีแล้ว เนื่องจากไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ถามว่า นายกฯ ควรจะลาออกด้วยหรือไม่ ? ถ้าลองนึกกันเล่นๆ สมมติเรามีหัวหน้าห้อง และรองหัวหน้าห้อง ถ้าหัวหน้าห้องได้มอบหมายงาน A ให้รองหัวหน้าห้อง งาน A นี้มีผลต่อคะแนนของคนทั้งห้อง อาจทำให้ตกหรือผ่านได้ แต่รองหัวหน้าห้อง ทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง ทำให้เพื่อนบางคนสอบตก เมื่อผิดพลาดหัวหน้าห้องยังไม่ได้เข้ามาดูแลสถานการณ์ทันทีด้วย ทำให้มีเพื่อนอีกหลายคน สอบตกไปอีก รองหัวหน้าห้องนั้นผิดแน่ และควรจะรับผิดชอบ แต่หัวหน้าห้องควรจะทำอย่างไร? หัวหน้าห้องควรจะ โทษรองหัวหน้าห้องอย่างเดียวและตัวเองไม่ขอโทษและรับผิดชอบเลย เพราะว่ามอบหมายงานไปแล้วงั้นหรือ? นั่นก็จะเป็นผู้นำที่แย่ทีเดียว อย่างน้อยที่สุด หัวหน้าห้องควรจะขอโทษจากความผิดพลาดในครั้งแรก และเข้ามาแก้สถานการณ์ตั้งแต่มีเหตุผิดพลาด แต่หากหัวหน้าห้องยังเมินเฉย ไม่เข้ามากำกับดูแลสถานการณ์ไม่ให้เสียหายมากกว่าเดิม สำหรับผมแล้ว อันนี้เป็นความผิดของหัวหน้าโดยตรงที่ไม่กำกับดูแลรองหัวหน้า ถ้ารองหัวหน้าทำพลาด หัวหน้าต้องรับรู้รับทราบและเข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ไม่ให้เลวร้ายลงไปกว่า เดิม สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ก็มีลักษณะคล้ายกัน คือในช่วงเช้าที่รัฐสภาที่มีการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตาทันที โดยไม่มีขั้นตอนอื่นก่อนหน้านั้นตามที่ควรจะเป็น ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตบางส่วนนั้น เป็นความรับผิดชอบของรองนายกรัฐมนตรี แต่การที่ในช่วงกลางวันและช่วงเย็นยังมีการปราบปรามผู้ชุมนุมดูแก๊สน้ำตา อยู่ จนเกิดการปะทะกัน มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและตำรวจนั้น นั่นแหละ เป็นความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีแล้ว ที่ควรจะเข้ามาดูแลสถานการณ์มิให้รุนแรงมากไปกว่าที่เป็นในตอนเช้า ฉะนั้น โดยสรุปคือ นายกรัฐมนตรี ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงกลางวันและเย็นที่ยังคงมีการปราบ ปรามผู้ชุมนุมโดยรุนแรงอยู่ เพราะหากรองนายกฯทำพลาดแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องเข้ามารับช่วงต่อและกำกับดูแล แต่ในเหตุการณ์นั้นนายกฯ ปล่อยให้เหตุการณ์บานปลายไป ความเสียหายในทรัพย์สิน ยังสามารถรับผิดชอบได้ด้วยการชดเชย แต่ความเสียหายในชีวิตและร่างกายของคนทุกฝ่ายอันเนื่องมาจากความผิดพลาดใน การกำกับดูแลการดำเนินงานของผู้ใต้บังคับบัญชานั้น ผู้รับผิดชอบต้องรับผิดชอบด้วยอะไรที่มากกว่าการชดเชย การขอโทษ ... การลาออกดูเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่สมน้ำสมเนื้อพอสมควร และควรบวกด้วยการเข้าสู่กระบวนการสอบสวนทางอาญาด้วย! การอ้างว่า เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีเลยกับสถานการณ์ข้างต้น คนไทยเลือกรัฐบาลมาเพื่อบริหารประเทศตามกฎหมายและกติกาที่มีอยู่ในสังคม เมื่อรัฐบาลทำผิดกติกาเสียเอง หรือหมดความสามารถในการควบคุมให้การดำเนินงานของตนเป็นไปตามกฎหมาย แม้ว่าจะมุ่งเพื่อประโยชน์บางอย่างก็ตาม รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบด้วยวิธีการอะไรบางอย่าง เพื่อให้คนอื่นที่สามารถทำประโยชน์เพื่อสังคมตามกติกาได้มาดำเนินการต่อ ในกรณีนี้เป็นการสูญเสียอวัยวะและชีวิต และนายกฯขาดความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ ก็ควรจะให้คนอื่นมาทำหน้าที่นี้แทน ฉะนั้น สำหรับผมแล้ว หากคิดตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น นายกรัฐมนตรีนั้นหมดความชอบธรรมในการบิรหารประเทศไปแล้วเพราะไม่สามารถ ควบคุมสถานการณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม ไม่ให้มีการเสียเลือดเนื้อได้ ตามกฎหมาย เมื่อนายกรัฐมนตรีลาออก คณะรัฐมนตรีก็ต้องออกด้วยเช่นกัน ฉะนั้น นับตั้งแต่วันนั้น คณะรัฐมนตรีชุดที่ทำงานกับนายกฯคนนี้เองก็หมดความชอบธรรมในการบริหารบ้าน เมืองไปโดยปริยาย (แต่ตัวรัฐมนตรีหากไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจดำเนินการใดๆเกี่ยวกับ เหตุการณ์ ก็น่าจะสามารถเข้ามาทำงานกับนายกฯคนถัดไปได้) อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในวันนี้ต่างไป สาเหตุที่พันธมิตรประชาชนเพือประชาธิปไตย ชุมนุมใหญ่และใช้มาตรการทุ่มกำลังครั้งสุดท้ายนั้น เป็นเพราะรัฐบาลพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่เป็นประโยชน์กับนักการ เมืองที่ถูกลงโทษโดยคำตัดสินจากองค์กรที่เกิดขึ้นจากประกาศคณะมนตรีความ มั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในช่วงหลังการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ประเด็นเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ และการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกเท่านั้น มิใช่ยุบสภา เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนและหากเขียนในที่นี้ก็คงจะเป็นอีกเรื่องนึง เห็นควรว่าน่าจะเขียนไว้ใน entry ถัดๆไปจะดีกว่า November 04 ๋Journal 03/11/51 ช่วงนี้เปิดเข้าไปดูเฟซบุ๊คบ่อยๆแล้วมักจะเห็นคุณหวานเย็น แห่ง St.Andrews , Scotland เขียน Journal รายวันแล้วดูมีความสุขดีเลยคิดว่าน่าจะเขียนกับเค้าบ้างเหมือนกัน วันนี้หลังจากกลับจากให้กำลังใจน้องฝ้ายในการสอบ ก็ไปเรียนกีต้าร์แจ๊สที่มหาวิทยาลัย ตอน 2030 - 2100 จริงๆคอร์สนี้เริ่มเรียนตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว อาจารย์เป็นคนโครแอต ที่บัดนี้เรายังจำชื่อเค้าไม่ได้ซักทีนึง แต่รู้ว่าแกเป็นนักกีต้าร์แจ๊สระดับโลก เคยเล่นกับคนดังหลายคนอย่าง Pat Methany, John Coltrane ฯลฯ แต่ละครั้งเนีื่องจากมีเวลาเรียนแค่ครึ่งชั่วโมง แกก็อัดเราซะ ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดกันเลยทีเดียว คือ เป็นเหมือนการสาธิตการบ้านมากกว่า ก็คือทำให้เห็นว่าเล่นยังไงแล้วเอากลับไปฝึกเองที่บ้าน สัปดาห์ที่แล้วก็เริ่มด้วย Scale และก็ Appeggio (สะกดงี้ป่าวหว่า) ของ Mode ต่างๆในเพลง Jazz ที่เป็นคอร์ดมีอยู่ 5 โหมด คือ Major, Dominant7, Minor, Half-Dim และก็ Diminish พวก Mode ต่างๆเหล่านี้ก็จะมีชุด Scale ที่แมทช์กัน คือ Major, Mixolydian, Dorian, Lokrian และก็ Diminish พอกลับบ้านมาก็ฝึก อ่านหนังสือเครียดหยุดพักก็ฝึกไป คิดว่าทำได้โอเคเลยล่ะ สัปดาห์นี้มาอีกชุดใหญ่อีกชุด เป็นเรื่องคอร์ด ... แกเอาชีตมาวางบอกว่า เนี่ยต้องรู้คอร์ด ตอนแรกเราก็เห็นพื้นๆเพราะว่าเป็น C , Am, Dm, G ธรรมดา เติม 7 ไปก็ยังเป็นอะไรที่คุ้นเคยอยู่ ...แต่ว่า คราวนี้มันมีวิธีจับคอร์ดต่างๆ คอร์ดเติมจากพื้นฐานข้างบนมากมายเหลือคณานับ เรียกได้ว่า เล่นอี pattern พื้นฐานนี่ได้ทั้งคอ กับเสียงที่ให้อารมณ์หลากหลายมากเลยทีเดียว แกสอนมาก็ช๊อคไปที ... ตามทันบ้างไม่ทันบ้าง --" จังหวะนี้เห็นอาจารย์เริ่มเครียด สงสัยต้องบอกแกว่าไม่ได้หัวไวขนาดน้าาน ... แล้วแกก็ให้ชีตคอร์ดมาอีกสองแผ่นบอกให้ไปฝึกเสีย เท่านั้นยังไม่พอ วันนี้ได้เริ่มเพลงแจ๊สมาตรฐาน Gentle Rain ของ Luis Bonfa นักกีต้าร์ชาวบราซิลเลียน อีกด้วย มีบางคอร์ดในบาง position ที่จำไม่ได้ว่าจับยังไง แต่ว่าโดยรวมกับสามารถเล่นให้อาจารย์ Improvise ได้ดีทีเดียว แกแอบชมเล็กน้อย แต่ไม่รู้ชมปลอบใจหรือเปล่า --" ...