Chol 的个人资料อาจารย์บาทเดียว照片日志列表更多 工具 帮助

อาจารย์บาทเดียว

: One baht Lercturer--towards the light
6月7日

คุณภาพจิต กับการศึกษา

ตอนค่ำของวันก่อนได้นั่งคุยกับ ทิงหยู เพื่อนไต้หวันที่มาเที่ยวปารีสด้วยกัน เกี่ยวกับเรื่องการนั่งสมาธิ นอกจากนี้เขายังได้สาธิตและเราก็นั่งสมาธิร่วมกันก่อนที่เราจะเข้านอนกันด้วย  จากการคุยดังกล่าว มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องสมาธิและความรู้ที่อยากจะบันทึกเอาไว้ดังนี้

ทิงหยูบอกว่า เมื่อเราจิตเรามีความเหมาะสมและมีกำลังระดับหนึ่งจากการฝึกสมาธิ ประกอบกับการที่เรามีข้อมูลเบื้องต้นในสมอง จากการอ่านหนังสือ/ฟังครูสอน เราจะสามารถเกิดญาณทัศนะได้ง่ายขึ้น  หรือหากเป็นเวอร์ชั่นที่ extreme กว่านั้นก็คือ จริงๆแล้วความรู้นั้นอยู่รอบๆตัวของเรา เราเพียงแต่ต้องทำจิตใจเราให้พร้อมกับการรับองค์ความรู้นั้น เมื่อเวลามาถึง

ญาณทัศนะในที่นี้ก็คือ ความ “รู้” นั่นเอง นึกถึงจังหวะนึกออก หรือ เกิดความตระหนักในเรื่องบางเรื่อง แล้วรู้สึก อ๋อ หรือ อ่าฮ่า!!! อะไรแบบนี้ เรื่องที่รู้ขึ้นมานั่นก็คือ ญาณทัศนะ ในที่นี้ หรือ ความ “รู้” นั่นเอง

แต่โดยสรุปคือ ความ “รู้” นั้นไม่ได้มาจากการวิ่งหาเอาอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องอาศัยจิตที่พร้อมที่จะ “รู้” คำตอบจากคำถามที่เราตั้งเพื่อหาความรู้นั้นอีกด้วย หากจิตเราไม่พร้อม วิ่งหาเท่าไหร่ก็เจอได้ยาก แต่หากจิตพร้อม แม้เราไม่ได้วิ่งหามันอยู่ จู่ๆมันก็จะโผล่ขึ้นมาให้เราเห็น 

ฉะนั้นสภาพจิตใจที่เหมาะสมจึงอาจเรียกได้ว่าเป็น Necessary  Condition ในการศึกษาหาความรู้ ไม่ว่าจะทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม คำว่า Necessary Condition นั้นหมายถึงว่า  ถ้าเกิดมีสภาพจิตที่เหมาะสม จะสามารถทำให้เกิดความรู้ได้ ในขณะเดียวกัน  การเกิดความ “รู้” ขึ้นนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นจากสภาพจิตที่ไม่เหมาะสมได้ Necessary Condition อีกอย่างนึงที่จำเป็นในความเห็นของผมก็คือ input ในการหาคำตอบ หากมี input เช่นความรู้/ ข้อมูลต่างๆ ที่เหมาะสมจะทำให้เกิด ความ “รู้” ได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน ความพยายามของเราที่ใส่ลงไปในการหาความรู้อาจเรียกได้ว่าเป็น Sufficient Condition ก็ได้ หมายความว่า หากเราใส่ความพยายามลงไป ความ “รู้” ก็สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ การเกิด ความ“รู้”นั้นอาจจะไม่ต้องอาศัยความพยายามก็ได้ จู่ๆก็มา

ความพยายามที่ควรจะใส่ลงไปคือ ความพยายามในการหา input  มากกว่า มิใช่ความพยายามในการคิดเพื่อให้เกิด ความ “รู้” เพราะความ “รู้” ไม่ได้มาจากการ “คิด” แต่มาจากการที่จิตของเรามัน “รู้” ของมันเอง หรือถ้าพูดอีกอย่างก็คือ เราไปบังคับสมองของเราไม่ได้หรอก  สมองมีธรรมชาติในการทำงานของมัน และเมื่อมันทำงานเสร็จคำตอบก็จะ pop - up ขึ้นมาเอง เหมือนกับคอมพิวเตอร์ ที่เราทำได้เพียงการ คีย์ข้อมูลให้สมบูรณ์ ส่วนการประมวลผลเป็นเรื่องของศักยภาพของคอมพิวเตอร์ 

ฉะนั้นหากเราต้องรับมือกับประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน ประณีตมากขึ้นเท่าไหร่ ศักยภาพของจิตเราก็ต้องมีความเหมาะสมกับความละเอียดอ่อน ประณีต ของประเด็นที่เรากำลังต่อกร กับมันอยู่ด้วย  ระดับความประณีตของประเด็นที่เรากำลังต่อกรอยู่ก็คือ ระดับของความเป็นามธรรม (Abstract) ของประเด็นนั่นเอง หากเราประเด็นนั้นมีความเป็นนามธรรมต่ำ เช่น เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตปกติประจำวัน  สมอง มนุษย์ปกติคนนึงก็สามารถจัดการได้ หากเพิ่มระดับขึ้นมาเป็นการทำงานในวิชาชีพหนึ่ง ซึ่งต้องเข้าใจหลักการหนึ่งๆผนวกกับทักษะในการปฏิบัติ การเข้าใจหลักการปฏิบัตินั่นก็จะเป็นอีกระดับหนึ่งของนามธรรม , หากเพิ่มระดับเป็นเรื่องเชิงทฤษฎี อย่างนักวิชาการทำการ ก็ต้องอาศัยคุณภาพ/ศักยภาพของจิตอีกระดับ หากเป็ฯเรื่องเชิงปรัชญา/คณิตศาสตร์ ก็จะเป็นอีกระดับ และเรื่องที่เป็นระดับสูงสุดเท่าที่ผมจะรู้ได้ตอนนี้ก็คือ เรื่องของการพิจารณา “ธรรม” ในพระพุทธศาสนานั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า อย่างผมเองในฐานะนักวิชาการนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคอยดูแลคุณภาพจิตของตนเองให้มีความเหมาะสมกับการรับมือกับประเด็นที่กำลังศึกษาอยู่ให้บ่อย ให้มาก หากพลาดทำคุณภาพจิตตกต่ำ ย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนอย่างมากแน่ๆ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้คุณภาพจิตของเราตกต่ำนั่นโดยมากมักเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับการละเมิดกติกาในอุโบสถศีล หรือ ศีล 8 นั่นเอง

หากเราไปเบียดเบียน/พรากชีวิตคนอื่น ย่อมไม่สบายใจ ย่อมกังวลใจกับความผิดหรือการถูกตามแก้แค้น จิตแบบนี้มาคิดเรื่องวิชาการไม่ได้แน่

หากเราไปทุจริต ขโมยของ แอบขึ้นรถไม่จ่ายตังค์  สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้เรามีความกังวลว่าจะถูกจับได้หรือไม่ได้ นอกจากนี้ การที่เรารู้แก่ใจว่าเราขโมยของ ผมว่ามันทำให้เรามีปมในใจ ซึ่งจะลด self-esteem ของเราลงไปเหมือนกัน จาก
ประสบการณ์ผมว่ามันส่งผลต่อศักยภาพในการคิดของเราไม่น้อย

หากเราหมกมุ่นกับเรื่องกามรมณ์ โดยเฉพาะเรื่องเพศตรงข้ามหรือเร่ืองกิจกรรมทางเพศ (นี่ไม่ต้องพูดถึงไปคบชู้ก็ได้)
จิตใจเราย่อมไม่อยู่กับงานที่ต้องทำเป็นแน่  กิจกรรมทางเพศลดพลังในการทำงานของสมองลงไปด้วย เพราะมันไปหล่อเลี้ยงส่วนอื่นแทน  นอกจากนั้นแล้วยังก่อหมอกมัวๆมาบังจิตเราไม่ให้รู้ในสิ่งที่รู้ได้เมื่อจิตใสกว่านี้อีกด้วย

หากโกหก พูดจาส่อเสียด ยุแยง จิตเราย่อมบิดเบือนไปตามสิ่งที่เราพูด รู้เห็นไม่เป็นตามจริง จิตใจยังตกต่ำและเร่าร้อน เพราะการพูดส่อเสียดยุแยงโดยมากมักมาจากจิตที่มีโทสะหรือความโกรธเป็นส่วนประกอบ ย่อมไม่เหมาะกับการคิดเรื่องวิชาการ การพูดเพ้อเจ้อบ่อยๆ ก็เป็นการฝึกจิตเราให้คิดอะไรไร้สาระ ไร้หลักการ เป็นไปเพื่อความคะนองปากแต่ถ่ายเดียว พลังของจิตใจจึงถูกจัดสรรไปในเรื่องเหล่านั้นบางส่วน จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่นั่นย่อมเทากับเสียโอกาสเอากำลังส่วนนั้นมาคิดเรื่องที่เป็นสาระแน่ และยิ่งทำมากก็ยิ่งเคยชิน จะบังคับให้มาคิดเรื่องซีเรียสก็อาจจะยาก ...

หากกินเหล้า/เมายา  ...คนเราคิดงานไม่ออกตอนกำลังเมาอยู่แน่นอน  นอกจากนี้ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่ามันลดศักยภาพของสมองลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ และการเรียนคืนความจำ (Recall) ยิ่งรับแอลกอฮอล์ยิ่งเรียกความจำได้ยาก อันนี้เป็นประสบการณ์ตรงจากการเล่นดนตรีในร้านอาหาร ถ้เกิดมีแอลกอฮอล์เข้าไปในกระแสเลือดแม้นิดเดียว เนื้อเพลงหายไปใจสมองต่อหน้าต่อตา!!!  การเรียกคืนความจำนี้สำคัญต่อการทำงานของสมองในประเด็นที่ละเอียดประณีต เปรียบเหมือนเราใช้ excel คำนวนข้อมูล เสร็จแล้วมันลืมเอา cell  x ถึง y  มาคำนวนนั่นแหละ คำตอบที่ได้มาย่อมพลาดไปได้

การทานอาหารยามวิกาล ผมเข้าใจว่ายังพออนุโลมได้ เพราะมิฉะนั้นอาจจะหิวกันได้ ... แต่หากละไปด้วยแล้ว นอกจากจะลดน้ำหนักได้ ยังทำให้ไม่ง่วงเวลาทำงานช่วงกลางคืนอีกด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ตื่นไว เพราะจะหิวตอนเช้า ตอนตื่นตอนเช้าก็จะรู้สึกตัวเบาๆ เพราะไม่มีของเสียในท้องต้องถ่ายออกมา

แต่การดูเรื่องบันเทิง นี่ผมว่าเป็นอุปสรรคหลักประการหนึ่งเลยทีเดียว หลายคน รวมถึงผมเอง มีอาการติด Youtube, BBTV , เกมส์ใน facebook ฯลฯ ซึ่งกินเวลของเราไปอย่างมากมาย และส่งผลต่อความสามารถในการบังคับตัวเองให้ทำงานอีกด้วย เรื่องบันเทิงนี้ส่งผลอย่างน้อยสองประการคือ หนึ่ง มันประทับกับใจเราค่อนข้างแน่น เพราะการรับรู้มาอย่างน้อยสองทางคือ ทางตากับทางหู ฉะนั้น ถ้าจิตเราถูกเรื่องบังเทิงบังอยู่ หรือมัน process ซ้ำไปซ้ำมา ย่อมทำให้ไม่สามารถคิดได้อย่างเหมาะสม ต้องใช้เวลานานกว่าจะจูนจิตเราให้มาโฟกัสกับเรื่องวิชาการ  ประการที่สองคือ  มันจะเป็นจุดพักของจิตเมื่อเราเกิดความเครียด และจะทำให้เราเคยตัว เมื่อเราจะทำงานเรามักจะเริ่มเครียด ถ้าเกิดดูพวกนี้บ่อยๆก็จะไม่ได้ทำงานเลย เพราะว่าพอเริ่มเครียดมันเข้าไปเรื่องบันเทิงก่อนเลย ไม่ทำงาน พอไม่ทำงานก็เครียดเพิ่ม พอเครียดเพิ่มก็ไปดูเรื่องบันเทิง เป็นวงจรอุบาทว์อย่างนี้เรื่อยๆ

 ผมจึงคิดว่า เราควรต้องจัดเวลาเรื่องบันเทิงให้ชัดเจน เหมือนตอนเด็กๆที่พ่อ/แม่เราต้องคอยกำหนดเวลาดูทีวีหรือเล่นเกมส์ให้เรานั่นเอง แต่ถ้าคุมตัวเองให้ไปวุนวายกับเรื่องนีวันเสาร์อาทิตย์ได้ก็น่าจะดี เพราะเราจะได้โฟกัสกับงานในวันธรรมดาให้เต็มที่ และไม่ต้องเสียใจหากจะพักในวันสุดสัปดาห์

ส่วนเรื่องของการเว้นจากการนั่งนอนบนที่สูง ยังไม่ค่อยเห็นความสัมพันธืเท่าไหร่ นอกเสียจากว่าจะทำให้ตื่นนอนตอนเช้าได้ลำบากกว่าการนอนพื้น แต่อันนี้ก็ขึ้นกับสุขภาพหลังของแต่ละคน ตอนผมนอนพื้นแล้วตื่นไว เพราะไม่มีอะไรจะต้องไปติดใจกับพื้นไม้  ในทางกลับกัน เตียงนุ่มๆต่างหากที่มักจะดูดเราไว้ หรือดูดเราลงไป (ตอนนอนพื้นไม่มีอะไรดูดเลยแฮะ --“)

ผมประมวลสิ่งนี้ได้จึงอยากจะแบ่งปันกัน คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังเรียนอยู่เหมือนๆกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การเรียนรู้เรื่องสมาธิที่ถูกต้องตามหลักศาสนาใดก็ตาม รวมถึงการฝึกสติปัฎฐานตามแนวพระพุทธศาสนาจะช่วยในการเพิ่มศักยภาพของจิตเพื่อการศึกษาได้
5月29日

What is Neoclassical Economics?