จากนั้นก็เป็นอันจบครึ่งชม. ตอนนี้เริ่มรู้สึกชัดขึ้นว่า การได้ "เรียน" ดนตรี นี่เป็นอะไรที่ช่วยในการฝึกสมาธิมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะเวลาต้องฝึกอย่างสเกล หรือว่า ฝึกพวกคอร์ดหรืออะไรก็ตามที่ต้องใช้ความถึก ฝึกฝนไปมาเยอะๆ คล้ายกับเป็นการทำสมาธิกลายๆ แต่ไม่ใช่สมาธิแบบนิ่ง แต่เป็นแบบเคลื่อนไหว ทำนานๆอาจเครียดได้เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าเหมาะดีเวลาที่จิตใจเริ่มจะเฉี่อยชา หดหู่ ดูมันช่วยได้จริงๆ รู้สึกว่านานมากแล้วที่ไม่ได้เรียนดนตรี ดีที่มีอะไรอีกอย่างมาให้หมกมุ่น โดยเฉพาะเวลาที่เรื่องเรียนมันเกือบจะลงตัวแล้ว (แต่ยังไม่ลงนะ...อีกนิดนึงน่า) October 25 คณะกรรมการตรวจสอบรวบรวมข้อเท็จจริงเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2008 Friday, October 24 11:13:07 PM ผมนั่งอ่านข่าวในอ่าน ข่าวใน manager แล้วก็เจอข่าวเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบรวบรวมข้อเท็จจริง เหตุการณ์ที่ตำรวจใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา (http://manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9510000126388 ) เข้าพอดี และเกิดความแปลกใจ จึงคิดว่าน่าจะต้องเขียนอะไรซักหน่อย ต้อง ออกตัวก่อนว่าไม่ได้เป็นพวกโปรพันธมิตร หรือข้างรัฐบาลนะครับ ออกจะอยู่ตรงพื้นที่สีเทาที่มันจะเป็นพลังเงียบซะมากกว่า เพียงแต่ว่ามี blog กับเค้าก็ขอออกเสียงกันบ้าง เนื้อหาในข่าวมีอยู่ว่า คณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่ในการรวบรวมหลักฐาน ข้อมูล ข้อเท็จจริง เพื่อให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และป.ป.ช.ดำเนินการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องต่อไป ใน แว่บแรกที่ผมนึกถึงคนที่จะมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้อย่างน้อยน่าจะเป็น คณะกรรมการผสม ระหว่างฝ่ายตำรวจ เพื่ออำนวยความสะดวกในการรวบรวมข้อเท็จจริงในฝั่งตำรวจ และฝ่ายพลเรือนเช่นเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ , สมาคมสื่อฯ และหน่วยงานอื่นๆที่จะสามารถช่วยเหลือให้ข้อมูลหลักฐาน และข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านได้ และเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการวรวมรวมหลักฐาน เพื่อให้เชื่อถือได้ว่าหลักฐานทั้งหมดนั้นมิใช่หลักฐานเท็จที่ทางฝั่งตำรวจ สร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง คนอ่านอาจจะคิดว่าเราไม่ไว้วางใจ ตำรวจมากเกินไปหรือเปล่า อคติหรือเปล่า แต่ถ้ามองอย่างเป็นกลางละก็ จะเห็นได้ว่า เรื่องนี้ คู่กรณีสองฝ่ายที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ที่สุดคือ ตำรวจ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากจะมีการรวบรวมหลักฐาน คนที่ทำก็ไม่น่าจะเป็นคู่กรณีแต่เป็นคนกลาง เพราะเราก็อาจเชื่อได้ว่า ถ้าคู่กรณีมามีส่วนร่วมในการรวบรวมหลักฐานย่อมมีแรงจูงใจที่จะรวบรวมหลักฐาน ที่เอื้อประโยชน์กับฝ่ายตนเองมากที่สุด ทีนี้พอได้เห็นรายชื่อจริงๆก็ยิ่งตกใจ เพราะว่ามีแต่ฝั่งตำรวจเท่านั้น อย่างไร ก็ดี ที่น่าชมเชยคือความกระตือรือร้นที่กำหนดให้มีรายงานผลเบื้องต้นให้ทราบภายใน 7 วัน แต่ว่าก็น่าให้กำลังใจทางกรรมการทำงานภายใต้เวลาอันจำกัดนี้ และอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเกิดคณะกรรมการชุดนี้เป็นกรรมการร่วมจากหลายฝ่ายอาจจะ ทำให้การทำงานและรวบรวมข้อมูลเป็นไปได้ง่่าย ทันการณ์และโปร่งใสกว่านี้ อย่างไร ก็ดี ณ เวลานี้ที่คณะกรรมการยังไม่ได้เริ่มดำเนินการก็ควรจะรอดูไปก่อนว่าผลของการ ดำเนินการจะเป็นอย่างไร ขัดกับการรับรู้ของสังคมโดยมีหลักฐานยืนยันที่น่าเชื่อถือหรือไม่ ถ้ามองโลกในแง่ดี เราก็อาจจะหวังได้ว่า ทางคณะกรรมการจะใช้ช่องที่เปิดเอาไว้ในคำสั่งที่ว่า"...ให้มีอำนาจสั่งการ และขอความร่วมมือ หน่วยงานต่างๆ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อมวลชน ให้ข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อประกอบการดำเนินการ และให้ประธานกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานตาม ความจำเป็น..." บ้าง และดึงการมีส่วนร่วมจากฝ่ายต่างๆมาช่วยทำให้หลักฐานข้อเท็จจริงนั้นตรงกับ ความจริงที่สุด การให้ได้หลักฐานข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือมีความ สำคัญมาก เพราะหากหลักฐานต่างๆนั้นไม่น่าเชื่อถือ ย่อมทำให้กระบวนการสอบสวนและผลการตัดสินจากทั้งกระบวนการไม่น่าเชื่อถือตาม ไปด้วย และอาจทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้ หากผลการสอบสวนนำไปสู่การลงโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การได้หลักฐานข้อเท็จ จริงที่น่าเชื่อถือจะทำให้ปัญหาที่ไม่ควรจะเกิด ไม่เกิด ... และไม่ทำให้ความขัดแย้ง และความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในสังคมขยายวงกว้างไปอีก จึงได้แต่หวังว่า คณะกรรมการดังกล่าวจะมีความจริงใจและพิสูจน์ให้เห็นว่า มีความตั้งใจที่จะทำงานด้วยความเป็นกลางเพื่อให้ผู้ต้องรับผิดชอบได้รับผิด ชอบอย่างแท้จริง October 24 วันดีๆที่ชีวิตเริ่มเข้าที่อีกก้าว2008
Thursday, October 23 1:16:36 AM วันนี้เป็นวันที่ดีวันนึงเล ยทีเดียว เป็นวันที่ผลของการทุ่มเทกำ ลังแรงกายแรงใจในงานออกดอกออกผลให้เห็นชัดเจนขึ้น เป็นกำลังใจให้ตัวเอง วันนี้รับผิดชอบการนำเสนอบทความที่อ.ให้อ่าน และมันเป็นชุดที่เยอะที่สุดชุดนึงเลย เราก็ทุ่ม ตั้งสมาธิอยู่กับมันจนกระทั่ง เราสามารถทำมันจนเสร็จ และวางแผนในการนเำเสนอ การสนทนา ฯลฯ รู้สึกว่าเข้าใจมากๆ และนำการเสวนาได้โอเค เพื่อนๆชอบใจ อาจารย์หัวเราะชอบใจ แม้เราจะบอกให้เค้าหยุดพูดบ้างก็ตาม เป็นวันที่รู้สึกภูมิใจในตั วเองที่แก้ปัญหาได้ ... ภูมิใจที่ตัวเองนำการคุยได้เป็นเรื่องนึง แต่เรื่องที่รู้สึกดีมากๆคือการที่สามารถเซ็ต wireless internet ในบ้านได้ด้วยตัวเอง ทั้งๆที่ทุกอย่างมันเป็นภาษาดัชต์หมดเลย งานนี้ต้องขอบคุณ translate.google.com เพราะเราใช้เคเบิลต่อเน็ตเพื่อจะได้แปลความหมายได้ และสุดท้ายก็ต่อเน็ตได้จริงๆด้วย จะได้เลิกแบ่งสัญญาณชาวบ้านใช้ซักที เป็นวันที่รู้สึกอบอุ่นกับเ พื่อนๆที่นี่ ...ตอนเย็นเราไปวงเสวนาหลังเรียน ที่บ้านของฟรังซัว เพื่อนชาวแคนาดา อายุน้อยกว่าเราปีสองปี มีลูกแล้วสองคน พาภรรยามาด้วยที่นี่ เค้าเก่งและไบรต์มาก มันเป็นวงเสวนาที่อบอุ่น ทุกคนเปิดใจฟังกันและกัน และพูดอย่างเปิดอก ไม่มีกั๊ก นอกจากนี้ทุกๆคนยังช่วยเสริมเติมวงเสวนาทั้งในเชิงเนื้อหาและในเชิงกระบวนการอีกด้วย ซึ่งทำให้กติกาของการเสวนาค่อยๆพัฒนาขึ้นเพื่อทำให้วงเสวนาดำเนินไปอย่างราบรื่นและทุกคนได้ประโยชน์มากขึ้นทุกวัน เป็นวันที่รู้สึกว่า กิจวัตร ที่ดีกำลังจะเกิดข้ึนในเร็ว วันนี้ กิจวัตรที่ส่งเสริมการเรียน กิจวัตรที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล กิจวัตรที่ทำให้เราอ่านหนังสือทัน ทำงานเสร็จทัน ซึ่งทำให้ไม่เดือดร้อนตัวเอง ไม่เดือดร้อนคนอื่น และเราก็สบายใจที่ได้ทยอยทำงานให้เสร็จไปเรื่อยๆ ใช้แต่ละวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องขอบคุณ อ.