วันนี้เรียนวิชา Empirical Institutional Economics สอนโดยศาสตราจารย์ Jon Groenewegen จาก TU Delft เรียนเรื่องเกี่ยวกับการเปรียบเทียบเศรฐษศาสตร์สถาบัน (Institutional Economics; IE) กับเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิค (Neo-Classical Economics; NCE)

เนื่องจากจำได้ว่า พวกเราที่เดนฮากหลายคนเคยตั้งคำถามกับผมไว้ว่า ตกลงแล้ว NCE นี่มันคืออะไรกันแน่นั้น ผมคิดว่าบทความที่อ่านในวันนี้น่าจะช่วยให้กรอบกว้างๆได้บ้าง บทความนี้ชื่อ What is Neoclassical Economics? เขียนโดย Christian Arnsperger และ Yanis Varoufakis ตีพิมพ์ลงในวารสาร Post-Autistic Economics Review เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2006 อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่ชำนาญใน NCE อาจจะมีข้อถกเถียงบางประการ แต่ผมก็คิดว่า กรอบที่ผู้เขียนวางไว้ให้กรอบที่โอเคเลย

ก่อนจะเข้าเรื่อง หลายคนอาจจะเตะตากับชื่อวารสาร Post-Autistic Economics Review คำว่า Autistic Economics ก็คือเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนั่นเอง เค้าเรียกว่า Autistic Economics เพราะว่า เศรษฐศาสตร์เริ่มพัฒนาไปในทางที่เริ่มพูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง ก้มหน้าก้มตาอย่กับสูตรและตัวเลขของตัวเอง ไม่สุงสิงสาขาอื่น รวมถึงไม่สามารถอธิบายโลกจริงๆได้อีกด้วย !!

อาจารย์เล่าให้ฟังว่า วารสารนี้มีจุดเริ่มต้นจากประเทศฝรั่งเศส ที่ซึ่งสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์นั้น Main stream มากๆ และนักเรียนที่นั่นก็อยากจะให้ทางมหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงหลักสูตร เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต และนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่นั่นก็ค่อนข้างต่อต้านเรื่องนี้อย่างจริงจัง นักเรียนและนักวิชาการที่ต้องการการเปิดกว้างจึงสร้างชุมชนและวารสารนี้ขึ้นมาเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับ เศรษฐศาสตร์กระแสรองมากขึ้น ฉะนั้นด้วยความกดดันเหล่านี้ ในบทความ บางทีเราจะได้กลิ่นของความโกรธแค้นอยู่บ้าง สำหรับในประเทศเนเธอร์แลนด์อาจารย์บอกว่า เค้าไม่ต่อต้านหรอก เค้าแค่ไม่สนใจไปเลยต่างหาก อย่างที่ Erasmus นี่คณะเศรษฐศาสตร์นั้นขอให้คนที่ทำงานกระแสรองไปทำที่อื่นแทน

เอาล่ะ มาเข้าเรื่อง...

ประเด็นของการเขียนบทความนี้ก็คือ เนื่องจากว่า เหล่านักเศรษฐศาสตร์กระแสรองพยายามจะโจมตี NCE แต่หลายๆครั้งคำโจมตีเหล่านั้นมักจะพลาดเป้า เพราะนักเศรษฐศาสตร์ NCE ก็บอกว่า จริงๆแล้วมันไม่มีหรอก NCE น่ะ มีแต่ Scientific Economics และตัวทฤษฎีก็พัฒนาไปจนกระทั่งข้อโจมตีเดิมๆถูกแก้ไปแล้ว และพัฒนาไปสู่ทฤษฎีที่ครอบคลุมโลกความเป็นจริงมากขึ้น ผู้แต่งจึงมองว่าหากเราระบุได้ว่า NCE นี่มีลักษณะเป็นอย่างไร เราจะสามารถถกเถียงมันได้ชัดเจนและถูกเป้ามากขึ้น

ผู้เขียนเสนอว่า ลักษณะสำคัญของ NCE มี 3 ประการ โดยดูจากลักษณะวิธีการศึกษาดังนี้
    1.    Methodological Individualism
    2.    Methodological Instrumentalism
    3.    Methodological Equilibration

1. Methodological Individualism (MI ; ตัวย่อนี่คิดเองเพื่อความสั้นครับ) คือ วิธีการศึกษาปรากฎการณ์ทางสังคมที่ให้ความสำคัญกับปัจเจกชนเป็นหลัก ปัจเจกชนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา ปรากฎการณ์ทางสังคมใดๆก็ตาม โครงสร้างสังคมใดๆก็ตามต่างเกิดขึ้นจาก พฤติกรรมของปัจเจกชน และการปฏิสัมพันธ์กันของปัจเจกชน

บทความของ Hodgeson ที่อ่านในวันเดียวกันนี้ได้ขยายความเกี่ยวกับMI เอาไว้อย่างเข้าใจได้่ง่าย โดยสรุปคือว่า คอนเซปของ MI นั้นจริงๆแล้วค่อนข้างสับสนพอสมควร เนื่องจากนักเศรษฐศาสตร์เองไม่ค่อยจะเขียนชัดเจนมากนักว่า ข้อสมมติที่เกี่ยวข้องกับวิธีการศึกษาของเขาคืออะไร แต่เท่าที่รวบรวมได้ก็คือว่า มีตั้งแต่วิธีการศึกษาที่ศึกษาเฉพาะปัจเจกชนเท่านั้น ไม่สนใจโครงสร้างทางสังคมเลย จนกระทั่ง โครงสร้างทางสังคมและสถาบันเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการวิเคราะห์ แต่ทั้งสองอย่างต่างเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ของคนในสังคม ในขณะเดียวกัน ก็มีส่วนในการกำหนดพฤติกรรมและการปฏิสัมพันธ์ของคนในเวลาเดียวกัน MI ในแบบแคบแบบแรกนั้น ในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปไม่ได้เนื่องจากพอพูดถึงปัจเจกชน หรือ identity ของเขา เรื่องภาษา วัฒนธรรมก็เข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว หรือ General Equilibrium Model ก็ยังมีราคาที่เป็นตัวกลางระหว่างปัจเจกชนและก็เป็นโครงสร้างในสังคม

โดยสรุปคือ หนึ่งคุณสมบัติของ NCE คือ จะเอา ปัจเจกชนเป็นศูนย์กลางในการศึกษา หรือ วิธีการอธิบายปัจจัยเชิงสังคมอื่นๆจะต้องมีความเชื่อมโยงและเป็นเหตุมาจากการปฏิสัมพันธ์กันของปัจเจกชน ไม่มีปัจจัยเชิงสังคมใดๆเลยที่คงอยู่ได้แม้ไม่มีมนุษย์อยู่

2. Methodological Instrumentalism (MI2) คือ วิธีการศึกษาที่เชื่อว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเป็นเครื่องเพื่อตอบสนองเป้าหมายเท่านั้น เป็นตัวที่บ่งบอกถึงเป้าหมายของมนุษย์ ตอนแรกที่ผมเห็นอันนี้ก็คิดในใจว่า มันมีด้วยเหรอทฤษฎีที่ไม่ได้มองพฤติกรรมเป็นลักษณะนี้ พอนึกดีๆก็ตอบได้ว่า มีอยู่ อย่างน้อยก็คือทฤษฎี Evolutionary Game Theory ทฤษฎีนี้ แม้จะใช้ลักษณะการแสดง payoff ของทฤษฎีเกมส์ แต่ผู้เล่นในเกมส์ไม่ได้เลือกตามความต้องการของตน แต่พฤติกรรมได้ถูกกำหนดตายตัวเอาไว้แล้ว