ต้น ที่แนะนำเกี่ยวกับเรื่องกิจวัตรของการเรียนป.โทป.เอกที่จะทำให้เราได้ความรู้และเสร็จตามเวลาจริงๆ ดีใจที่ชีวิตเริ่มเข้าที่เข ้าทางมากขึ้นไปอีกขั้น October 19 Reading and caffeinated drinks Reading reading reading reading.... I believe that in order to maintain the reading effort, I must be able to maintain the certain level of heart beat. If we can maintain a certain level of heart beat, we won't fall asleep while reading. This believe is from seeing my roommate Marco drinks coffee every morning, and what he's been telling me about coffee makes him more energetic. It reminds me the tradition of drinking tea in UK, or even in China or Japan. Is it possible that because these countries have this traditions of drinking caffeinated-beverage, so that they can develop their economy and society more productively than we do in Thailand? Or do we have a different kind of traditions that makes us be constantly energetic and productive? My supposition would be that our country was agricultural country, almost everyone was a farmer using their strength working in the field. This kind of activity needs no stimulant to make the heartbeat and being productive... it's intrinsically tiring job. Moreover, we usually eat spicy food. I'm not sure if the spice increase the metabolism in our body and contribute to our activeness... but it's very likely.. However, these days, our country is moving towards industrial and service economy, hence, there's no routine activity requires us to use our strength as the same as playing sports anymore. Therefore, the coffee becomes more important to people working in these sectors. Nevertheless, medical knowledge reveals that coffee or other caffeinated drinks are harmful to our body if we drink them constantly, in a large amount. And for me, when I drink these things I feel strange in my body which makes me unproductive and uncomfortable. So what should be the solution for me to remain active while reading? Right now, I don't know yet. But perhaps exercising or meditating can help... I'm finding the way to incorporate them to my routine. It's difficult though, because changing the routine takes time for our body to adjust from one routine to another. For the time being, I still have to find the way to motivate myself again and again to continue reading. Although I know that reading what we are interested is one way of being active while reading, but I have to admit that readings provided by our lecturers are not always interesting. :P October 18 คำขวัญประจำสัปดาห์ ถ้าเราหมั่นทำสิ่งที่ควรทำในเวลาที่ควรทำ...โดยไม่ต้องเร่งรีบ...งานก็จะเสร็จในเวลาเอง :) October 08 ว่าด้วยประโยชน์โดยรวมของสังคมวันก่อนเขียนบล๊อกแล้วคุณพ่อมาคอมเมนต์และตั้งคำถามที่น่าสนใจเอาไว้ว่า จริงๆแล้วประโยชน์โดยรวมของบ้านเมืองคืออะไร? ประโยชน์ของบ้านเมืองคือสิ่งที่แต่ละฝ่ายมักอ้างถึง ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายพันธมิตร ไม่ว่าจะโดยเปิดเผยหรือโดยนัยก็ตาม ผู้เข้าร่วมชุมนุมย่อมรู้สึกลึกๆว่าการออกไปร่วมประท้วงคือการทำเพื่อชาติ เพื่อสังคม เพื่อในหลวง ฝ่ายรัฐบาลเพื่ออ้างความชอบธรรมก็มักจะอ้างประโยชน์ที่ว่านี้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำอะไรต่างๆเสมอ ในที่นี้ผมจะจับคำว่า บ้านเมือง เท่ากับ สังคม ถือว่าเป็นคำความหมายเดียวกัน พอพูดถึง "สังคม" โดยมากเราก็มักจะนึกถึง "ประชาชน" แต่ใครบ้างถูกนับรวมเป็นประชาชน ? ผมเชื่อว่าในแว่บแรกๆ เราทุกคนคิดว่าตัวเราเองเป็นประชาชน แล้วใครไม่ใช่ประชาชน ผมว่าเรามักจะคิดกลายๆว่า รัฐบาลไม่ใช่ประชาชน ตำรวจไม่ใช่ประชาชน ผู้พิพากษาไม่ใช่ประชาชน นายทุนไม่ใช่ประชาชน ... แต่เอาเข้าจริงๆ ทุกคนก็เป็นคนไทย มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ทั้งนั้น มีบัตรประจำตัวประชาชนทั้งนั้น (เว้นข้าราชการสมัยก่อน) ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย พูดภาษาไทย ผูกพันกับประเทศไทยด้วยกันทั้งนั้น ... สำหรับผม ผมคิดว่าทุกคนเป็นประชาชน รัฐบาล ตำรวจ ผู้พิพากษา ส.ส. หรือ ส.ว. นักธุรกิจ นายทุน ฯลฯ ต่างก็เป็นประชาชนเมื่อเขาถอดเอาหัวโขนออกไปแล้วทั้งสิ้น ที่แตกต่างจากเราทุกคนก็คือ เขามีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบที่เรายินยอมมอบให้เขาเป็นธุระจัดการความสงบเรียบร้อย และความเจริญงอกงามของสังคม ให้เป็นไปตามทำนองคลองธรรมเท่านั้นเอง ประชาชน หลายๆคน ที่มีการปฏิสัมพันธ์กันไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม รวมกันเป็น "สังคม"(ขอนิยามเป็นเบื้องต้นในที่นี้ และจะไม่ไปลงลึกถึงนิยามของคำว่าสังคมในที่นี้) แต่ว่า ต้องคนเยอะขนาดไหน ถึงจะเรียกว่า "สังคม" ? 600 คนหน้าทำเนียบ นับเป็นสังคมหรือไม่? หมื่นคนแสนคนที่ชุมนุมกับพันธมิตรฯเป็น "สังคม"หรือไม่ คนเรือนล้านที่เป็นแนวร่วมพันธมิตร นับได้ว่าเป็น "สังคม" หรือไม่ คนเป็นเกือบสิบล้านที่เลือกพรรคพลังประชาชนถือเป็น "สังคม" หรือไม่ ? ... ใครคือ สังคม? ... เครือข่ายของส.ส. และหัวคะแนนที่อาจนับได้กว่าพันกว่าหมื่นชีวิตทั่วประเทศ ถูกนับรวมในสิ่งที่เรียกว่า "สังคม" นี้หรือไม่ ? ระหว่างที่นั่งเขียนอยู่นี้ ในบัดดล ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา ... นั่นคือ ความคิดเกี่ยวกับคำว่า "สงฆ์" คำว่า "สงฆ์" หมายความว่า หมู่ , ชุมนุม (http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%CA%A7%A6%EC#find9 ) คำว่า สงฆ์ นี้ใช้มากในพระพุทธศาสนาในหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางศาสนา ในที่นี้ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นที่เรากำลังพูดถึง อยากจะยกคำว่า "สังฆทาน" มาพิจารณา คำว่า สังฆทาน หมายความว่า ทานเพื่อสงฆ์ คือ การถวายเป็นกลางๆ ไม่จำเพาะเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง (http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%CA%D1%A7%A6%B7%D2%B9 ) บนพื้นฐานของคำว่า "สงฆ์" และ "สังฆทาน" ... ผมคิดว่าเราน่าจะสามารถเปรียบเทียบกับคำว่า ประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อส่วนรวม เพื่อบ้านเมืองได้กลายๆ จากจุดนี้ ผมคิดว่าความหมายที่ชัดที่สุด ของการทำประโยชน์เพื่อสังคม (หรือเพื่อบ้านเมือง หรือเพื่อส่วนรวม) นั้น หมายถึง "ประโยชน์ที่ทำแล้วส่งผลเป็นกลางๆไม่จำเพาะเจาะจงไปที่คนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง" หรือ ถ้าพูดอีกอย่างคือ "หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นและบอกว่าเป็นไปเพื่อสังคมแล้วล่ะก็ คนทุกหมู่เหล่าควรจะสามารถเข้าถึงประโยชน์ของสิ่งๆนั้นได้โดยเสมอหน้ากัน" ไม่ว่าจะเป็นประชาชน