อย่างไรก็ดี คำว่า Instrumentalism ที่ผมเคยศึกษาจากคอร์สวิชา Methodology of Economics หรืออะไรประมาณนี้มีความหมายที่ต่างไป ความหมายของคำว่า Instrumentalism ที่ว่านี้คือว่า ตัวทฤษฎีที่คิดขึ้นที่ใช้สำหรับการศึกษานั้น ไม่มีความจำเป็นจะต้องสมจริงแต่อย่างใด สมมติฐานไม่ต้องสมจริงก็ได้ แต่หากมันใช้การได้ ให้คำอธิบายหรือทำนายได้อย่างมีเหตุมีผล และมีแนวโน้มถูกต้อง ก็นับว่าใช้ได้ ซึ่งผมเองคิดว่า การตีความ Instrumentalism แบบนี้ ดูจะตรงกับเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมากกว่า คือ ตรงกับสิ่งที่ Milton Friedman กล่าวไว้ ใน the Methodology of Positive Economics ที่มีอิทธิพลต่อวงการเศรษฐศาสตร์กระแสหลักหลังจากนั้นเป็นอันมาก

3. Methodological Equilibration คือวิธีการศึกษาที่มีความเชื่อเบื้องหลังว่า พฤติกรรมใดๆก็ตามของปัจเจกชน หรือตัวแปรบางอย่างจะมีจุดดุลยภาพ หรือเป็นสถานการณ์/รูปแบบพฤติกรรมที่ จะเกิดขึ้นเสมอๆ ไม่ต่างไปจากนี้ เว้นแต่ว่าจะมีปัจจัยภายนอกที่ทรงพลังเข้ามามีบทบาท หากเป็นเพียงปัจจัยเล็กๆน้อยๆ พฤติกรรมอาจจะออกจากรูปแบบ (Pattern) ไปบ้าง แต่ก็จะกลับสู่รูปแบบเดิมในไม่ช้า

อย่างไรก็ดี จุดนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนของการอธิบาย NCE แบบนี้เพราะในปัจจุบันทฤษฎีเศรษฐศาสตรืกระแสหลักก็มีการอธิบาย disequilibrium แล้ว อย่างไรก็ดี เรอาจจะมองได้กว้างๆว่า หากมีการคำนึงถึงดุลยภาพแล้วละก็ อาจจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นทฤษฎีในข่าย NCE
ส่วนที่เหลือของบทความมีการอธิบายเอาไว้ด้วยว่า เหตุใด เศรษฐศาสตร์กระแสหลักจึงกลายมาเป็นกระแสหลักได้ด้วย แต่หากอยากอ่านก็ลองติดต่อมาจะลองส่งบทความไปให้อ่านเพิ่มเติมดูครับ

เสริมเพิ่มเติมจากบทความอีกหน่อยหนึ่งว่า ไม่อยากให้สับสนกับ NCE ในการแบ่งสำนักเศรษฐศาสตร์มหภาคนะครับ คือ มันมีการแบ่งสำนักคิดตามวิธีการศึกษา (Methodology) และตามประเด็นศึกษา (Subject) ที่กล่าวข้างต้นเป็นการแบ่งสำนักคิดตามวิธีการศึกษา (Methodology) แต่หากดูตามประเด็นศึกษา (Subject) ละก็ จะแยกออกได้เป็นหลายสาขามาก เช่นเศรษฐศาสตร์การเงิน , การคลัง, พัฒนา, เกษตร, หนึ่งในนั้นคือเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) ทีนี้ ในเศรษฐศาสตร์มหาภาคนี่เองที่มีการแยกเป็นสำนักตามลำดับเวลา เช่น สำนักคลาสสิค , Keynesian, Monetarist, New classical economics , ฯลฯ การแบ่งในระดับย่อยนี้อาจมีส่วนซ้อนเหลื่อมกับการแบ่งในระดับวิธีการศึกษาบ้างแต่จะไม่กล่าวถึงในที่นี้เนื่องจากจะทำให้ประเด็นซับซ้อนไปมากกว่านี้ สำหรับลักษณะของ NCE ในเศรษฐศาสตร์มหภาคนั้น สามารถหาอ่านได้ใน Textbook เศรษฐศาสตร์มหภาคทั้งระดับพื้นฐาน Z (Basic) และระดับกลาง (Intermediate) ได้ทั่วไปครับ

ก็หวังว่าจะให้ภาพ NCE ได้ไม่มากก็น้อย ครับ สามารถถกเถียงหรือตั้งคำถามได้นะครับ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวผม และคนอ่านคนอื่นๆครับ

บรรณานุกรม
Arnsperger C., Varoufakis, Y. (2006) What Is Neoclassical Economics?. Post-Autistic Economics Review . Issue 38, article 1.

Hodgson, G.M. (2007) Meaning of Methodological Individualism. Journal of Economic Methodology, 14(2), June, pp.211-26

Friedman, Milton. [1953] 2007. The Methodology of Positive Economics. In the Philosophy of Economics, ed. Daniel M Hausman, 145-178. New York: Cambridge University Press.
4月2日

ดูตัวเอง 02.04.09

รู้วิธีจัดการกับเสียงรบกวนในหัวแล้ว

สองสามวันมานี้นั่งอ่านหนังสือแล้วชอบมีเพลงที่ช่วงนี้ฟังบ่อยๆขึ้นมารบกวนในหัวตลอดเวลาทำให้อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง เสมือนว่ามีคนมาเปิดเพลงดังอยู่ใกล้ๆ

และเราก็พบว่าเสียงในหัวเรามันเบากว่าเสียงเพลง เลยทำให้จิตเราไปจับกับเพลงในหัวมากกว่าเนื้อหาที่กำลังอ่านอยู่

ก็เลยปิ๊งไอเดียแล้วลองใช้แล้วค่อนข้างเวิร์ค ก็คือ  ถ้าเสียงในหัวมันดังกว่าเสียงที่เราอ่านในใจ เราก็อ่านนอกใจซะเลย อ่านนอกใจคืออ่านออกเสียง เสียงข้างนอกย่อมดังกว่าเสียงในใจเป็นธรรมดา ฉะนั้นพออ่านออกเสียงแล้ว มันก็กลบเสียงเพลงในหัวไปโดยปริยาย

นอกจากนี้พอจิตเรามันจับกับเสียงอ่านของเรา ไม่ว่าจะอ่านผิดอ่านถูกยังไงก็ตาม มันก็เกิดสมาธิตามมาด้วย สภาวะที่จิตวิ่งออกไปตามสิ่งนอกตัวมันก็ลดลงไปมากเลยทีเดียว เพราะมันมีหลายอย่างให้โฟกัส ให้ทำงานแล้ว เช่น อย่างน้อย ก็ปากก็จะต้องขยับ เสียงจะต้องออกมา ต้องกวาดตา ขีดเขียน เท่านี้ก็ทำให้จิตมางานทำมากพอที่จะไม่วิ่งออกไป

แต่ประเด็นสำคัญคือ บางทีออกเสียงไปแล้วเราอาจจะลืมดูเนื้อหาไปเพราะเน้นกับการออกเสียงอยู่ (ไม่รู้คนอื่นเป็นหรือเปล่า) ก็เลยต้องเตือนตัวเองนิดนึงว่ากำลังอ่านเอาเนื้อหาอยู่ และอย่าลืมขีดจุดสำคัญหรือ Take Note ไปด้วย  

เพิ่งอ่านจบไปบทความนึง กำลังจะลองบทความอื่นละ ทดสอบๆๆๆ ว่าได้ผลหรือเปล่า


4月1日

สู้กับสมาธิสั้น

ขอเขียนอะไรสักหน่อยเถอะ หลังจากไม่ได้เขียนมานาน

วันนี้ไม่อยากไปเรียนเลย เพราะว่า อ่านหนังสือที่ควรจะอ่านไม่จบ และก็ คาดว่าจะทำให้อ่านหนังสือที่ต้องอ่านให้จบในวันต่อไปไม่จบ และก็รู้สึกว่าจะทำ Essay วิชาของ Roger Backhouse ไม่ทัน และก็จะเขียน Letter of proposal  อันใหม่ที่ควรจะปรับไม่ทันด้วย

ทั้งนี้ทั้งนั้น มันควรจะทันทั้งหมดนี่แหละถ้าเราทำตามแผนได้ ...แต่เราทำตามแผนไม่ได้

หลักๆตอนนี้คือ รู้สึกว่าอ่านอะไรก็ไม่เข้าหัว สมาธิสั้นไปหมดตลอดเวลา ไม่รู้เป็นอะไร  สันนิษฐานว่าเป็นเพราะสายตาสั้นหรือเปล่า แต่ไม่น่าใช่ เพราะวันที่อ่านหนังสือรู้เรื่องก็มีอยู่ หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าเราการไม่อาบน้ำตอนเช้ามีผลต่อการ concentrate ตลอดวันก็ได้ หรือไม่ก็เป็นเพราะว่า เราห่างหายจากการนั่งสมาธิมานาน หรือไม่ก็เป็นเพราะว่า มันยังไม่ไฟลนก้นมากพอ เลยทำให้ไม่ตั้งใจอ่าน หรือไม่ก็ที่นั่งมันไม่มั่นคง ไม่เหมาะกับการอ่านหนังสือ

ตอนนี้ต้องเอาใหม่ ... ลองใหม่

ลองหยุดฟังเพลง ทำตัวให้เป็นปกติมนุษย์ เช่นตื่นเป็นเวลา กินข้าวเป็นเวลา อาบน้ำเป็นเวลา เป็นต้น พยายามฝึกสติระหว่างอ่านหนังสือ (ตามคำแนะนำจากนิตยสารธรรมะใกล้ตัว) สมาธิไม่ยาวไม่เป็นไร แต่เวลาหลุดให้รู้ให้ไว จะได้กลับมา focus ต่อ สมาธิสั้นที่กระพริบต่อเนื่องก็จะกลายเป็นสมาธิยาวเอง เหมือนไฟนีออน (อันนี้อาจจะไม่ได้มาจากธรรมะใกล้ตัว) นั่งสมาธิให้มากขึ้นด้วย เป็นการฝึกไปในตัว

สู้โว้ยยยย !!
3月24日

เค้าคอมเมนต์อะไรเวลาคอมเมนต์บทความวิชาการ

วันนี้ที่คณะมีสัมมนาของนักศึกษา Research master และ Ph.D.  เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกวันจันทร์ของที่คณะ แต่ละสัปดาห์จะมีนักศึกษา Research master ปีสอง และนักศึกษาปริญญาเอกมานำเสนอ ในบางสัปดาห์ก็จะมี สลับกับ Research Seminar ที่จะเชิญนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆมานำเสนอบทความด้วยเหมือนกัน นักวิชาการเหล่านี้หลายคนมีชื่อเสียงในวงเศรษฐศาสตร์ และปรัชญาพอสมควรทีเดียว

สัมมนาแต่ละครั้งก็จะมีคนคอมเมนต์ (Commentator) จำนวนสองคน  ตลอดที่ผ่านมาไม่เคยลองสรุปบทเรียนดูซักทีว่า คนคอมเมนต์ปกติเค้าคอมเมนต์อะไรกัน วันนี้ได้โอกาสเลยจะลองสรุปบทเรียนดู เพราะว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเองและคนท่ีมาอ่านด้วย 

ผมเข้าใจว่าการคอมเมนต์บทความวิชาการอาจจะแยกได้เป็น สามกลุ่มด้วยกัน

กลุ่มแรกเป็นการคอมเมนต์เกี่ยวกับ “วิธีการนำเสนอ” ของบทความ ในส่วนนี้คนคอมเมนต์มักจะพยายามทำความเข้าใจผู้เขียนว่า มีความตั้งใจอย่างไร มีจุดประสงค์ในการเขียนอย่างไร ตัวบทความที่เขียนนั้นตอบโจทย์ที่ตัวผู้เขียนตั้งเอาไว้เองหรือไม่ ในส่วนนี้เท่าๆที่ฟังมา พวกป.โท ป.เอกบางทีมีปัญหาว่า เขียนไม่ชัดว่าตกลงที่เขียนบทความนี่ต้องการอะไรกันแน่ อะไรคือคำถาม อะไรคือ ประเด็น บางทีมันไม่ชัด บางครั้งมีสองประเด็นในบทความเดียวและไม่เชื่อมกัน เป็นต้น  ต่อมาคือ บางทีโจทย์ชัดจริง แต่ว่าสิ่งที่นำเสนออาจจะเบี่ยงประเด็นไป หรือไม่ตอบโจทย์ หรืออาจจะมีวิธีอื่นที่อาจจะตอบได้ดีกว่านั้น มีบางประเด็นที่ถ้าให้ความสำคัญอาจจะทำให้ประเด็นชัดกว่านี้  คนคอมเมนต์ก็จะให้คำแนะนำ  ทั้งนี้เพื่อการพัฒนาบทความโดยรวม

กลุ่มที่สอง เป็นการคอมเมนต์แบบต้องการ “ความชัดเจน ” ในหลายครั้งคนเขียนบทความใช้คำเฉพาะ หรือคำบางคำที่อาจจะตีความหมายได้หลายแบบ แต่ว่าในบทความไม่ได้ขยายความหรือตกลงกับผู้อ่านให้ชัด คำเหล่านี้อาจนำไปสู่การเข้าใจผิดหรือการถกเถียงในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องได้ หรือนำไปสู่การสร้าง argument ที่ไม่ชัดเจน ไม่เข้มแข็งได้ ในจุดนี้ คนคอมเมนต์ก็มักจะชี้ประเด็นและให้คำแนะนำ