นักการเมือง ผู้พิพากษา ตำรวจ ควรจะสามารถเข้าถึงประโยชน์จากการกระทำนั้นๆได้ เรื่องนี้สอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยเรื่อง สินค้าสาธารณะ (Public Goods) ที่ไม่สามารถกีดกันผู้ทีไ่ด้รับประโยชน์ได้ (Non-excludable) (เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของสินค้าสาธารณะ อีกคุณสมบัติคือ การบริโภคของคนหนึ่งไม่ไปจำกัดการบริโภคของอีกคนหนึ่ง (Non-rivalry)) สิ่งใดก็ตามที่ทำแล้วประโยชน์ตกแก่คนบางกลุ่ม หรือประโยชน์นั้นไม่สามารถเข้าถึงได้โดยหรือเป็นประโยชน์ต่อคนกลุ่มอื่นๆ นั่นย่อมไม่ใช่ประโยชน์ต่อสังคมเป็นแน่ ... จุดสำคัญ อยู่ที่เจตนารมย์ และผลลัพธ์จริงของการกระทำนั้นๆ ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของใครก็ตามที่ต้องการ และคนสามารถเข้าถึงประโยชน์นั้นได้โดยเสมอหน้ากันหรือไม่ ... ในทางกลับกัน ผมคิดว่า การเข้าถึงประโยชน์นี้ควรจะเป็นไปโดยสมัครใจด้วย คือ ไม่ใช่ทุกคนถูกบังคับหรือยัดเยียดให้รับผลของการกระทำนั้น (ซึ่งเชื่อว่าเป็นประโยชน์) เพราะสิ่งนั้นอาจไม่เป็นประโยชน์กับทุกคนก็ได้ ...หรือหากมีความตั้งใจให้ทุกคนได้ประโยชน์ การดำเนินการเพื่อให้ทุกคนได้รับประโยชน์ก็ควรจะยืดหยุ่นพอที่จะเข้ากับเงื่อนไขที่หลากหลายของแต่ละคนได้ อย่างไรก็ดี ถ้ามองในทางเศรษฐศาสตร์ , there's no such thing as free lunch ... เช่นเดียวกัน การทำประโยชน์เพื่อสังคมนั้นย่อมมีต้นทุนที่ต้องเสียไปกับการกระทำนั้น (ทั้งค่าเสียโอกาส และตัวเงิน หรือกำลังแรงกาย ความคิด และอื่นๆที่ลงไปกับกิจกรรมนั้นๆ) ต้นทุนเอกชน (Private Cost) ของผู้ผลิตสินค้าสาธารณะนั้นย่อมมี ในขณะเดียวกัน ผลกระทบภายนอก (Externalities) สองอย่างนี้รวมกันทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ต้นทุนทางสังคม (Social Cost) (ขอร้องว่าโปรดอย่าเอาไปสับสนกับคำว่า "ทุนทางสังคม" (Social Capital)) ผลกระทบภายนอก นั้นอาจเป็นผลเสีย ผลร้าย ต้นทุนที่ต้องจ่ายเพิ่มของคนอื่น เช่น การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ผลกระทบภายนอกคือ ต้นทุนของผู้คนที่ต้องย้ายถิ่นฐาน ป่าและความหลากหลายทางธรรมชาติที่เสียไป ฯลฯ, พันธมิตรฯชุมนุมปิดถนน รถติดถือเป็นผลกระทบภายนอก , ลูกๆของนักธุรกิจพันล้านที่เป็นนักการเมืองด้วย ไม่จ่ายภาษี ผลกระทบภายนอก อาจเป็นความหงุดหงิดของผู้จ่ายภาษีที่มีรายได้น้อยกว่า และผลร้ายอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงบรรทัดฐานในเรื่องการเสียภาษี เป็นต้น ฉะนั้นไม่่ว่าจะทำอะไรก็ตาม "เพื่อสังคม" ก็ควรที่จะตระหนักถึงเรื่องประโยชน์และต้นทุนจากการกระทำนั้นด้วย พึงมุ่งให้ได้ประโยชน์ต่อสังคมมากที่สุด (Maximize Social Benefit) ในขณะเดียวกัน ก็พยายามลด ต้นทุนทางสังคม (Social Cost ที่ = Private Cost + Externalites) ให้ได้มากที่สุดเช่นกัน ...วิธีที่ง่ายที่สุดในการลดต้นทุนทางสังคมนั้นก็คือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก่อนที่จะเริ่มทำอะไรซักอย่าง หากจำเป็นต้องดำเนินการจริงๆ ก็ควรมีการชดเชยที่เหมาะสม "สมมติ" (ตัวใหญ่ๆเลย) ว่า ตำรวจปราบปรามผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ด้วยอาวุธหนัก (หมายถึงวัตถุระเบิดที่มีผลให้คนเสียชีวิต ขาขาด แขนขาด) ด้วยความตั้งใจที่จะรักษาความสงบเรียบร้อย มิให้เกิดความรุนแรงและเสียหายต่อผู้คนและทรัพย์สินสาธารณะ แล้วเกิดความสูญเสียขึ้นกับผู้ชุมนุม ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน อันนี้ถือเป็นผลกระทบภายนอกของการรักษาความสงบ ... รัฐก็ควรจะชดเชยให้กับผู้เสียหาย อันนี้ยังไม่รวมกับการหาตัวผู้รับผิดชอบมาดำเนินคดีตามกฎหมายแพ่งและอาญา อย่างไรก็ดี ผมเห็นด้วยกับ อ.เกษียร เตชะพีระ ที่ท่านกล่าวในวันนึงในการสอนวิชาปรัชญาการเมืองว่า ไม่มีอุดมการณ์ไหน คุ้มค่ากับการเอาชีวิตมนุษย์เข้าแลก ... ไม่ว่าการกระทำใดที่มุ่งประโยชน์เพื่อสังคมโดยรวม "ต้นทุนที่จะต้องเกิดขึ้นเพื่อแลกมาซึ่งประโยชน์นั้นจะต้องไม่รวมความบาดเจ็บและล้มตายของชีวิตมนุษย์เป็นอันขาด " เพราะไม่เช่นนั้น การกระทำดังกล่าวได้เสียความชอบทำในการอ้างว่าทำเพื่อสังคมไปแล้ว หากอธิบายให้ชัดขึ้นก็คือ คนที่บาดเจ็บล้มตาย ต่างเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หากเขาบาดเจ็บล้มตายหรือพิการไป เขาย่อมไม่สามารถได้รับการชดเชยและรับประโยชน์หลังจากนัน้ได้อีก (ในกรณีตาย) หรือได้อย่างเต็มที่ (ในกรณีพิการ) (หรือได้ชั่วคราว ในกรณีบาดเจ็บ... แต่กรณีนี้ก็สามารถได้รับการชดเชยและกลับมาได้ประโยชน์ในภายหลัง แต่ไม่ได้หมายความว่า สามารถทำให้บาดเจ็บได้ การสูญเสียเหล่านี้ตั้งแต่บาดเจ็บไปถึงตาย ไม่ควรเกิดขึ้นเลย) ฉะนั้นในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันระหว่างรัฐบาลและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น แต่ละฝ่ายควรจะประเมินตนเองว่ากำลังทำประโยชน์เพื่อสังคมหรือไม่ ในทุกขณะจิตที่มีการดำเนินการใดๆลงไป ข้อเขียนนี้อาจจะเป็นเกณฑ์หนึ่งในหลายๆเกณฑ์ในการประเมิน หากประเมินแล้วไม่ได้ทำเพื่อสังคม หากเป็นฝ่ายพันธมิตร ก็ควรจะหยุดการชุมนุมเสีย หากเป็นฝ่ายรัฐบาลก็ควรจะยุบสภา และให้มีการเลือกตั้งใหม่เพื่อให้คนที่อยากทำประโยชน์เพื่อสังคมเข้ามาทำงาน ... ถ้าหากประเมินแล้ว ต่างทำเพื่อสังคม ก็ไม่มีเหตุอันใดที่จะขัดแย้งกัน แต่ควรจะหันหน้าเข้าหากันและคุยกันเพื่อทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและสังคมต่อไป October 07 ผมว่านายกฯควรลาออก วันนี้ตื่นมาไม่ค่อยเช้าเท่าไหร่ แต่เปิดเมล์แล้วตกใจ เห็นแจนอัพ multiply ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมปิดทางเข้าออกรัฐสภา ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากนั้นเลยตามไปอ่านในเมเนเจอร์ เห็นข่าวแล้วตกใจ กระทั่งขณะนี้ที่เขียนอยู่ในข่าวยังรายงานว่า คนข้างในรัฐสภายังออกมาไม่ได้ มีคนบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุม เกือบสิบคนบาดเจ็บสาหัส พล.อ.ชวลิต ลาออกจากการเป็นรองนายกรัฐมนตรีเพื่อรับผิดชอบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรปฏิเสธการประกันตัว และการเจรจา เนื่องจากเห็นว่าหมดหวังกับการเจรจากับรัฐบาลไปแล้ว พฤติกรรมของ พล.อ.