กลุ่มที่สามคือ เป็นการคอมเมนต์แบบ “ตอบโต้กับตัวเนื้อหาโดยตรง” อันนี้หมายความว่า สมมติว่าผู้เขียนเสนอ A แต่คนคอมเมนต์อาจจะไม่เห็นด้วย และคิดว่า B มากกว่า เป็นต้น  อย่างไรก็ดี วันนี้ลองสังเกตดู ประเด็นไหนจะถูกคอมเมนต์ในกลุ่มนี้นั้นขึ้นอยู่กับ Background ของคนคอมเมนต์ค่อนข้างมาก เท่าที่เห็นคือ คนคอมเมนต์มักจะคอมเมนต์ในประเด็นที่ตนเองมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ประเด็นใดที่ไม่รู้ไม่เชียวชาญมักจะไม่โผล่ขึ้นมาเตะตาให้คอมเมนต์มากนัก  ผมว่าในประเด็นนี้ทำให้เราเข้าใจอย่างน้อยสองประเด็นคือ 1) หากมีคนจากหลาย Background มาช่วยคอมเมนต์ก็จะทำให้งานของเราแหลมคมมากขึ้น 2) ถ้าเราเป็นคนคอมเมนต์ก็ไม่ต้องกังวลว่าคอมเมนต์ของเราจะดีไม่ดี ผิดหรือถูก ทั้งนี้เพราะประเด็นในการคอมเมนต์มันขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละคน ซึ่งต่างกัน และคนเขียนเองก็ย่อมอยากได้คอมเมนต์ที่หลากหลายมากกว่าคอมเมนต์ซ้ำๆเดิมเป็นแน่

สำหรับผมผมมองว่าการคอมเมนต์กลุ่มสุดท้ายนี้เป็นการคอมเมนต์ที่เป็นประโยชน์ต่องานเขียนค่อนข้างมาก เพราะว่า มันจะช่วยพัฒนา Argument ของผู้เขียนให้แหลมคมยิ่งๆขึ้นไป คอมเมนต์กลุ่มนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้เขียนคาดหวังมากที่สุด  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับผู้เขียนเองว่า จะเขียนได้ชัดเจนและตอบโจทย์ของตัวเองได้ดีขนาดไหน  ในส่วนของคนคอมเมนต์เอง ผมคิดว่าต้องรู้ตัวสักหน่อยว่าเรามีความเชี่ยวชาญในเรื่องอะไร เพื่อจะได้เลือกถูกว่าเราควรจะคอมเมนต์บทความนี้หรือไม่ ถ้าเราเลือกคอมเมนต์บทความที่เรามีความรู้อยู่บ้างและเราสนใจ มันก็จะเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเราและผู้เขียนเองด้วย


2月28日

Chol and the Casino

วันนี้ได้ไปออกแรงช่วยน้องปุ๋ยย้ายบ้าน เสร็จแล้วจึงไปทานข้าว และหลังจากนั้นพวกน้องๆก็พาไปลองเล่นที่ Casino ใน City Center 


รอบ นี้เป็นรอบแรกของผม ลองไปเล่น รูเล็ตกับ  Slot Machine เอาเข้าจริงๆก็ไม่รู้มันเล่นยังไงหรอกนะ ลองใส่ไปยูโร สองยูโร  พยายามคิดหาวิธีที่จะทำให้ความเสี่ยงต่ำและคุ้มทุน หรือพูดเป็นภาษาเศรษฐศาสตร์ก็คือ พยายามจะหา Dominant Strategy สำหรับการเล่นรูเล็ต แต่มันก็ได้บ้างไม่ได้บ้างไปตามเรื่อง แต่ที่แน่ๆคือ Rate of Return นี่ต่ำลงเรื่อยๆ ซักพักเลยเลิกเล่น  เสียไป 4 ยูโรหลังจากหักลบกลบหนี้แล้ว จากนั้นก็ไปลองเล่น Slot Machine ด้วยความมั่ว ใส่ไป 2 ยูโร กดไปกดมา ปรากฎว่า เงินมันหล่นออกมา 7 ยูโร เลยลองอีกที ใส่ไป 2 ยูโร ทีนี้มันออกมาแค่ ยูโรเดียว ก็เลยเลิก เพราะว่า คุ้มทุนพอดี


ระหว่าง นั้นมีป้าคนไทยคนนึงเดินเข้ามาคุยด้วย จริงๆเห็นป้าแกตั้งแต่เข้ามาแล้วแต่ไม่ได้ทักทาย ป้าแกก็คงสังเกตอยู่เหมือนกัน ซักพักแกก็เข้ามาแนะนำ บอกว่า ถ้าเล่นไม่เป็นอย่าเล่นดีกว่า เพราะมันกินตังค์ ป้าแกเชี่ยวชาญในเรื่องบ่อนมาก สงสัยอยู่มานานและเข้าบ่อยมากๆ ปัญหาคือ เวลาแกอธิบายซักพักแกจะพูดดัชต์ และก็ดูจะไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเวอร์ชั่นภาษาไทยได้ โดยเฉพาะในเรื่องบ่อนนี่ 


แต่ ที่จับได้ชัดๆก็คือ แต่ละบ่อนเค้าจะต้ังเครื่องมือไว้ไม่เหมือนกัน แต่ pattern  อาจจะคล้ายๆกัน คือ แรกๆเค้าก็จะให้เราเล่นให้ได้ใจก่อน และเล่นต่อ แต่หลังจากซักพัก มันจะเริ่มออกแบบเบี่ยงหลบ คือ คล้ายกับว่าเครื่องมันเรียนรู้ pattern การวางเดิมพันและการเดาของเรา รวมถึงมันคำนวนตอนที่ทุกคนวางเดิมพันไปแล้ว และก็หลบทุกๆ choice ที่ทุกคนเลือก และก็กินตังค์ของทุกคนไปตามระเบียบ แต่ว่าความโหดของการหลบหลีกของเครื่องก็ขึ้นกับแต่ละที่ด้วย บางที่เอาตังค์อย่างเดียวเลย บางที่ให้เราได้บ้างพอใจชื้น 


ผม ค่อนข้างทึ่งกับคนที่คิดเกมส์พนันพวกนี้พอควรทีเดียว เพราะมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย อย่างน้อยในความสามารถของผม ที่เราจะสามารถหา Dominant Strategy สำหรับการเล่น เพราะไม่ว่าจะคำนวนทางไหนอย่างไร ถ้าไม่เท่าทุนพอดี ก็จะขาดทุนอยู่ดี ทางเดียวคือ ถ้าไม่เป็นเจ้าบุญทุ่ม เสี่ยงมากได้มาก ก็ต้องเดาอย่างเดียว และยิ่งถ้าเจอเครื่องแบบกินตังค์อย่างที่ว่าแล้วละก็ ยากนักที่จะได้ทุนคืน อย่าว่าแต่กำไรเลย  


กลาย เป็นว่า เรือ่งกำไรนี่ มันสำคัญที่ว่า เราจะรู้จัก “หยุด” หรือ “พอ” เมื่อไหร่ต่างหาก ถ้าเรารู้จักพอเมื่อเราได้ และก็หยุดเล่นในตอนที่เรามีกำไร แม้จะเล็กน้อยแล้วก็ตาม เราก็ได้กำไรชัวร์ แต่ก็อาจจะเสียโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนมากกว่านี้ แต่ผลตอบแทนที่ว่าก็มีความเป็นไปได้ที่ต่ำพอควร ... ตรงจุดนี้ล่ะ ถ้าความอยากชนะเราเมื่อไหร่ล่ะก็ ได้ถลำตัวไปลึกและก็เสียมากขึ้นแน่ๆ เมื่อเสียก็อยากจะได้คืน ... ถ้าได้ก็จะอยากลองให้ได้มากกว่าเดิม ก็จะวนเวียนอย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น เข้าอารมณ์ผีพนันเข้าสิงเลยทีเดียว 


คน ที่เล่นพนันบ่อยๆเท่าที่สังเกตคนที่เล่นแบบเซียนๆในร้าน ผมไม่เห้นใครมีหน้าตามีความสุขซักคน ทุกคนจะอยู่ในภาวะเครียดแบบกดๆ ตลอดเลย หน้าจะดูหมองๆชอบกลด้วย ตัวผมเองลองสังเกตตัวเองตอนอยู่ใน Casino ก็รับความเครียดของสถานที่ได้อย่างชัดเจนถึงกับทำให้หัวตึ้บๆเลยทีเดียว ไม่ดีกับสุขภาพจริงๆ 


จาก นี้ผมก็เรียนรู้ว่า อย่าไปเข้าเลย Casino เพราะการได้เงินที่มีความแน่นอนกว่านั้นด้วยกำลังแรงกายของเรามีอีกตั้งหลาย ทางเลือก สภาพจิตใจเราจะดีด้วย พระท่านว่า การทำงานและได้ผลจากกำลังของเราเองนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้คนธรรมดาอย่างเราๆมี ความสุขอย่างหนึ่ง  


นอกจาก นี้ พระท่านยังว่า การพนันเป็น “อบายมุข” อีกด้วย  “อบาย” แปลว่า ที่ต่ำ ความเสื่อม  “มุข” คือ ประตู  อบายมุข คือประตูสู่ความเสื่อมนั่นเอง เสื่อมในทรัพย์ และเสื่อมในเรื่องอื่นๆด้วย เช่นเรื่องสุขภาพเป็นต้น   นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้เราทำผิดศีลอีกด้วย สืบเนื่องมาจากเมื่อเล่นพนันแล้ว ความโลภมันถูกกระตุ้น  ความคาดหวังที่ไม่ได้รับการตอบสนองก็ไปกระตุ้นโทสะ สภาวะอย่างนี้เสี่ยงมากต่อการไปมีเรื่องมีราว ที่จะทำให้ผิดศีลข้อ 1,2, และ 4 คือ อาจจะไปทำร้ายหรือฆ่าใคร , อาจจะไปขโมย ไปโกงใคร และต้องมาโกหกได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะนำไปสู่ความลำบากและความทุกข์อันสลับซับซ้อนอีกมากมาย ...​


ฉะนั้นอย่าไปที่ประตูเลยจะดีกว่า 


เรื่อง นี้อาจโยงไปถึงสมัยก่อนที่มีข่าวว่า รัฐบาลจะเปิดบ่อนแบบทางการเพื่อเอาตังค์จากนักท่องเที่ยวหรืออะไรก็ตาม ถ้าลองเชื่อมประสบการณ์วันนี้กับเรื่องนี้ ผมคิดว่า รัฐบาลไม่ควรเปิดบ่อน เพราะเป็นการเอาประตูความเสื่อมมาวางเอาไว้อย่างโจ่งแจ้งเลย คือ แต่เดิมมันมีอยู่ก็จริง แต่แอบๆอยู่ ก็ให้มันแอบๆไว้ก็น่าจะดีอยู่ การเปิดบ่อนอย่างเป็นทางการนอกจากจะเป็นการเปิดทางให้คนไปสู่ความเสื่อมมาก ขึ้นแล้ว ผมว่าประเทศชาติก็จะเสื่อมตามไปด้วย 


น่ี ไม่ใช่เฉพาะบ่อนเพียงเท่านั้น แต่รวมถึง โรงงานยาสูบ สนามม้า และหวยด้วย  การที่รัฐบาลเป็นคนขายตัวที่ประตูอบาย เอาเงินไปใช้ “พัฒนา” ประเทศเนี่ย มันมีค่าเสียโอกาสเยอะเหมือนกันนะครับ  เวลา, ทรัพยากร ทั้งในเชิงสุขภาพ,ตัวเงิน และอื่นๆ ที่คนใช้ไปกับกิจกรรมเหล่านี้ สามารถเอาไปทำกิจกรรมอื่นๆที่มีผลิตผลทางเศรษฐกิจได้ ก็เสียไปกับสิ่งเหล่านี้  


นอกจาก นี้ พอรัฐบาลวางใจว่าอย่างน้อยได้เงินจากตรงนี้มาง่ายๆ ผมว่ามันก็ลดแรงจูงใจ ลดแรงกระตุ้นของรัฐบาลที่จะพัฒนาประเทศอย่างจริงจังด้วยครับ เพราะว่า หากไม่มีเงินในส่วนนี้ รัฐบาลจะต้องมองเรื่อง Tax อย่างจริงจังมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการกระจายรายได้ของประเทศ รัฐบาลจะต้องมองเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายการศึกษาให้มากขึ้นและจริงจังกว่าเดิม เพราะว่า รัฐบาลก็ต้องพยายามทำให้เศรษฐกิจโต ทำให้คนมีงานทำ ให้คนทำธุรกิจได้ผลสำเร็จ เพื่อจะได้มีการจ่ายเงินภาษีเข้ามาดำเนินกิจกรรมอื่นๆของรัฐ


ตอน นี้กลายเป็นว่า บุหรี่ สนามม้า และหวยเป็นสิ่งที่ไปแตะไม่ได้เสียแล้ว เพราะประตูอบายพวกนี้มันฝังลึกลองไปในแผ่นดินเสียแล้ว คนจำนวนมากขึ้นผูกวิถีชีวิตไว้กับสิ่งเหล่านี้เสียแล้ว ต้นทุนมันมากเหลือเกินในการรื้อถอนประตูอบายเหล่านี้  และรัฐเองก็ยังไม่พร้อมที่จะหาแหล่งงบประมาณใหม่ที่มีความยืดหยุ่นสูงเสีย ด้วย 


ฉะนัั้นผมว่าที่มันมีอยู่แล้วก็คิดหาทางแก้กันต่อไป แต่ที่มันยังไม่มีก็อย่าให้มันมีเลยครับ ...เวรกรรมมันมีจริงเน้อ

2月22日

Slumdog Millionnaire

เมื่อวานไปดู Slumdog Millionaire กับน้องฝ้ายที่ Den Haag มา ตอนเข้าไปในโรงนึกขึ้นได้ว่า เฮ่ย... นี่มันหนังภาษาอะไรหว่า ฮินดีหรือภาษาอังกฤษ เพราะเคยฟังเพื่อนที่ไปทำงานที่อินเดียบ่นว่ามันเป็นภาษาฮินดีแล้วฟังไม่รู้ เรื่อง ... ปรากฎว่า มันเป็นหนังสองภาษา และก็จะมี subtitle ตอนช่วงที่มันเป็นภาษาฮินดี แต่แย่หน่อยที่มันเป็นภาษาดัชต์

Slumdog Millionaire เป็นเร่ืองราวของชีวิตเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่โตขึ้นมาจากสลัมเมืองมุมไบที่ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการผ่านเข้าไปรอบลึกที่สุดของรายการ เกมเศรษฐีของอินเดีย ภาพยนตร์ตั้งคำถามว่า เขาทำได้อย่างไร เขาโกง, เขาเก่ง, เขารู้คำตอบมาก่อน หรือมันถูกกำหนดไว้ ...