ชวลิต ที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี กับ คุณสมชาย ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ดูขัดกันชอบกล ในขณะที่คุณชวลิต ลาออกเพื่อรับผิดชอบกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น คุณสมชายก็ดำเนินการแถลงนโยบายต่อสภาไปตามปกติ (เรียกว่าหน้าตาเฉยอาจจะเหมาะกว่า) ถ้ามองตามสายงานบังคับบัญชาแล้ว ความสูญเสียที่มีต่อประชาชนแม้จะเพียงประมาณ 600 คนนั้น คุณสมชายควรจะรับผิดชอบด้วยหรือไม่ ? หรือว่ามันไม่เกี่ยวกัน ? หรือว่า คุณชวลิตลาออกเพราะคุมตำรวจไม่ได้ ? คุณสมชายไม่ได้คุมตำรวจ เลยไม่ต้องรับผิดชอบ ? เรื่องนี้มันเป็นเรื่องความรุนแรงอันเกิดขึ้นจากอำนาจรัฐต่อประชาชนผู้เสียภาษี ผมค่อนข้างแน่ใจว่ากลุ่มคนที่ไปชุมนุมกับพันธมิตรนั้นส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางที่ "เสียภาษี" ให้แก่รัฐบาล ภาษีไม่ใช่ส่วยที่เราต้องจ่ายให้รัฐในฐานะเป็นเจ้าที่ดินหรืออะไรเทือกนี้ เราจ่ายภาษีให้รัฐไปผลิตสินค้าและบริการสาธารณะ เพื่อเป็นประโยชน์กับทั้งผู้เสียภาษีเอง และคนอื่นที่ยังด้อยโอกาสกว่า ผมเชื่อว่าเราไม่ได้จ่ายภาษีไปเพื่อให้รัฐบาลทำอะไรแบบนี้ ... คือ ถ้าเกิดรัฐบาลรับเงินจากคนอื่นมาทำงาน ก็ไม่ต้องมาเป็นรัฐบาล (รัฐบาล = ผู้ดูแลรัฐ) ถ้ารับเงินจากคุณท. ก็ไปเป็น ท. บาล นู้น... แล้วหาคนอื่นที่ตั้งใจดูแลรัฐจริงๆ มาทำงาน ถ้ามองอีกทางนึง ก็อาจจะมองได้ว่า พันธมิตรทำเกินกว่าเหตุหรือเปล่า? แต่ผมลองนึกๆดู ถ้าเกิด สมมติว่า เราเป็นพันธมิตรฯ และเรามีข้อมูลมากกว่าคนอื่น คือ รู้เรื่องวงในจริงๆมากกว่า และมันไม่มีทางอื่นตามกลไกทางกฎหมายในการหยุดยั้งการทำเรื่องเลวร้าย เพราะว่าคนที่ทำเรื่องเลวร้ายอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจตามหน้าที่จะทำได้ .... และเค้าก็ทำโดยไม่มียางอายเลยแม้แต่น้อยนิดเดียว ... มันมีทางเลือกอยู่อย่างน้อย 3 ทาง 1. ไม่ทำอะไรเลย ... ปล่อยให้มันเป็นวิบากกรรมของประเทศชาติไป 2. ทำอย่างที่ทำอยู่นี่แหละ ... ถือว่าเป็นวิบากกรรมของคนทำชั่วที่ทำอยู่ 3. หาวิธีทางอื่น ... ที่ตอนนี้ยังนึกไม่ออก ถ้าช่วยกันคิดได้ และเรื่องจบลงแบบสันติ และสร้างสรรค์ล่ะก็ ขอเถอะ บอกสังคมไปเลย .... ไม่เข้าใจว่าอะไรบังตาคนพวกนี้เอาไว้ ไม่ให้เห็นความผิดชอบช่ัวดี ... จะโทษหมอเขมรคงไม่ค่อยเหมาะ ...ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ว่ามันจะยุติธรรมหรือไม่ มันก็เป็นผลจากกรรมที่ทำเอาไว้ สิ่งที่คนคนนั้นต้องทำคือ เผชิญหน้าและผ่านมันไปให้ได้อย่างมีสติ มิใช่หนีไป และบิดเบือนระบบเพื่อให้ตัวเองรอดโดยเรื่องอื่นๆของบ้านเมืองต้องหยุดชะงัก และทำให้ได้คนที่ไร้ความสามารถมาทำงานบริหารประเทศ ... ยิ่งดิ้นยิ่งพัน ขอให้บ้านเมืองมีสติในการก้าวผ่านพ้นวิบากกรรมของชาติไปให้ได้ด้วยเถิด แม้พระสยามเทวาธิราชก็มิอาจเนรมิตเมืองใหม่ให้มีแต่คนดีได้ แต่หากทำได้ ก็จะขอให้พระสยามฯช่วยดลบันดาลคนในรัฐบาล คนในพันธมิตร คนในนปก. และคนในสังคมโดยรวม ให้มีสติและคิดถึงประโยชน์โดยรวมของบ้านเมืองบ้าง October 02 Unstable routine and appretiation to my friendsI lost another morning again. At first, no actually from the beginning, I really want to restore my habit at UEA and use it here because I think it's good for the study. The habit such as waking up at 6, eat heavy breakfast and light dinner, study in the day time and take a rest at night, chanting every morning, swimming jogging or playing footbal altogether 3 times a week. Right now I still can't restore that habit. I don't know why. I suppose that might be because of the weather that is getting colder. I remember that at the beginning of last year, in September, when it's getting cold, it was difficult for me to wake up. Also I will have a sore throat in the morning because of too dry air in my room when I turned on the heater. No place to work out, or it is too far from my place. The room might be too small to chant. I'm not really sure what would be the right habit for me here in Rotterdam. I'm not even sure if there is a right habit, because last year when I established a routine, it would be maintained for a while then failed. The last period of my life at UEA I can maintain my habit because of the dissertation, i think. The nature of the situation at that time pick this kind of routine as an appropriate routine in order to survive the dissertation period. Maybe something is lacking here. It could be the motivation, inspiration, or responsibility. I remember, in my first two years in bachelor, that I did things efficiently because I had motivation to do lots of activities and at the same time I really had responsibilities for those activities. I still remember the energy of the old days. However, it was gone somewhere in my history... However, one thing around here that encourage me to do things is my new friends, especially Marco my roommate, Michael the German, Bubbies the Greek, and Francois the Canadian. They are very good friends, always encouraging me when I'm not confident, their experiences and what they are doing inspire me as well as pressure me to do better, what they are thinking of makes me being sure that what I am believing and doing is a good thing. Discussion with them makes me get on with the philosophical conversation more and more and now I think I get used to this kind of conversation already, which is useful in the reading and participating in the seminar. Using Nelson&Winter 's terminology, I hope the nature would select the appropriate routine for me as soon as possible so I can get on with my life efficiently and happily. For the time being I would thank people who I had been in the past life that did so many good things to many good people and makes me what I am today, meeting good people, joining the inspiring and challenging course, being very stable in the next ten years. September 30 ขนมปังกับบทความวิชาการ ช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตอีกครั้งเมื่อผันตัวเองจากการเรียน Development Economics มาเรียน Philosophy and Economics เปลี่ยนอย่างมหาศาลจากการเรียนอะไรที่เป็นแนวปฏิบัติมาเป็นแนวทฤษฎีและแนวปรัชญา ก็อยู่ในช่วงของการปรับตัวนั่นแหละหนอ แต่ที่จะเขียนวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับลักษณะของบทความวิชาการกับลักษณะของขนมปัง ผมว่า บทความวิชาการในแนว Development มันดูเป็นขนมปังธรรมดาเหมือนที่เราทานๆกัน ในขณะที่บทความที่ออกแนวปรัชญาจะเปรียบได้กับขนมปังของคนเยอรมัน ขนมปังที่เรากินกันจะมีลักษณะเบาๆ เป็นเหมือนฟองน้ำ มีแต่แป้งเท่านั้น กินไปไม่อยู่ท้องเท่าใดนัก ในขณะที่ขนมปังของคนเยอรมันนั้นมีลักษณะหนัก เต็มไปด้วยเครื่อง มือให้เลือกกว่าสิบชนิด เรียกได้ว่า กินไปแผ่นสองแผ่นก็อยู่ท้องและมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน ที่ผมว่าบทความในฝั่ง Development ดูเป็นขนมปังธรรมดาเพราะว่า มันเป็นบทความที่เราสามารถรู้เรื่องทั้งหมดในส่วนสำคัญผ่านการอ่านคำนำ สรุป และประโยคต้นของแต่ละย่อหน้าโดยไม่ต้องกังวลเท่าไหร่ว่า เราจะพลาดเนื้อหาสำคัญ ในส่วนที่อยู่ในย่อหน้าก็จะเป็นการอ้างอิงงานเชิงประจักษ์ของคนอื่นมาสนับสนุนงานของตนเอง ในขณะที่ บทความในฝั่งปรัชญาหรืองานทางทฤษฎีนั้น การอ่านแบบข้างต้นนั้นจะทำให้เราได้เพียงแค่กลิ่นของงานเท่านั้น แต่เราจะพลาดข้อถกเถียง พลาดเนื้อหาและใจควาสำคัญของเรื่องไปมากเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะ argument ต่างๆ รวมถึงรายละเอียดของทฤษฎี