เนื้อหาเรื่องนี้คงต้องไปดูกันเอง แต่สิ่งที่ประทับใจจากหนังมีหลายอย่างเหมือนกัน

อย่าง แรกคือ รู้สึกว่า คนทำหนังช่างคิดในการผูกเรื่องราวต่างๆเข้าด้วยกัน คือ เขาผูกคำถามที่หนุ่ม จามาล ถูกถามในรายการกับประวัติชีวิตของเด็กหนุ่มเอง และเรื่องราวต่างๆในชีวิตของเขาไว้ได้อย่างกลมกลืน แม้ในบางทีจะมีช่วงที่แอบเดาได้เหมือนละครน้ำเน่าของเราบ้าง แต่ว่าสำหรับเราแล้วมันซึ้งได้ใจดี

อย่างที่สองคือ อย่างที่บอกตอนแรกมันเป็ฯหนังหลายภาษา แต่ว่า ผู้กำกับก็สามารถสื่อสารให้กับผู้ชมผ่านภาพได้อย่างดี คือแม้จะไม่เข้าใจภาษาฮินดี (หรือภาษาดัชต์) ก็ตาม ก็ยังสามารถจับใจความของหนังเอาไว้ได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่า เรื่องราวที่เป็นภาษาฮินดี เป็นเรื่องราวในช่วงเวลาเด็กของพระเอก และสิ่งที่หนังสื่อนั้นไม่ใช่เรื่องราวของเหตุและผล แต่เป็นเรื่องราวของความรู้สึกและประสบการณ์ที่จามาลได้ผ่านมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากทำให้ดีก็สามารถสื่อได้ด้วยภาพ ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำได้ดีทีเดียว

อย่างที่สามคือ ผมว่าหนังได้สะท้อนสภาพความเป็นอยู่และชีวิตของเด็กสลัมได้อย่างชัดเจนและ สมจริงอย่างมาก คงเป็นเพราะถ่ายทำจากสถานที่จริงและได้คนจากสลัมมาแสดงจริงๆ ตอนดูยังคิดอยู่ว่าคนพวกนี้ทำกรรมอะไรมาหนอ ความเป็นอยู่ช่างแตกต่างจากที่เราเคยประสบพบเจอมาเสียจริง

อย่างไร ก็ดี ผมคิดว่าลักษณะการนำเสนอค่อนข้างตรงไปตรงมาไปหน่อย คือ แม้เนื้อหาเมื่อดูแล้วจะเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน แต่อาจเป็นเพราะวิธีการนำเสนอ และจังหวะเวลาในหนังเองที่ผมว่าทำได้ดีเกินไปหน่อยในการสื่อสารเนื้อหา จึงทำให้การนำเสนอของหนังไม่ได้สื่อความซับซ้อนของเรื่องออกมา เวลาดูหนังจบแล้วจึงรู้สึกดีแต่เบากว่าหนังที่ได้ชื่อว่าได้ชิงออสการ์ในปี ที่ผ่านๆมา

โดยรวมๆผมว่าเป็นหนังดีควรดูครับ โดยเฉพาะคนที่อยู่เมืองไทยและมี Subtitle ภาษาไทยด้วย ยิ่งหน้าไปดูใหญ่เลย
 
第 1 张,共 5 张

Bunnag Chol

职业
地点
兴趣
I'm doing Research Master in Philosophy and Economics at Erasmus University Rotterdam.

It's nice to see you all.
尚未添加列表。

订阅源

所有者还没有为此模块指定订阅源。
尚未添加列表。

订阅源

所有者还没有为此模块指定订阅源。
Thanks for visiting!
请稍候...
很抱歉,您输入的评论太长。请缩短您的评论。
您没有输入任何内容,请重试。
很抱歉,我们当前无法添加您的评论。请稍后重试。
若要添加评论,需要您的家长授予您相应权限。请求权限
您的家长禁用了评论功能。
很抱歉,我们当前无法删除您的评论。请稍后重试。
您已超过了一天之内允许提供的评论数上限。请在 24 小时后重试。
因为我们的系统表明您可能在向其他用户提供垃圾评论,您的帐户已禁用了评论功能。如果您认为我们错误地禁用了您的帐户,请联系 Windows Live 支持部门
完成下面的安全检查,您提供评论的过程才能完成。
您在安全检查中键入的字符必须与图片或音频中的字符一致。
May_发表:
Halo! How about you ka?hope you fine na.I've just seen and read your blog,you have a lot of activities and achievement na!
From your message shown that you follow the news closely.I like every your message and comment na (try to make understand in Eng.).
Anyway,I really misssss you mak mak,pls reply me duey na ka.
 
P.S.You may be confuse in my massege,but I'm trying to improve ka:)
Miss U na....
May
12 月 4 日
napatip发表:
โทดที กดผิด
ที่นี่หนาวจนไอ้คน hyper อย่างเราไม่อยากขยับตัวได้แล้วกันเมื่อไหร่ชลจะกลับไปอยู่เมืองไทยอ่ะ อยากกลับบ้านมั่ง
ปีหน้าจะเริ่มเรียนโทแล้วนะ ถ้าสอบภาษาผ่านอ่ะนะ ยังไม่มั่นใจพอที่จะไปสอบเรยอ่ะ แต่คงโอนะเราว่า
 
คิดถึงชลมากเลยอ่ะ ว่างๆมาเยี่ยมเรามั่งนะ เรายังไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนๆๆๆๆๆเรย ถ้ามีเพื่อนมาจะได้มีข้ออ้างไง เจอกัน
 
นุช
8 月 15 日
napatip发表:
ถึง ชลเพื่อนที่รัก
มีความสุขดีใช่มั๊ย ส่วนเราก็เหนื่อยๆ ทำงานมหาศาล อยากมีเวลาว่างบ้าง ช่วงนี้ที่นี่หน้าหนาว ไม่หนาวเท่าของชล แต่ก็หนาวพอที่จะทำให้ไอ้
8 月 15 日
ขอบคุณมากๆสำหรับกำลังใจนะ แต่เราไม่ท้อหรอก ไม่ว่าเรื่องดีหรือไม่ดีที่เข้ามาในชีวิต ซักวันมันก็ผ่านไป แต่ทำให้เราเข้มแข็งมากขึ้น
ว่าไปแล้วก็คิดถึงชลเหมือนกันนะเนี่ย แล้วก็รู้สึกดีใจที่ตอนนี้ชลอยู่เมืองไทย
(รู้สึกว่าอยู่ไม่ไกลดี)
 
ชล สบายดีนะ :)
 
7 月 20 日
เย่ๆๆ จะสองปีแล้ว รูปยังอยู่เลย ... First class EC210
เรียนหนักไหมคะ แต่เท่าที่อ่านๆมา ก็น่าจะสนุกนะเนี่ย?
4 月 19 日
How to Have Creative Ideas
作者 
作者 
作者 
尚未添加列表。