หรือแนวคิดในบทความนั้นๆที่อยู่ภายในแต่ละย่อหน้ามีความสำคัญต่อย่อหน้าอื่นๆในอนาคตด้วยเช่นกัน ฉะนั้นแต่ละย่อหน้าก็จะอัดแน่นไปด้วยเนื้อความเหมือนขนมปังเยอรมันนั่นเอง อย่างไรก็ดี นี่เป็นการแบ่งประเภทแบบเล่นๆ หยาบๆเท่านั้น ด้วยความคิดเชื่อมโยงเรื่องขนมปังกับบทความ เราต้องออกตัวไว้ตรงนี้เลยว่าการเป็นขนมปังธรรมดาหรือขนมปังเยอรมันไม่ได้มีนัยของการตัดสินคุณค่่าว่าแบบไหนดีไม่ดี แต่อาจจะมองได้ว่ามันเป็นความต่างในเชิงธรรมชาติของเนื้องานมากกว่า ... September 25 สันติประชาธรรม = ธรรมาธิปไตย + สังคมาธิปไตยบทนำ ข้อ เขียนนี้มุ่งหมายที่จะเน้นยำ้ความสำคัญของ "ธรรม" ที่ซ้อนอยู่ในงานของคุณหมอประเวศ วะสี เรื่อง "การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี โอกาสอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทย" แม้คุณหมอจะได้เขียนไว้โดยนัย ในช่วงท้ายเกี่ยวกับการประสานกันของ "สังคมาธิปไตย" และ "ธรรมาธิปไตย" แต่ในช่วงต้นคุณหมอได้เขียนเน้น "สังคมาธิปไตย" เป็นสำคัญ การเน้นความสำคัญของ "ธรรม" ให้เด่นชัดหรือกระทั่ง มีความสำคัญกว่า "สังคม" จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน และไม่คลาดเคลื่อนไปคิดว่า เพียงแค่มีประชาชนจำนวนมากอยู่ในมือแล้วนั่นคือความชอบธรรม การประสานรวมของคอนเซปทั้งสองนั้นนำไปสู่สิ่งที่อาจารย์ป๋วยเคยกล่าวไว้นาน แล้วคือ "สันติประชาธรรม" เนื้อความ ความ ขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้มีชัดในทุกระดับทางการเมืองจริงๆ ทั้งนอกสภา ในสภา กระทั่งในพรรคร่วมรัฐบาล และภายในพรรคพลังประชาชนเอง และดูเหมือนว่าความขัดแย้งเหล่านี้เป็นความขัดแย้งอันเนื่องมาจากว่า ความต้องการของแต่ละฝ่ายไม่ได้รับการตอบสนอง จึงดื้อแพ่ง และพยายามทุกวิถีทางเพื่อถ่วงกระบวนการที่ตนไม่ได้ประโยชน์ให้ช้าไว้ หรือเสียประโยชน์ หรือกระท่ังผลักดันให้อีกฝ่ายออกไป ลักษณะเวลาเด็กแย้งของเล่นกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนมาจากข่าววันนี้ในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000113820 ข่าวนี้ในเมเนเจอร์แสดงให้เห็นถึงปัญหาในการเมืองของเรามากเหลือเกิน ในข่าวนี้ระบุว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎรของเราล่มอีกแล้วเนื่องด้วยไม่ครบ องค์ประชุม ข่าววิเคราะห์ว่าการไม่ครบองค์ประชุมเนื่องมาจากความไม่พอใจของกลุ่มสส.ของ เนวินที่ไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี ในขณะเดียวกัน ทางประชาธิปัตย์ก็เห็นว่าไม่ครบองค์ประชุมเนื่องจากมีการเลื่อนเวลาประชุม และบางส่วนไม่เห็นด้วยกับตัวกฎหมายที่จะมีการผ่านในวันนี้เกี่ยวกับ ปปง. ข่าว นี้ทำให้นึกถึงบทความของคุณหมอประเวศ เช่นกัน (http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000112867) ว่าด้วยเรื่อง "การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดี โอกาสอันยิ่งใหญ่ของประเทศไทย" บทความนี้คุณหมอเน้นความสำคัญของพลังทางสังคม หรือ สังคมาธิปไตย ในคำศัพท์ของคุณหมอ คำที่คุณหมอใส่ไว้โดดเด่นในบทความคือ "อำนาจสังคมยุติความชั่วร้ายทั้งปวง" และ "สังคมคือผู้กำกับความถูกต้อง" โดยยกตัวอย่างของการร่วมือกัน "ในทางที่ดี" ของชุมชนต่างๆ รวมถึงตัวอย่างจากมิติอื่นๆในสังคมด้วย ผม คิดว่าประโยคและตัวอย่างดังกล่าวค่อนข้างจะเป็นตัวอย่างในแง่เดียว คือแง่ดีของพลังทางสังคม เพราะจริงๆแล้วมันมีปัญหาและข้อขัดแย้งหลายอย่างในเรื่องนี้ ประการแรกคือ ใครกันที่เรานิยามว่าสังคม? ถ้าบอกว่าเป็นกลุ่มคน เป็นประชาชน ก็ต้องถามต่อว่าเป็นประชาชนกลุ่มไหน พันธมิตร หรือสส.ในสภา ใช่ประชาชนหรือไม่? สังคมเป็นคำที่กว้างมาก แต่ในที่นี้จะใช้ในนิยามที่ว่าเป็นกลุ่มคนที่มากในระดับที่สามารถใช้ความ เป็นต้องการของพวกเขาเป็นตัวแทนของความต้องการของคนในชุมชน หรือ พื้นที่นั้นๆได้ (นิยามนี้สรุปเอาความจากตัวอย่างที่คุณหมอประเวศยกขึ้นมา) แต่เราสามารถแน่ใจได้หรือไม่ว่า ความต้องการของ "สังคม" ในนิยามความหมายหลวมๆข้างต้นนั้นจะไม่เป็นความช่ั่วร้ายเสียเอง จะทำลายความถูกต้องนั้นๆเสียเอง? ในชุมชนที่อยู่เหนือลุ่มน้ำปะเหลียนขึ้นไปเหนือ อ.สิเกา ในช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งชุมชนเห็นประโยชน์ระยะสั้นของการตัดไม้ชายเลนเพื่อทำถ่าน และทำนากุ้ง คำถามก็คือ ความต้องการนี้ถูกหรือผิด ดีหรือชั่วร้าย คำถามนี้ตอบยากหากใช้คำศัพท์ทางคุณธรรมมาพูดถึง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดตามเหตุและผลของการกระทำดังกล่าวก้คือ เป็นการกระทำที่เบียดเบียนธรรมชาติ และในท้ายที่สุดผลร้ายนั้นก็กลับคือสู่ชุมชนเอง คือประสบปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติแทน ธรรมชาติ ปู ปลา หอย ที่เคยมีก็หายไป ตัวอย่างนี้คล้ายกับเรื่อง สส.ในข่าวข้างต้นในแง่ที่ว่า ความต้องการและการกระทำของเขานั้นก่อให้เกิดการเบียดเบียนคนอื่น หรือสิ่งอื่นๆ ในแง่สส.คือ ทำให้การประชุมสภาฯดำเนินไปไม่ได้ เรื่องราวต่างๆที่จำเป็นต้องใช้กฎหมายฉบับนั้นๆไมสามารถเดินไปได้ ในแง่ของชุมชุนก็คือดังที่กล่าวไปแล้ว เหตุการณ์ในชุมชนดำเนินไปใน ทางเบียดเบียน คนกลุ่มหนึ่งในชุมชน ผนวกกับการกระตุ้นขององค์กรพัฒนาเอกชน เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญของป่าชายเลน จึงได้สมัครใจร่วมมือกันริเริ่มกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ ผลักดันให้เกิดกิจกรรมขยายกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมการอนุรักษ์ไปสู่ทั้ง ชุมชนจนสามารถฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับคืนมาได้ ฉะนั้น ผมคิดว่า มีเพียงพลังสังคมนั้นไม่พอ ต้องมีคุณธรรมกำกับด้วย และ "คุณธรรม" นั้นควรเป็นหลักสำคัญที่สุดด้วย มิใช่ความต้องการทางสังคม คำว่า คุณธรรมในที่นี้ จะขอใช้ในนิยามว่า เป็นธรรมที่นำไปสู่ความไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และนำไปสู่ความสงบสันติ (เป็นนิยามของคำว่า "ความดี" ที่พระอาจารย์จากวัดปัญญานันทาราม ได้กรุณานิยามไว้) ต้องเป็น ธรรมาธิปไตย นำ สังคมาธิปไตย หมายความ ว่า จะเป็นแบบพวกมากลากไปอย่างเดียวไม่ได้ เป้าหมายที่จะไปต้องเป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียนและเพื่อความสงบด้วย ในกระบวนการต้องประกอบด้วยกระบวนการเรียนรู้ "เพื่อให้เข้าใจในธรรมชาติ เหตุและผลของการกระทำต่างๆ และแนวทางที่ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสังคม" เป็นสำคัญ ทั้งนี้ เนื่องจากไม่มีใครเป็นผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน เราต่างมีข้อมูลจำกัด มีความสามารถทางสมองจำกัด และไม่สามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ การเปิดใจให้กว้าง รับฟังความคิดเห็นที่เป้าหมายในธรรมเหมือนกันด้วย ศัพท์ทางพระท่านใช้คำว่า อนุรัักษ์สัจจะ (อ้างจากหนังสือ พุทธธรรม ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)) พลเมืองที่ active ที่มีธรรมประจำใจร่วมมือกันเป็นเครือข่ายแนวร่วมเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ทั้งหลาย เพื่อความไม่เบียดเบียน และเพื่อความสงบเย็น สำหรับผมแล้ว สิ่งนี้คือ "สันติประชาธรรม" ที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ได้เคยกล่าวไว้นานแล้ว สรุป ผม เห็นด้วยกับอาจารย์ป๋วย ว่า "สันติประชาธรรม" เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อการเมืองและการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ดี การทำให้ได้มาซึ่ง "สันติประชาธรรม" นั้นยังคงเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้นำมาปฏิบัติจริง หรือกระท่ัง หาความรู้สนับสนุนเพื่อการพัฒนาไปสู่แนวปฏิบัติ ก็ยังมีไม่มากนัก การ พัฒนาองค์ความรู้ ว่าด้วย "สันติประชาธรรม" เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งโดยความร่วมมือกันของหลายๆศาสตร์ เช่น รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ สังคมวิทยา ปรัชญา ฯลฯ ศึกษาทั้งในเชิงการอธิบายปรากฎการณ์ และในเชิงของข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง September 18 เข้าบ้านใหม่ซักทีเย้ๆๆ เข้าบ้านใหม่ซักทีหลังจากฝากตัวอยู่ที่บ้านน้องอิมรอน (น้องนักเรียนโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งทุนการศึกษา ผู้มีพระคุณ) มาเกือบสามสัปดาห์ บ้านใหม่ดูไฮโซเล็กน้อย แต่ห้องเราเล็กนิดเดียว แต่โชคดีว่า มีอินเตอร์เนตไวไฟใครไม่รู้โผล่มาเลยแฮ้บใช้ซะเลย ...ฮี่ๆๆ หวังว่าคงจะมีอารมณ์เขียน blog มากขึ้น หลังจากตอนนี้อะไรๆก็ดูจะลงตัวมากขึ้นทุกๆที ดีใจจริงๆ (ที่สำคัญก็คือทุนนั่นแหละ) เฮ้ออ... ไปทำงานต่อดีกว่า :D September 08 บทบาทองค์กรนักศึกษาในสถานการณ์ทางการเมือง
วันนี้อ่านข่าวใน Manager และก็เห็นน้องๆนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น. จากข่าวพบว่ามีเครือข่ายนักเรียน นิสิต นักศึกษาจาก 80 สถาบัน มาร่วมเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยในนามของ Young PAD ชื่อไทยน่าจะเป็นแนวร่วมเยาวชน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย . น้องๆเหล่านี้ได้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ รวมถึงเชิญชวนกันหยุดเรียนสามวันตั้งแต่ 9-11 กันยายน เพื่อแสดง "อารยะขัดขืน" ให้เป็นที่ประจักษ์
ในการเคลื่อนไหวนี้ ไม่ได้รับการทัดทานจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย เหล่าผู้บริหารเพียงเตือนสตินักศึกษาเท่านั้นให้เคลือ่นไหวอยู่ในกรอบของกฎหมาย ด้วยสติและปัญญา อย่างน้อยที่สุดอธิการบดีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัย ราชภัฎพิบูลสงครามได้ออกมาแถลงเรื่องนี้อย่างเปิดเผย
ในข่าวนั้น ได้มีการโจมตีองค์กรนักศึกษาอย่าง องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) อย่างเปิดเผย ในทำนองที่ว่าวางตัวเป็นกลางในขณะที่เราควรจะอยู่ข้างประชาชน . ตัวนักศึกษาธรรมศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งเองก็เห็นต่างและได้ขึ้นเวทีพันธมิตรและประกาศว่าจะอยู่เคียงข้างประชาชนตามคำขวัญที่ติดปากกันว่า "ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน" จากความคิดเห็นในข่าว อมธ. ถูกตำหนิค่อนข้างมากว่า ไม่รู้้เท่าทันสถานการณ์และไม่อยู่ข้างประชาชน รวมไปถึงการกล่าวหาว่าอมธ.อยู่ฝ่ายรัฐบาลเสียด้วยซ้ำ
สิ่งที่น่าคิดก็คือ อมธ.จะไม่มีความคิด ไม่ติดตามข่าวสาร จนไม่รู้สถานการณ์บ้านเมืองเชียวหรือ ? อมธ.ถูกรัฐบาลซื้อไปแล้วหรืออย่างไร? หรือว่าเป็นเพราะสาเหตุอื่นที่ทำให้อมธ. จำต้องวางตัวในลักษณะนั้น? คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรทำความเข้าใจก่อนที่จะตัดสินอมธ. หรือกระทั่งองค์การนักศึกษาหรือสโมสรนิสิตที่ใดก็แล้วแต่ที่มีมติวางตัวเป็นกลางในสถานการณ์บางอย่าง
ผมคิดว่ามันเร็วเกินไปที่จะตัดสินอมธ.ในทางที่ไม่ดี ก่อนที่จะเข้าใจบทบาทของอมธ.อย่างแท้จริงต่อนักศึกษา. จากประสบการณ์ที่ผมอยากจะลงสมัครอมธ.นั้น หน้าที่หนึ่งของอมธ.คือการเป็นตัวแทนของนักศึกษา. บทบาทนี้ค่อนข้างชัดเจนเมื่ออมธ.ถูกเลือกตั้งมาจากนักศึกษาในมหาวิทยาลัย (เราจะไม่กล่าวถึงจำนวนนักศึกษาที่มาเลือกตั้งในที่นี้) ฉะนั้นอมธ.เป็นเหมือนตัวแทน หรือเป็น Agent ในขณะที่นักศึกษาทั้งปวงคือ ผู้เป็นเจ้าของอำนาจ หรือความเห็นต่างๆ เป็น Principal . โดยหลักการ อมธ.จึงควรนำเสนอความเห็นต่อสาธารณชน บนพื้นฐานของความเห็นของนักศึกษาทั้งมวล
อย่างไรก็ดี จากที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับนักศึกษาหรือศิษย์เก่าหลายคน ผมพบว่า แม้ดูเหมือน trend จะไปในทางพันธมิตร มาก แต่เราก็ไม่น่าจะสามารถสรุปได้ว่านักศึกษาทั้งหมดเห็นด้วยกับพันธมิตรฯ. ส่วนใหญ่คนที่ออกมาแสดง preference ทางการเมืองในช่วงนี้จะเป็นคนที่เห็นด้วยกับพันธมิตร แต่คนที่ไม่พูดอะไร ก็ไม่ได้หมายความว่าเค้าเห็นไปในทางนั้นเช่นกัน
ผมเชื่อว่า ความเห็นของคนในสังคมจริงๆแล้วมันไม่ใช่ขั้วตรงข้ามเหมือนที่รัฐบาลหรือพันธมิตรเองพยายามทำให้เห็นเป็นแบบนั้น จริง แต่มีลักษณะเป็น Spectrum คือมีคนในพื้นที่สีเทา ไม่ได้เห็นด้วยกับพันธมิตรทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนรัฐบาล และเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยในประเด็นต่างๆ อาจรับไม่ได้กับการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลแต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการที่พันธมิตรยึดทำเนียบ หรือแกนนำไม่ยอมมอบตัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ รัฐบาลและพันธมิตรได้พยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของขั้วตรงข้าม และโดยเฉพาะพันธมิตรที่พยายามโจมตีกลุ่มที่ออกมายืนในพื้นที่สีเทาให้เงียบไปและมาร่วมกับพันธมิตรเสีย ซึ่งในมุมนึงมันก็เป็นกลยุทธ์ในการทำสงครามมวลชนแบบหนึ่งซึ่งก็เข้าใจได้ . ผมยังเชื่อด้วยว่ากระทั่งภายในอมธ.เองก็ยังยากที่จะลงฉันทามติว่าอยู่ฝั่งไหน
ฉะนั้น อมธ. ในฐานะตัวแทนนักศึกษากว่าสองหมื่นคนนั้น จะสามารถฟันธงลงไปได้อย่างไรว่า นักศึกษาทั้งปวงเห็นไปในทางไหน ? และเค้าจะนำเสนอความเห็นต่อสังคมอย่างไรภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ?
ผมเห็นว่าการที่อมธ.ประกาศตัวว่าเป็นกลางนั้นเป็นเรื่องเหมาะสมในหลักการ. หลักการที่ว่านี่ก็คือ ในฐานะที่อมธ.เป็นตัวแทนของนักศึกษาทั้งมวลนัน่เอง. การจะหาฉันทามติเพื่อนำเสนอต่อสังคมในฐานะตัวแทนนักศึกษานั้นแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และการอาศัยชื่ออมธ.ในการ "แอบอ้าง" ว่านักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยนั้นอยู่ข้าง พันธมิตรฯ นั้นก็เป็นเรื่องที่หาควรไม่ เพราะว่ามันก็ไม่ต่างอะไรกับการทำในกรณีตรงข้ามคือแสดงตัวว่าเราหนุนรัฐบาล แม้จะได้รับเสียงต่อต้านที่ต่างกันก็ตาม
สิ่งเดียวที่อมธ.ทำได้คือ ไม่แสดงว่าสนับสนุน แต่ก็ไม่ขัด และเห็นด้วยในหลักการที่ทุกคนเห็นด้วย เช่น การไม่ใช้ความรุนแรง และการกระทำการใดๆที่ไม่ขัดต่อหลักกฎหมายบ้านเมือง อย่างที่อมธ.ได้กระทำอยู่นั่นเอง รวมถึงแถลงการร่วมต่างๆของเครือข่ายองค์กรนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยด้วย
อย่างไรก็ดี อะไรคือความเหมาะสมในทางปฏิบัติของเรื่องนี้เล่า? สิ่งที่องค์กรนักศึกษาเหล่านี้ได้กระทำอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่องค์กรนักศึกษาอันเป็นตัวแทนของนักศึกษาสามารถกระทำได้แล้วกระนั้นหรือ?
ในความเห็นของผม องค์กรนักศึกษาเหล่านี้สามารถทำได้มากกว่าการประกาศจุดยืนที่เป็นกลางและวางเฉยกับจุดยืนกับนักศึกษารายคนไป. ผมคิดว่า พวกเขาควรใช้เหตุการณ์เหล่านี้เป็นโอกาสในการกระตุ้นการตื่นตัวเชิงการเมืองให้แก่นักศึกษา โดยการทำหน้าที่เป็นตัวกลางข้อมูลข่าวสารทางด้านการเมือง โดยการทำหน้าที่รวบรวมความเห็นของทุกฝ่าย ข่าวจากทุกแหล่ง ความเห็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัยของตน โดยมุ่งหมายเพื่อให้ปัญญาแก่นักศึกษาและผู้คนในสถานการณ์นี้ ในหลายแง่มุมที่สุดที่เป็นไปได้ ละวางความร้อนแรงทางอารมณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเพื่อจะได้มองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
นอกจากนั้น องค์กรเหล่านี้ยังควรทำตัวเป็นผู้กระตุ้นและเปิดเวทีความเห็นทางการเมืองของนักศึกษารากหญ้าในมหาวิทยาลัยของตนให้มากที่สุด เพื่อให้เห็นความเห็นที่หลากหลายของนักศึกษา เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางความคิดที่แตกต่างอย่างสันติ อันเป็นสิ่งที่พึงกระทำ และพึงเกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตย. เวทีเหล่านี้อาจนำไปสู่การได้จุดร่วมระหว่างความเห็นที่แตกต่างในหมู่นักศึกษาก็ได้ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นความคิดของนักศึกษาในเชิงการเมืองอีกด้วย
โดยสรุปคือ องค์กรนักศึกษาควรทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านข้อมูลข่าวสารทั้งจากภายนอกสู่มหาวิทยาลัย และภายในสู่ภายนอก เชื่อมประสานทรัพยากรทางปัญญาทั้งปวงในมหาวิทยาลัยเพื่อนำไปสู่การเกิดสติปัญญาทางการเมืองในฐานะพลเมืองผู้กระตือรือร้นในหมู่นักศึกษาทั้งมวลอย่างสันติ อารยะ และเป็นประชาธิปไตยนั่นเอง
ชล บุนนาค
August 21 แม้กายห่าง แต่ใจไม่ห่าง...วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร รู้สึกอ่อนไหวเป็นพิเศษ ... อัพสเปซเป็น entry ที่สามของวันนี้ภายในหนึ่งชม.แล้วนะเนี่ย แต่ก็เอาเถอะ ช่วงนี้เป็ฯช่วงที่จิตใจมีความปกติมากขึ้นหลังจากได้ยารักษาจาก "พุทธธรรม" ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) มา จึงทำให้สมองและจิตใจเล่นไหลไปตามที่มันควรจะเป็นเสียที ช่วงนี้เป็นช่วงสิ้นสุดของหลายๆอย่าง อย่างตัวผมเองก็จะจบปริญญาโทที่ UEA นี่ในเร็ววันนี้ เพื่อนผมท่ีเมืองไทยก็จบปริญญาโท M.A. econ ที่คณะเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์แล้ว น้องที่ผมรับเข้ามาตอนเค้าอยู่ปีหนึ่งก็กำลังจะจบแล้ว เกือบจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่ทันกันแล้วทีเดียว ... ไม่ต้องพูดถึงโอลิมปิกที่จะหมดสิ้นเดือนนี้ คณบดีที่กำลังจะเปลี่ยน และคณะรัฐบาลที่ไม่มั่นคง (เอ๊ะ ไม่เกี่ยว... !) ความโศกเศร้า อาลัยอาวรณ์ ย่อมมาเยือนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเราต้องลาจากเพื่อนอันเป็นท่ี่รักไปสู่สังคมใหม่ กิจวัตรประจำวันใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยคุ้นเคย และยิ่งเศร้ามากขึ้นเมื่อวันที่จัดกิจกรรมเพื่อรำลึกความหลัง หรืออำลากันนั่นเอง เป็นความเศร้าที่ยินดีจะเศร้ากันล่ะ เพราะถ้าไม่จัดคงจะเสียดายและเศร้าซึมลึกอยู่ข้างในมากกว่า แต่ ... วันนี้เช็คเมล์ก็เห็นเพื่อนๆยังคงติดต่อกันในโลกไซเบอร์กันอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ... MSN อาจจะเป็นที่สำหรับคนที่สนิทกันมากๆอยากคุยกันแบบทันที แต่ที่อย่าง Multiply, facebook, MSN space live, hi5, blogspot, ก็ยังคงเป็นที่ที่ให้เราได้แปะความคิดถึง ความเป็นห่วง ความคิดดีๆ ให้กับเพื่อนของเราได้เสมอ ให้เราได้ติดตามความเป็นไปในชีวิตของเค้าเหล่านั้น และให้รู้ว่า พวกเรายังมีกันและกันอยู่เสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม ขอขอบคุณผู้สร้างสรรค์ช่องทางการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงโลกเหล่านี้ ที่ทำให้คนที่ใจอยู่ใกล้กันก็ยังคงได้ใกล้กันอยู่... แต่คนท่ีตัวใกล้ หรือไกลก็ตาม แต่ใจ ไกลกันนี่ คงช่วยลำบาก ขาดซึ่งใจที่อยากจะคิดถึงกันแล้วอุปกรณ์เหล่านี้ย่อมไม่เป็นประโยชน์อะไร อย่างไรก็ดี ข้อดีของพวกสังคมออนไลน์ที่กล่าวไปข้างต้นนี้ประการนึงก็คือ แม้เราจะคิดถึงเพื่อนแต่ฝ่ายเดียวก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเราก็ยังฝากความคิดถึงเอาไว้ได้ ซึ่งตรงนี้หากเป็น MSN หรือ IM (Instant Messenger) อื่นๆ ก็คงทำให้หงุดหงิดไม่ใช่น้อยเมื่อเราอยากคุยกับเพื่อนและเพื่อนไม่อยากคุยกับเรา ยังคิดถึงเพื่อนๆทุกๆคนเสมอ เป็นเวลาๆไป ... คำซึ้งจาก..Kahill Gibranหลังจากไม่ได้อัพสเปซมานานวันนี้เล่นไปสอง entry เลย ...อย่าลืมอ่าน entry ก่อนหน้านี้ด้วยนะครับ ตั้งใจเขียนพอควร
พอดีแวะไปที่สเปซของเฟิร์ทเพื่อนที่คณะ ช่วงที่ผ่านมาเค้าได้ผจญกับสถานการณ์ของหัวใจมาอย่างโชกโชน ใน entry ล่าสุดของเค้า เค้าได้ใส่คำของ Kahill Gibran ที่ว่าด้วยความรักเอาไว้ ซึ้งมาก เลยอยากให้คนที่มักผ่านมาอ่านสเปซผมได้ดื่มด่ำกับมันด้วย ...ถือเป็นความสุขใจเล็กๆของช่วงเวลาทำ dissertation ก็แล้วกัน :D ----------------------------------------------------- "จงรักกันและกันแต่อย่าสร้างพันธะแห่งความรัก จงเติมถ้วยของกันและกันแต่อย่าดื่มกินจากถ้วยเดียวกัน จงให้ขนมปังแก่กันแต่อย่ากัดจากก้อนเดียวกัน จงร้องและเริงรำด้วยกัน จงมีความบันเทิงแต่... ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว" ,Kahill Gibran ถึงจดหมายฉบับสุดท้าย ของ Fallinlovemania's spaceจริงๆแล้วอยากจะคอมเมนต์ต่อไปใน entry นั้นเลยแต่สงสัยจะยาวไป แต่เนื่องจากคิดว่าตัวเองได้ผ่านประสบการณ์เยี่ยงนั้นมาเหมือนกัน จึงอยากจะแลกเปลี่ยนและย้ำเตื่อนในบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งอาจจะช่วยเธอได้บ้าง ... (ขออนุญาตใส่ลิงค์ไว้ตรงนี้ เพื่อว่าคนอาจจะได้ปะติดปะต่อเรื่องได้บ้าง ... อนุมานว่าไม่น่าจะเป็นไรที่คนอื่นจะอ่านเนื่องจากถูกเผยแพร่ลงใน space หากล่วงเกินต้องขออภัยด้วย ...ทั้งหมดทำด้วยความปรารถนาดี) อ้างจาก : http://fallinlovemania.spaces.live.com/blog/cns!5F4166D983A5E1C3!1411.entry ที่อยากจะบอกก็คือ ... ความเสียใจนั้นเกิดจากการคาดหวังการตอบรับจากฝั่งตรงข้ามที่เสมอกัน หรืออย่างน้อยก็คือยังคงมั่นคงต่อกันอยู่ แต่ แม้เราเสียใจ แต่เราก็มั่นใจกับตัวเราเองได้ว่าเราทำดีที่สุดแล้ว เราเป็นคนที่ซื่อสัตย์ ... แม้อีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นคนจากไป แต่เชื่อแน่นอนว่า ภาพที่เค้ามองตัวเองนั้นคงจะบอกได้ไม่เต็มปากอีกต่อไปว่า เค้าเป็นคน "ซื่อสัตย์" ... หรืออาจจะกระทั่ง ไม่ใช่คนดีก็ได้ ... การสูญเสียความเชื่อมั่นว่าตนเองเป็นคนซื่อสัตย์ เป็นคนดีนั้น มันแย่กว่าความรู้สึกของการถูกนอกใจมากนัก ในวันที่คนนั้นสำนึก แม้กระทั่งหน้าตัวเองก็ไม่อยากเห็น แม้แต่ตัวเองก็ไม่อยากเป็น แม้คำพูดของตัวเอง ตัวเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลย... เป็นวิบากของของการเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ ความดีนั้นมีอยู่ เหมือนเมื่อเราฝังเม็ดมะม่วงลงดินย่อมงอกเป็นมะม่วงให้เรากินแน่นอน แต่เราก็บอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่มันจะโต เมื่อไหร่มันจะมีดอกมีผล เมื่อไหร่มันจะมีรสอะไร ... ความดีของเธอวันนี้อาจจะยังไม่ออกดอกออกผลให้เธอได้ชื่นใจ ... เมื่อความเชื่อมั่น ศรัทธาในเรื่องบางเรื่องของคนที่รักกันไม่เหมือนกันแล้ว เป็นธรรมดาที่ความรักจะต้องหยุดลง ... แต่วันนึงความดีของความซื่อสัตย์ที่เธอสั่งสมไว้ จะออกดอกออกผลให้เธอชื่นชมเอง .. เธอจะมีคำพูดที่หนักแน่น เธอจะมีความอดทน และมุ่งมั่นไม่ย่อท้อสมกับที่ไม่เคยผิดสัญญากับใครแม้แต่ตัวเอง ความหนักแน่นมั่นคงของเธอย่อมดึงดูดคนที่มีลักษณะใกล้กันเข้ามาเจอ ความสบายใจ ความมั่นคงจากการอยู่กับคนซื่อสัตย์และเป็นคนซื่อสัตย์จะทำให้ความรักนั้นราบรื่นผ่านพ้นไปได้เอง ... ถ้าจะไม่มั่นใจในอะไรเลย อย่างน้อยก็ขอให้มั่นใจว่า เมื่อทำดีย่อมจะได้ผลแห่งความดีในอนาคตแน่ เช่นเดียวกับ เม็ดมะม่วงเมื่อปลูกย่อมได้ลูกมะม่วงแน่ แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมอื่นๆด้วยเท่านั้นเอง ว่าเมื่อไหร่มันจะออกผล ... เห็นด้วยอย่างเดียวคือ ความรักนิรันดร์อาจจะไม่มี ที่ว่าอาจจะไม่มีเพราะความรักนั้นมีคนสองคนเป็นองค์ประกอบ ถ้าขาดคนใดคนหนึ่งแล้ว ก็ย่อมเป็นความรักนิรันดร์ไม่ได้ ... นี่อาจจะเป็นความรักชายหญิง ... หรือ ... รักนิรันดร์และไพศาลอาจมีเหมือนกัน แต่เป็นระดับของความเมตตา ... แม้รักกันฉันท์ชายหญิงไม่ได้ ก็ยังรักได้เป็นนิรันดร์ด้วยเมตตา ปรารถนาดีต่อกัน อภัยให้กัน วันนี้เธอเศร้า ... แต่ก้าวต่อไปเธอเลือกได้ |
|
|